แผ่นกระดาษสาเนื้อหยาบที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่ถูกปาทิ้งลงบนพื้นพรมทอหนานุ่ม เสียงมันตกกระทบเบาหวิวดุจขนนก แต่ก้องกังวานเสียดแทงประสาทสัมผัสของผู้ที่อยู่ในตำหนักโถงในจนแทบหยุดหายใจ
"เหลวไหลสิ้นดี!"
เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของอัครเสนาบดีจ้าวหลี่จงดังขึ้น ร่างท้วมหนาที่ห่อหุ้มด้วยอาภรณ์ปักดิ้นทองสั่นเทิบท่ามกลางไอร้อนระอุจากเตาผิงทองเหลือง นัยน์ตาเรียวรีที่มักฉายแววเจ้าเล่ห์เพทุบายบัดนี้เบิกกว้าง เส้นเลือดปูดโปนบริเวณขมับยามกวาดสายตามองสายลับในชุดทะมัดทะแมงที่คุกเข่าตัวสั่นงันท่ามกลางความหนาวเหน็บ
สวี่จินหรานยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องเสาศิลาหยกสลักลายมังกร นางมิได้ปริปากกล่าวสิ่งใด ปลายเรียวนิ้วเรียวสวยที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกว้างกำลังลูบไล้จอกชาหยกขาวที่ยังหลงเหลือไอร้อนจางๆ ดวงตาคู่คมดุจหงส์ทอประกายลẫกล้ำยากหยั่งถึง มุมปากหยักยิ้มบางเบาคล้ายเย้ยหยันแต่กลับแนบเนียนจนไร้ร่องรอย นี่คือ "ประกาศิต" จากดินแดนรกร้างอันเหน็บหนาวทางเหนือที่พวกมันหวาดกลัวที่สุด และบัดนี้ มันเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว
"ท่านอัครเสนาบดีโปรดระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ" สวี่จินหรานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังพอที่จะดึงสติของตาแก่เจ้าเล่ห์ให้หันกลับมามอง นางก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากเงาดำของเสาสลัก ราวกับพญาหงส์ที่กำลังย่างก้าวบนลานน้ำแข็ง "ข่าวลือเรื่องกองกำลังพิทักษ์ชายแดนอุดรเคลื่อนพล หาใช่เรื่องที่ควรตื่นตระหนกจนเสียกิริยาไม่... แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เราได้เห็นว่า สุนัขที่เคยคิดว่าเชื่อง ยามนี้มันเริ่มแยกเขี้ยวใส่ผู้เป็นนายเสียแล้วกระมังคะ"
จ้าวหลี่จงหันขวับมามองสตรีตรงหน้า แววตาของขุนนางใหญ่ฉายความหวาดระแวงระคนชิงชัง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร จินหราน? นั่นคือกองกำลังที่พี่ชายของฮ่องเต้... อ๋องหลงเทียนเฉิง เป็นผู้ดูแลมาตลอดหลายปี แม้ตัวมันจะถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในวังหลวงอย่างไร้พิษสง แต่ไพร่พลนับแสนที่ตากลมตากแดดอยู่ชายแดนย่อมจงรักภักดีต่อนายเหนือหัวของพวกมัน!"
