"หากใต้เท้ายังเอาแต่ก้าวล่วงเขตอำนาจของสำนักอาลักษณ์ด้วยข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของราชสำนัก เกรงว่าข้าคงต้องบันทึกถ้อยคำเมื่อครู่ลงในสมุดรายงานประจำวันฐานลุกลอำนาจหน้าที่นะคะ"
ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าในมือเรียวของหลินซูเหยาหยุดนิ่งสนิท น้ำหมึกสีดำสนิทหยดลงบนกระดาษสาเนื้อดีจนเกิดเป็นรอยด่างวงกลม ทว่านางมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมดุจกวางป่าคู่นั้นตวัดขึ้นสบกับดวงตาคมกริบราวพญาเหยี่ยวของเซียวจิ่นหยวนที่ยืนประชิดอยู่เบื้องหน้า ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองในยามนี้แคบเสียจนกลิ่นอายบุรุษเจือจางผสานกับกลิ่นหมึกจันทน์หอมกรุ่นลอยวนเวียนอยู่ปลายนาสิก
เซียวจิ่นหยวนไม่ถอยหนย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาโน้มใบหน้าลงต่ำจนเส้นผมสีดำสนิทที่รวบไว้ด้วยกואนหยกไพลินไหวระต้นคอระหงของหญิงสาว
"ใต้เท้าหลินช่างขยันขันแข็งเสียจริง ยามวิกาลเช่นนี้ผู้คนต่างหลับใหล แต่ท่านกลับยังขุดคุ้ยเรื่องคดีเก่าเมื่อสิบปี่ปีก่อนในหอตำราหลวงแห่งนี้... หรือว่ามีสิ่งใดที่ท่านกำลังหวาดกลัวว่ามันจะถูกเปิดเผยกันแน่"
เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู แฝงไว้ด้วยกระแสเสียงเยาะหยันที่จงใจยั่วประสาท นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้หาใช่ขุนนางสำอางทั่วไป ความเจ้าเล่ห์และสติปัญญาของราชเลขาฯ หนุ่มผู้นี้คือภัยคุกคามอันดับหนึ่งต่อความยุติธรรมที่นางยึดมั่น แต่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้... เสียงกลอนประตูหอตำราด้านนอกที่ดัง *'คลิก'* ขึ้นพร้อมกับแรงสะเทือนหนักหน่วงกลับทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดลงพร้อมกัน
*ครืน—!*
เสียงกลไกหินผาปิดทับซ้อนกันดังสนั่นหวั่นไหว ประตูหอตำราชั้นในสุด—ห้องลับที่เก็บรักษาพงศาวดารต้องห้ามและบันทึกคดีลับของราชวงศ์ถูกปิดตายลงอย่างกะทันหัน แรงสั่นสะเทือนทำเอาฝุ่นผงโบราณร่วงกราวลงมาจากชั้นหนังสือสูงตระหง่าน แสงตะเกียงสำริดบนโต๊ะวาดเขียนวบวาบไหววูบก่อนจะดับลง ปล่อยให้ความมืดมิดเข้ากลืนกินพื้นที่รอบกาย เหลือเพียงแสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลายเมฆาเข้ามาเป็นลำยาว
หลินซูเหยาผุดลุกขึ้นสัญชาตญาณ นางพุ่งตัวไปยังบานประตูไม้หนาทึบแล้วออกแรงผลักสุดกำลัง ทว่ามันไร้ซึ่งการตอบสนอง กลไกสプリングด้านนอกถูกตัดขาด ราวกับมีคนจงใจขังพวกเขาทั้งสองไว้ภายใน
"โธ่เว่ย..." หลินซูเหียพึมพำลอดไรฟัน ขมวดคิ้วมุ่นจนหัวคิ้วแทบจะผูกเข้าหากัน
"ไม่ต้องเสียแรงหรอกค่ะ ใต้เท้าหลิน" เสียงเรียบเฉยแต่แฝงแววขบขันดังขึ้นจากความมืด เซียวจิ่นหยวนก้าวเข้ามาประชิดตัวนางอีกก้าวในความสลัว มือหนายกขึ้นแตะกรอบประตูไม้เพื่อพยุงกาย "ดูท่าทาง... คืนนี้พวกเราคงต้องติดอยู่ที่นี่ด้วยกันเสียแล้วกระมัง"
ความอึดอัดระลอกใหญ่แผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ แม้ทั้งสองจะยืนอยู่ท่ามกลางความมืด แต่ความตึงเครียดระຫວ່າງเขากลับเด่นชัดราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตอยู่รอบตัว นางถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นหนังสือ ทว่าเซียวจิ่นหยวนกลับใช้มือข้างหนึ่งทาบลงกับชั้นหนังสือเหนือศีรษะของนาง กักขังร่างบอบบางไว้ในวงแขนอย่างจงใจ
"ถอยไปนะคะ ใต้เท้าเซียว ระยะห่างระหว่างเราไม่สมควร..."
