มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 8

หมากกระดานใหญ่เริ่มขยับ

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
เสียงตบโต๊ะไม้จันทน์หอมดังสนั่นก้องท้องพระโรงใหญ่ แรงสะเทือนนั้นมากพอจะทำให้ถ้วยน้ำชาเคลือบกระเบื้องหยกสั่นสะท้านจนน้ำกระเซ็นออกมารดเปื้อนฎีกาฉบับสำคัญ "ฝ่าบาท! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!" เสนาบดีคลังอัครมหาเสนาบดีกู่ซือหยวนก้าวออกมาจากแถวขุนนาง สีหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ สายตาที่จ้องมององค์ฮ่องเต้บนบัลลังก์หาใช่ความยำเกรงในฐานะโอรสสวรรค์ไม่ หากแต่เป็นแววตาดุดันของผู้กุมอำนาจตัวจริงที่กำลังถูกล้ำเส้น บนบัลลังก์มังกรอัคคี หลงเทียนเฉิงไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์ทรงเอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบาย พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองลงมาเบื้องล่างด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมโอษฐ์ รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบเสียจนขุนนางหลายคนในท้องพระโรงต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาโดยพลัน "เราทำอะไรหรือ ท่านอัครมหาเสนาบดีกู่" สุเฟยเสียงทุ้มต่ำกังวานก้อง สะท้อนไปตามผนังหินอ่อน "เราเพียงแค่แต่งตั้งขุนนางผู้มีความสามารถเข้ารับตำแหน่งที่ว่างลง ไยท่านต้องเดือดเนื้อร้อนใจถึงเพียงนี้" "มีความสามารถ? สวี่จินหรานผู้นั้นเป็นใครมาจากไหน! ไร้ซึ่งเกียรติประวัติในราชสำนัก ไร้ซึ่งผลงานเชิงประจักษ์ อยู่ๆ พระองค์ก็ทรงแต่งตั้งเขาให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง 'ราชเลขาธิการฝ่ายซ้าย' คุมกรมการคลังและตรวจIสอบบัญชีทั่วหล้า! นี่ไม่ใช่การแต่งตั้งเพื่อบ้านเมือง แต่นี่คือการชักศึกเข้าบ้าน!" กู่ซือหยวนตวาดลั่น ไม่ไว้หน้าพระพักตร์ เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ขุนนาง ฝ่ายตระกูลกู่และพวกพ้องต่างพากันพยักหน้าสนับสนุน ขณะที่ขุนนางสายกลางและกลุ่มที่รักษาท่าทีต่างพากันเงียบกริบ รอคอยดูจุดจบของการปะทะกันครั้งนี้ หลิวเยี่ยนซีขอบอกเลยนะคะว่า บรรยากาศในท้องพระโรงตอนนี้ตึงเครียดเสียจนแทบจะใช้มีดตัดอากาศได้ ในขณะเดียวกัน ณ จวนตระกูลสวี่ บรรยากาศก็ไม่ได้สงบสุขไปกว่ากันเลย สวี่จินหรานยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แสงแดดยามสายลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักตกลงกระทบใบหน้าด้านข้างที่เรียวคมและเยือกเย็น สายตาของนางกำลังจดจ้องรอยเลือดหยดสุดท้ายที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนพื้นหินหน้าจวน ศพสุดท้าย... ศพของนักฆ่ามือฉกาจที่สวมชุดดำสนิทและมีรอยสักรูปอัคคีทมิฬที่ต้นคอ "คุณหนูเจ้าคะ" เสียงกระซิบแผ่วเบาของชุนฮวา สาวใช้คนสนิทดังขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "องครักษ์เงามาแจ้งข่าวว่า ทางฝั่งตระกูลกู่กำลังส่งคนมากดดันในท้องพระโรงแล้วเจ้าค่ะ พวกเขาโวยวายเรื่องราชโองการแต่งตั้งเมื่อเช้าตรู่... นายท่านใหญ่ (หมายถึงบิดาผู้ล่วงลับที่นางต้องกู้ชื่อเสียงคืน) หากพวกมันรู้ว่าศพนี้มาตายที่นี่เพื่อส่งสัญญาณบางอย่าง