"แล้วท่านคิดว่า ฝ่าบาทผู้ทรงปรีชาญาณในสายตาของราษฎร จะทรงยอมจำนนต่อโซ่ตรวนที่พวกท่านล่ามไว้จริงๆ หรือคะ?" สวี่จินหรานย้อนถาม เสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอของนางทำเอาอัครเสนาบดีถึงกับผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ภายในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ที่เงียบสงัด บรรยากาศกลับระอุยิ่งกว่าสมรภูมิรบ
หลงเทียนเฉิงประทับนิ่งอยู่บนพระแท่นบรรทมจำลอง พระเนตรคมกริบทอดมองแผนที่แผ่นใหญ่ที่กางอยู่เบื้องหน้า บนนั้นมีหมึกสีชาดแต้มเป็นจุดๆ แสดงถึงเส้นทางการเคลื่อนพลของกองกำลังชายแดนที่จ้าวหลี่จงหวาดกลัว พระองค์มิได้ตกใจกับข่าวลือที่แพร่สะพัด ตรงกันข้าม มุมพระoโอษฐ์กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่หาได้ยากยิ่ง
"ฝ่าบาท..." ขันทีเอกก้าวเข้ามาด้วยท่าทีลนลาน "สายรายงานว่าทางฝั่งอัครเสนาบดีกำลังเรียกประชุมด่วนเหล่าขุนนางฝ่ายเหนือ สีหน้าของท่านอัครเสนาบดีเคร่งเครียดถึงขีดสุดพ่ะย่ะค่ะ เกรงว่า... พวกเขาอาจจะคิดการใหญ่เพื่อความปลอดภัยของตนเอง"
หลงเทียนเฉศงทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นเชิงห้าม ปลายพระนิ้วเคาะเบาๆ บนโต๊ะไม้จันทน์หอม จังหวะที่สม่ำเสมอนั้นราเสียงกลองศึกที่กำลังเร่งเร้าหัวใจของศัตรูให้หวาดผวา "ให้พวกมันตื่นตระหนกไปเถิด ยิ่งพวกมันดิ้นรนมากเท่าไหร่ รอยรั่วในเกราะเหล็กที่พวกมันสวมใส่ก็ยิ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น" พระองค์ตรัสด้วยสุ้มเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาดที่กดทับทุกลมหายใจในห้อง "เราอดทนรอวันนี้มานานเท่าไหร่แล้วเล่า... วันที่หมากทุกตัวเริ่มขยับตามกระดานที่เราวางไว้"
ระยะห่างระหว่างวังหลวงกับจวนอัครเสนาบดีดูเหมือนจะกว้างใหญ่ไพศาล ทว่าในคืนที่ลมหนาวพัดโชย กลิ่นอายแห่งการนองเลือดกลับลอยคลุ้งอยู่ในอากาศอย่างชัดเจน
สวี่จินหรานเดินกลับมายังเรือนพักของตน นางยืนมองจันทราสีเลือดผ่านหน้าต่างบานแกะสลัก ความแค้นของตระกูลสวี่ที่ถูกฝังกลบด้วยดินโคลนและคราบน้ำตา กำลังได้รับการขุดคุ้ยขึ้นมาใหม่ด้วยมือของนางเองและบุรุษผู้ครองบัลลังก์อัคคี ทุกย่างก้าวในตอนนี้คือการเดินบนเส้นด้ายที่ขึงตึง หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ศีรษะจะหลุดออกจากบ่าทันที แต่ความเยือกเย็นในอกของนางบอกชัดเจนว่า นางไม่มีวันยอมถอยหลังกลับเด็ดขาด
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้ง—เป็นรหัสลับที่นัดหมายไว้
ร่างเพรียวบางของนางขยับตัวไปเปิดประตูช้าๆ สายลมกรรโชกแรงพัดพาเอาละอองหิมะสีขาวโพลนเข้ามาปะทะใบหน้า ทว่าสิ่งที่ทำให้นัยน์ตาคู่สวยของสวี่จินหรานเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ มิใช่ความหนาวเหน็บภายนอก...
แต่เป็นเงาร่างสูงโปร่งคุ้นตาที่ก้าวพ้นจากความมืดของระเบียงทางเดินเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก และคราบเลือดจางๆ ที่เปื้อนอยู่บนอาภรณ์สีเข้ม
"ฝ่าบาท...?" สวี่จินหรานอุทานออกมาได้เพียงเท่านั้น เมื่อพระองค์ทรงก้าวล้ำเข้ามาในห้อง ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนาด้วยพระองค์เอง ก่อนจะโน้มพระองค์ลงมาตรัสข้างพระ कर्ण (พระกรรณ) ของนางด้วยสุ้มเสียงที่ทำให้หัวใจของสตรีนางนี้กระตุกวูบ
"แผนการเปลี่ยนไปแล้ว... จินหราน คืนนี้ พวกมันส่งคนมาลอบปลงพระชนม์เราที่ตำหนักหลวง แต่บังเอิญว่า... ศพสุดท้าย มันดันวิ่งหนีมาตายที่หน้าจวนของตระกูลสวี่พอดี"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามและเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเคียงข้างสวี่จินหรานมาจนถึงตอนนี้นะคะ
มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 7
ประกาศิตจากแดนไกล
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!