"ไม่สมควรตรงไหนหรือ?" เขาตัดบท น้ำเสียงทุ้มต่ำร3รื่นหูทว่าอันตราย "ในเมื่อยามนี้มีเพียงเราสองคนที่กุมความลับเรื่องคดีของสกุลมู่ไว้ หากมีคนจงใจขังเราไว้ที่นี่ ย่อมแสดงว่า ‘หนอน’ ในราชสำนักกำลังเคลื่อนไหว และพวกมันกำลังต้องการให้เราสองคน... ตายตกไปตามกันในห้องลับแห่งนี้"
คำพูดนั้นทำให้หลินซูเหยาชะงัก ความหวาดระแวงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แม้จะมองเห็นเพียงเค้าโครงใบหน้าคมคายในแสงจันทร์ แต่ประกายตาเฉียบคมคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความท้าทายที่สะท้อนอยู่ในนั้น
"ถ้าเช่นนั้น เหตุใดท่านจึงดูใจเย็นนักเล่า หรือว่า... การที่ประตูห้องลับปิดลง เป็นแผนการที่ท่านจัดฉากขึ้นมาเองตั้งแต่แรก เพื่อบีบให้ข้าต้องร่วมมือกับท่านกันแน่คะ"
เซียวจิ่นหยวนหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนถึงแผ่นอกแกร่งที่แทบจะแนบชิดกับร่างของนาง
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว หลินซูเหยา... แต่คราวนี้เจ้าคิดผิดถاط ข้าไม่ได้วางแผนเรื่องนี้ บันทึกคดีของสกุลมู่ที่เจ้ากำลังหาอยู่ ข้าเองก็กำลังตามหามันเช่นกัน และดูเหมือนว่า..." นิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมออกไป แตะลงบนแผ่นกระดาษโบราณที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือที่นางยืนบังอยู่ "มันจะไม่ได้อยู่บนโต๊ะทำงาน แต่ซ่อนอยู่ตรงนี้ต่างหาก"
ปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านแก้มเนียนนุ่มของนางไปชั่วขณะ ความรู้สึกวาบหวิวแปลกประหลาดแล่นริ้วผ่านหัวใจของสตรีผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบจนนางต้องกลั้นหายใจ หลินซูเหยาขยับตัวหลีกหนีสัมผัสคุกคามนั้นอย่างรวดเร็ว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก มิใช่เพราะความกลัวต่อบรรยากาศรอบตัว แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่เกินขอบเขตและเคมีอันตรายที่แผ่ซ่านระຫວ່າງเขากับนาง
"อย่ามาเล่นตลกนะคะ นำมือของท่านออกไป..." นางเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษามาตร and ความเยือกเย็น
"ข้าไม่ได้เล่นตลก..." เซียวจิ่นหยวนดึงแผ่นไม้กระดานลับออกจากผนัง เสียงกลไกเฟืองเหล็กขยับตัวดัง *กริ๊ก* แสงจันทร์สาดส่องกระทบเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายในช่องลับนั้น
มันคือป้ายหยกประจำตัวของราชครูผู้ล่วงลับ และหีบเหล็กขนาดเล็กที่ประทับตราลัญจกรลับขององค์รัชทายาทองค์ก่อน
ทว่า ก่อนที่ใครคนใดคนหนึ่งจะได้เอื้อมมือไปหยิบหลักฐานชิ้นสำคัญนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอกห้องลับ ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบและประกายไฟสีส้มที่ลอดผ่านรอยแตกของบานประตูเข้ามา
*กลิ่นควันไฟและน้ำมันสน...*
พวกมันไม่ได้แค่ต้องการขังพวกเขาไว้ แต่พวกมันกำลังจะ "เผา" หอตำราหลวงทั้งหลังให้มอดไหม้ไปพร้อมกับพยานปากเอกทั้งสอง!
เซียวจิ่นหยวนหันขวับมามองนาง แววตาที่เคยพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดจริงจังในเสี้ยววินาที มือหนาคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่นด้วยแรงที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
"จับมือข้าไว้แน่นๆ ซูเหยา... ทางรอดเดียวของเราอยู่ที่นี่"
**************************************************
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 6
ใต้แสงจันทร์ที่หอตำรา
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!