เกรงว่า..." "ให้พวกมันรู้สิ" จินหรานเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ทรงพลัง "ข้ารอคอยวันนี้มานานเท่าไหร่แล้ว ชุนฮวา... เจ้าคิดว่าการที่ฝ่าบาททรงออกราชโองการแต่งตั้งข้าในวันนี้ เป็นเรื่องบังเอิญหรือ?" ชุนฮกชะงักไป ดวงเบิกกว้างเล็กน้อย "หมายความว่า..." "ทุกอย่างอยู่ในหมากกระดานของฝ่าบาทและข้า" จินหรานค่อยๆ หมุนแหวนหยกสีมรกตบนนิ้วชี้ของตนเอง ช้าๆ อย่างใช้ความคิด "พวกมันส่งคนมาลอบปลงพระชนม์เพื่อข่มขู่ฮ่องเต้ แต่ฮ่องเต้กลับใช้ศพนั้นเป็นข้ออ้างในการกวาดล้างและแทรกซึมอำนาจเข้าสู่กรมการคลัง และข้า... คือมีดปลายปืนเล่มนั้นที่จะพุ่งตรงไปตัดเส้นเลือดใหญ่ของตระกูลกู่" นางหันกลับมามองสาวใช้ แววตาคู่สวยฉายประกายคมปลาบดั่งคมดาบที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก "เตรียมรถม้า วันนี้ข้าจะเดินทางเข้าวังหลวง" "เจ้าคะ? แต่ว่าตอนนี้สถานการณ์ในวังหลวงกำลังระอุ..." "ยิ่งระอุ ยิ่งดี" จินหรานยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องหนสันหลังวาบ "หมากกระดานใหญ่เริ่มขยับแล้ว ข้าที่เป็นตัวหมากตัวสำคัญ ไยจึงจะไม่ไปร่วมเดินเกมด้วยเล่า" ตัดภาพกลับมาที่ท้องพระโรงหลวง แรงกดดันแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูอากาศ หลงเทียนเฉิงยังคงประทับนิ่ง แม้คำพูดของกู่ซือหยวนจะก้าวร้าวและล่วงเกินพระองค์มากเพียงใด พระเนตรของฮ่องเต้หนุ่มหรี่ลงเล็กน้อย ซ่อนประกายไฟแห่งความแค้นที่สุมอกมานานนับปี "ท่านอัครมหาเสนาบดี... ท่านกำลังบอกว่า เราผู้เป็นโอรสสวรรค์ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกใช้คนคนหนึ่งเพื่อช่วยบริหารแผ่นดินกระนั้นหรือ?" สุเฟยของฮ่องเต้กดต่ำลง ทว่าทรงอำนาจจนกู่ซือหยวนต้องชะงักไปชั่วขณะ "กระหม่อมมิบังอาจฝ่าบาท! แต่สวี่จินหรานเป็นสตรี... อ้อ ไม่สิ แม้จะเป็นบุตรสาวของอดีตแม่ทัพใหญ่ แต่นางไม่มีประสบการณ์ทางการคลัง การจะมอบหมายอำนาจระดับนี้ให้นาง เท่ากับเป็นการดูแคลนขุนนางเก่าแก่ที่ทำงานรับใช้ราชสำนักมาค่อนชีวิต!" กู่ซือหยวนยังคงดึงดันใช้ความอาวุโสและอำนาจในมือมาข่มขู่ "ถ้าเช่นนั้น... ให้ข้าเป็นผู้พิสูจน์ความสามารถด้วยตนเอง ดีหรือไม่เพคะ ฝ่าบาท" เสียงใสแต่กังวานก้องดังขึ้นจากนอกท้องพระโรง ตัดผ่านความเงียบงันและบทสนทนาอันเชือดเฉือน ทุกสายตานับร้อยคู่พากันหันขวับไปมองยังทางเข้า ร่างระหงในชุดคลุมยาวปักลายหงส์สีทองตัดกับผ้าไหมสีเพลิงก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างมั่นคงและสง่างาม ใบหน้าเรียวรูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก ทว่าแววตาดำขลับคู่นั้นกลับกวาดตามองเหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจด้วยความเย่อหยิ่งทระนงตนอย่างไม่เกรงกลัวใคร สวี่จินหราน... มาถึงแล้ว กู่ซือหยวนหรี่ตามองสตรีเบื้องหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ รังสีอำมหิตแผ่ออกจากร่างของขุนนางเฒ่าทันที "บังani! สถานที่แห่งนี้คือท้องพระโรง ไยสตรีไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ถึงกล้าเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต!" จินหรานหยุดยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ของฮ่องเต้ นางย่อกายทำความเคารพอย่างงดงามไร้ที่ติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอัครมหาเสนาบดีกู่ตรงๆ โดยไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย "เรียนท่านอัครมหาเสนาบดี ข้าได้รับพระราชโองการแต่งตั้งจากฝ่าบาทให้ดำรงตำแหน่งราชเลขาธิการฝ่ายซ้ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ย่ำรุ่งนี้แล้ว" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าชัดถ้อยชัดคำ "ส่วนเรื่องที่ท่านบอกว่าข้าไม่มีประสบการณ์... เกรงว่าท่านคงจะลืมไปว่า ตระกูลสวี่ของข้าเคยดูแลคลังเสบียงและงบประมาณทหารทั่วประเทศมาสามชั่วคน หากข้าไม่มีความรู้เรื่องตัวเลข ท่านคิดว่าตระกูลกู่ของท่านจะสามารถสูบกินงบประมาณแผ่นดินไปได้ราบรื่นจนถึงทุกวันนี้หรือ" สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกพื้น หน้าของกู่ซือหยวนซีดเผือดลงในพริบตา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่นเทา หลงเทียนเฉิงที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดบนบัลลังก์ค่อยๆ เผยรอยยิ้มกว้างขึ้น พระองค์ทรงประสานพระหัตถ์เข้าหากันอย่างพึงพอใจ "ดีมาก... ในเมื่อราชเลขาธิการสวี่มาถึงแล้ว เราก็มีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่จะต้องประกาศให้พวกท่านทุกคนได้รู้พร้อมกัน..." ฮ่องเต้ทรงเว้นจังหวะเล็กน้อย ทอดพระเนตรมองกลุ่มขุนนางกังฉินด้วยแววตาสมเพชระคนเหี้ยมเกรียม "...เรื่องที่กองกำลังองครักษ์เสื้อแพร เพิ่งจะตรวจค้นพบ 'บัญชีลับ' การทุจริตเงินเยียวยาผู้ประสบภัยในมณฑลเจียงหนาน ซึ่งมีลายมือชื่อของขุนนางในราชสำนักกลุ่มหนึ่ง... เกี่ยวข้องโดยตรง" กู่ซือหยวนเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบทันทีที่ได้ยินคำว่า 'บัญชีลับ' จินหรานหันไปสบตากับหลงเทียนเฉิงชั่วพริบตา ทั้งสองลอบส่งยิ้มให้กันอย่างรู้กันในที ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับประกาศสะเทือนแผ่นดินนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของมหาดเล็กคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขัดจังหวะ พร้อมกับคุกเข่าลงด้วยความตื่นตระหนกจนตัวสั่น "ฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพใหญ่แดนเหนือ... แม่ทัพผู้พิทักษ์ประจิมที่ควรจะประจำการชายแดน... นำกองกำลังทหารม้าห้าหมื่นนาย บุกประชิดประตูเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" หลงเทียนเฉิงผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์ทันที รอยยิ้มเมื่อครู่อันตรธานหายไป เหลือเพียงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ส่วนสวี่จินหราน... รอยยิ้มบนมุมปากของนางค้างเติ่ง หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม เมื่อตระหนักได้ทันทีว่า หมากตานี้... ไม่ได้มีแค่ฮ่องเต้และตระกูลกู่เท่านั้นที่เดินเกม หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะยังหายใจทันกับความพลิกผันนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — หลิวเยี่ยนซี
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%