ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 5

ความเย็นชาที่ก่อตัว

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอายน้ำหมึกชั้นดีผสมกับความอับชื้นของกระดาษโบราณนับหมื่นแผ่นในหอตำราหลวงยามราตรี ช่างเป็นกลิ่นที่หลินซูเหยาคุ้นเคยจนแทบจะหลับตาเดินได้ หากแต่ในค่ำคืนนี้ บรรยากาศกลับถูกกดทับด้วยความเงียบงันที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก ร่างโปร่งในชุดอาลักษณ์สีเข้มยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง แสงจากตะเกียงน้ำมันกฤษณาไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลัก ทอดเงาของนางให้ทอดยาวไปบรรจบกับเงาของบุรุษอีกผู้หนึ่งที่นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงาน เซียวจิ่นหยวนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองนางทันทีที่นางก้าวเข้ามา เขายยังคงจรดพู่กันลงบนฎีกาด้วยความมั่นคง ปลายพู่กันลากเส้นอย่างเฉียบคมและไร้ความลังเล ราวกับชีวิตของผู้คนที่ถูกกำหนดไว้ในตัวอักษรเหล่านั้นไม่มีน้ำหนักอันใดในสายตาของเขา "เจ้ามาช้าไปสามเค่อ, หลินซูเหยา" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่มีความขุ่นเคือง แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งที่ถูกขัดเกลามาอย่างดีจนกลายเป็นเสน่ห์อันตราย "หรือว่าอักษรลับในพงศาวดารชำระใหม่เมื่อค่ำวาน จะทำให้สมองอันปราดเปรื่องของเจ้าเกิดความสับสนขึ้นมาเสียแล้ว" ซูเหยาไม่ได้ตอบทันที นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกสองก้าว วางม้วนฎีกาที่เพิ่งคัดลอกเสร็จลงบนมุมโต๊ะด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ ไร้ซึ่งความเร่งรีบและไร้ความยำเกรง "ใต้เท้าเซียวคงเข้าใจผิดแล้วค่ะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแววตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก "ข้าเพียงแต่ใช้เวลาตรวจทานความถูกต้องของตัวอักษรแต่ละตัวอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะข้าตระหนักดีว่า... ในราชสำนักแห่งนี้ ความผิดพลาดเพียงครึ่งคำ อาจหมายถึงหัวที่หลุดจากบ่า หรือไม่ก็... อาจเป็นช่องโหว่ให้คนบางคนใช้เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจ" พู่กันในมือของเซียวจิ่นหยวนชะงักกึกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะวางมันลงอย่างช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาแฟ้มคดีกับนาง นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา "เจ้ากล้าหาญขึ้นมากนะ, อาลักษณ์หลิน" เขาผนักตัวพิงพนักเก้าอี้ แขนเสื้อกว้างสะบัดเล็กน้อยยามที่เขาประสานมือไว้บนตัก "ปากกล้าเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะถือดีว่าตัวเองคือกุญแจสำคัญในการไขปริศนาคลังหลวง... เจ้าก็คงเบื่อชีวิตเต็มทีแล้ว" "ข้าไม่ได้เบื่อชีวิตค่ะ แต่ข้าเกลียดความไร้เหตุผล" ซูเหยาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตสะท้อนเปลวไฟจากตะเกียงเป็นประกายวาววับ "เช่นเดียวกับกลยุทธ์การคลังที่ท่านเสนอต่อองค์จักรพรรดิเมื่อเช้า... การรีดภาษีจากมณฑลทางใต้สามเปอร์เซ็นต์เพื่อโปะงบประมาณกองทัพพิทักษ์ชายแดน ท่านเรียกว่า 'วิสัยทัศน์อันกว้างไกล' แต่สำหรับข้า... มันคือการโยนภาระให้ราษฎรตาดำๆ ที่กำลังเผชิญภัยแล้งต่างหาก" บรรยากาศในห้องเงียบลงทัน2ฉับพลัน ความกดดันพุ่งสูงขึ้นจนราวกับอากาศรอบตัวกลายเป็นของเหลวที่หนาแน่น เซียวจิ่นหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะบนมุมปากเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่ล้ำลึกและเต็มไปด้วยการประเมินค่า บุรุษหนุ่มลุกขึ้นยืนช้าๆ ส่วนสูงของเขาทำให้ออร่าความกดดันแผ่ซ่านครอบคลุมร่างของนางได้อย่างง่ายดาย เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ กลิ่นอายบุรุษจางๆ เจือกลิ่นชาอู่หลงชั้นดีลอยปะทะนาův "เจ้ามองโลกด้วยสายตาของบัณฑิตผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม..." เซียวจิ่นหยวนโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบa ริมฝีปากอยู่ห่างจากใบหูของนางเพียงคืบ น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มแต่น่ากลัวในคราวเดียวกัน "แต่ข้ามองโลกด้วยสายตาของคนที่ต้องค้ำจุนบัลลังก์นี้เอาไว้ หากไม่รีบตัดเนื้อร้ายที่ชายแดน แผ่นดินนี้จะล่มสลายทั้งรากเหง้า เจ้าคิดว่าราษฎรทางใต้ที่เจ้าสงสารนักหนา จะมีชีวิตรอดอยู่หรือ หากข้าศึกบุกเข้ามาถึงเมืองหลวง?" ซูเหยาไม่ถอยหลังหนี นางสบตาเขาตรงๆ แม้หัวใจจะเต้นแรงขึ้นด้วยความใกล้ชิดที่อันตราย แต่นางปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตรรกะของเขามีน้ำหนัก และนั่นคือสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกเจ็บใจยิ่งกว่าการถูกดูถูก "ท่านเลือกใช้วิธีที่ง่ายที่สุดต่างหากค่ะ... การรีดไถคนอ่อนแอ ไม่ได้เรียกว่าค้ำจุนบัลลังก์ แต่มันคือความอ่อนแอของเสนาบดีที่ไม่กล้าพอจะไปรีดเค้นจากพวกขุนนางฉ้อฉลที่ซ่อนตัวอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ต่างหาก" นางสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นน้อยๆ แต่เด็ดเดี่ยว เซียวจิ่นหยวนจ้องมองหน้านางนิ่งนาน แววตาที่เคยเย็นชากลับไหววูบด้วยความรู้สึกประหลาดที่เขาเองก็ไม่อาจนิยามได้ มีความโกรธ? มีความฉุนเฉียว? หรือว่า... ความพึงพอใจที่ได้พบคนกล้าต่อปากต่อคำกับเขาเช่นนี้ นานทีเดียวกว่าที่เขาจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ต่ำทุ้งและแฝงด้วยความหมายอันลึกซึ้ง "เจ้าช่าง... ร้ายกาจเสียจริง, หลินซูเหยา" เขาเอ่ยเสียงพร่า ปลายปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มนางออกอย่างถือวิสาสะ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้ซูเหยาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาด "รู้ไหมว่า คนที่รู้มากและปากกล้าเช่นเจ้า มักจะมีอายุอยู่ไม่ยืน" ซูเหยาปัดมือเขาออกทันทีด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำด้วยความโกรธระคนเคือง "โปรดสำรวมด้วยค่ะ, ใต้เท้าเซียว!" "ข้าก็สำรวมอยู่เช่นนี้..." เซียวจิ่นหยวนถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว รอยยิ้มมุมปากกลับมาอีกครั้ง "เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าเก่งนักเรื่องทฤษฎีการปกครอง ข้ามีงานชิ้นใหม่ให้เจ้าพิสูจน์ฝีมือ" เขาหยิบสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กองฎีกาออกมา โยนมันลงบนโต๊ะเสียงดัง *ปึก!* ซูเหยามองสมุดเล่มนั้น ขมวดคิ้วมุ่น "นี่คืออะไร?" "บัญชีลับการซื้อขายอาวุธของกองทัพพิทักษ์ชายแดน... ที่ถูกขโมยมาจากห้องทำงานของแม่ทัพใหญ่หลี่ เมื่อสองชั่วยามก่อน" เซียวจิ่นหยวนเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าประกายตาในดวงตากลับคมกริบลับคม "และคนที่เอามาให้ข้า... ก็คือสายลับที่ถูกตัดหัวเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองทิศเหนือเมื่อเช้านี้เอง" หัวใจของหลินซูเหยาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางเงยหน้าขึ้นมองเซียวจิ่นหยวนทันที "ท่านหมายความว่า..." *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูด้านนอกหอตำราดังขึ้นสามครั้งในความเงียบสงัด ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังเร่งรีบเข้ามาใกล้ประตูลับทีละน้อย... ทีละน้อย... — หมอกเหมยปลายฤดู —
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%