มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี•ตอนที่ 27

รุ่งอรุณแห่งแผ่นดินใหม่

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ทั่วท้องพระโรงใหญ่ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมบางเบาของกำยานจันทน์เทศ ทว่าในความรู้สึกของสวี่จินหราน รอยเปื้อนสีชาดที่ฝังลึกลงในร่องหินอ่อนนั้น... ไม่มีวันถูกชะล้างให้จางหายไปได้ด้วยควันธูปเพียงไม่กี่ดอก "เจ้ายังกังวลเรื่องใดอยู่อีกหรือ จินหราน" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักอวี้เฉียน หลงเทียนเฉิงในฉลองพระองค์ชุดมังกรสีเหลืองทองอร่ามประทับอยู่เบื้องพระพักตร์ ทว่าแววเนตรคมกริบไม่ได้ทอดมองฎีกาตรงหน้า หากแต่จับจ้องมาที่ร่างระหงซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่างบานแกะสลัก สวี่จินหรานค่อยๆ หมุนตัวกลับมา ชายกระโปรงผ้าแพรปักลายหงส์สีชาดสะท้อนกับแสงตะวันที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่าง นางไม่ได้คุกเข่าถวายบังคมตามพิธีรีตองเคร่งครัดเช่นก่อน เพราะในยามนี้... ฐานะของนางหาใช่เพียงสตรีในวังหลังอีกต่อไป "หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... ความเงียบสงบในยามนี้ ช่างเปราะบางเสียยิ่งกว่าแผ่นน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิเพคะ ฝ่าบาท" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยที่ลึกซึ้ง หลิวเยี่ยนซีขอบอกเล่าความในใจตรงนี้เลยนะคะว่า การกอบกู้แผ่นดินที่แตกสลายนั้นยากเย็นแล้ว แต่การรักษาหัวใจที่ผ่านศึกสงครามมาด้วยกัน ยิ่งยากยิ่งกว่าหลายเท่าตัวนักค่ะ ฮ่องเต้หนุ่มแย้มพระสรวลน้อยๆ พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระแท่น ย่างพระบาทเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างมั่นคง รอยแผลเป็นจากการลอบปลงพระชนม์ที่เคยปรากฏอยู่ตรงพระatตยังคงหลงเหลือจางๆ เป็นเครื่องเตือนใจว่าพวกเขาก้าวข้ามผ่านประตูแห่งความตายมาด้วยกันกี่ครา "กบฏตระกูลหลี่ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก เหล่าขุนนางกังฉินถูกเนรเทศและประหารตามอาญาแผ่นดิน ต้าเฉินในยามนี้ไม่มีเสี้ยนหนามใดหลงเหลืออีกแล้ว เจ้ายังไม่ไว้วางใจผู้ใดในราชสำนักอีกเล่า" พระหัตถ์อุ่นจัดยื่นออกไปหมายจะสัมผัสเรียวพักตร์งามที่ยังคงเรียบเฉย ทว่าสวี่จินหรานกลับเบี่ยงกายหลบอย่างแนบเนียน การกระทำนั้นทำให้พระเนตรคมปลาบไหววูบเล็กน้อย "ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วหรือเพคะ ว่ารากเหง้าของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตระกูลหลี่เพียงกลุ่มเดียว" สวี่จินหรานเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ตรงๆ แววตาคู่คมฉายประกายเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็ง "อำนาจที่กระจายอยู่ในมือของบรรดาแม่ทัพชายแดน และกลุ่มพ่อค้าคนกลางที่กุมเส้นทางเสบียง... สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ยังไม่ได้สะสาง" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลงเทียนเฉิงไม่ตรัสสิ่งใด พระองค์ทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งรักใคร่ หวงแหน และ... หวาดหวั่นในความเฉียบขาดของนาง สวี่จินหรานในยามนี้ ไม่ใช่คุณหนูตระกูลสวี่ผู้รอคอยความเมตตาจากใครอีกต่อไป นางคือผู้ถือหมากตัวสำคัญที่ร่วมชี้นำชะตากรรมของแผ่นดินต้าเฉิน ทุกย่างก้าวของนางถูกคำนวณไว้หมดแล้ว แม้กระทั่งการขึ้นครองตำแหน่งมเหสีเคียงบัลลังก์ ก็เป็นเพียงหมากตาหนึ่งในกระดานอำนาจอันยิ่งใหญ่ "เจ้านี่นะ... ช่างไม่ยอมให้เราได้หายใจหายคออย่างมีความสุขเลยแม้แต่น้อย" สุ้มเสียงนั้นเจือรอยแย้มสรวลจางๆ ทว่าแววเนตรกลับลุ่มลึกยิ่ง "เจ้าต้องการให้เราทำอย่างไร จัดการกวาดล้างให้สิ้นซากทั้งหมดเลยดีหรือไม่" "ไม่ต้องถึงมือฝ่าบาทหรอกเพคะ" สวี่จินหรานทอดถอนหายใจเบาๆ "หม่อมฉันเพียงแต่... ร่างราชโองการฉบับใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว" นางหยิบม้วนกระดาษสาเนื้อดีที่ซ่อนไว้ออกมาจากแขนเสื้อ ยื่นถวายด้วยสองมือ ท่าทางสง่างามไร้ที่ติ หลงเทียนเฉิงรับมาคลี่อ่านด้วยความประหลาดใจ ยิ่งทอดพระเนตรผ่านอักษรแต่ละบรรทัด พระพักตร์ที่เคยผ่อนคลายก็เริ่มเคร่งขรึมลงที2ละน้อย นั่นคือแผนการปฏิรูประบบภาษีและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งจะกระทบกับผลประโยชน์ของขุนนางเก่าแก่เกือบครึ่งราชสำนัก! "เจ้ากล้าหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ สวี่จินหราน" หลงเทียนเฉิงเงยพระพักตร์ขึ้นมองนางด้วยความตะลึงงัน "การทำเช่นนี้... เท่ากับเจ้าประกาศสงครามกับกลุ่มอิทธิพลเดิมทั้งหมดในคราเดียว" "หากไม่ทุบหม้อข้าว หม่อมฉันจะชนะศึกนี้ได้อย่างไรเพคะ" นางยิ้มรับ รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับหนาวเยือกถึงขั้วหัวใจ "ฝ่าบาททรงปรารถนาแผ่นดินที่สงบสุขและมั่นคงมิใช่หรือเพคะ? ความสงบที่ได้มาจากการประนีประนอม เป็นเพียงความสงบจอมปลอมที่รอวันผุพัง... หม่อมฉันไม่ต้องการให้ต้าเฉินต้องกลับมานองเลือดอีกเป็นครั้งที่สอง" น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวและแววตาที่แน่วแน่นั้น ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มนิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน ก่อนที่พระองค์จะระพระสรวลออกมาเสียงดัง ก้องกังวานไปทั่วตำหนัก "ดี! ดีเยี่ยมยิ่งนัก! สม2เป็นสวี่จินหรานของเราร่วมเรียงเคียงหมอน!" พระองค์ทรงดึงร่างระหงเข้ามาปะทะพระอุระอย่างรวดเร็ว โดยที่นางไม่ทันตั้งตัว พระหัตถ์แกร่งโอบกระชับเอวคอดกิ่วไว้แน่น ราวกับต้องการหลอมรวมนางให้เป็นเนื้อเดียวกับพระองค์ "ในเมื่อเจ้ากล้าเดิมพันถึงเพียงนี้ มีหรือที่เราจะปฏิเสธ" อ้อมกอดนี้อบอุ่น ทว่าสวี่จินหรานกลับไม่ได้หลับตาพริ้มรับความหวานชื่นนั้น สายตาของนางทอดมองข้ามพระอังสาของฮ่องเต้ ไปยังบานประตูตำหนักที่ปิดสนิทเบื้องนอก ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังจะคืนกลับมา เสียงฝีเท้าม้าควบตะบ็งอย่างเร่งรีบก็ดังแหวกอากาศเข้ามาแต่ไกล ตามมาด้วยเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกของขันทีหน้าตำหนักที่ดังลั่นจนน่าใจหาย! "ทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือ... นำกองกำลังสามหมื่นนายบุกประชิดประตูเมืองหลวง โดยอ้างพระราชโองการลับ... เพื่อมากำจัดกังฉินในราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ!" หลงเทียนเฉิงชะงักกึก สวี่จินหรานเบิก宽ตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากอิ่มจะค่อยๆ ยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเยдя็นเยียบ ท่ามกลางความตกตะลึงที่แช่แข็งทุกสรรพสิ่งไว้ ณ จุดนั้น ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาจนถึงบทนี้ และเตรียมพบกับบทสรุปอันเข้มข้นที่สุดในตอนหน้าด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีเคียงบัลลังก์อัคคี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%