กลิ่นหมึกจีนชั้นดีที่เพิ่งเจือจางผสมกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษสมุดบัญชีเก่าแก่หลายสิบปี ลอยอบอวลอยู่ภายใต้แสงสลัวของโคมไฟกระดาษสาในห้องคลังศาลาชำระบัญชี
เสียงดีดลูกคิดไม้แก่นจันทน์ดังกระทบกันเป็นจังหวะรัวเร็ว ทว่าความเงียบงันภายในห้องกลับกดดันเสียจนแม้แต่เสียงลมหายใจยังต้องถูกผ่อนให้เบาที่สุด หลินซูเหยานั่งหลังตรงแน่วอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้ตัวยาว ปลายนิ้วเรียวชี้กวาดไปตามตัวอักษรบัญชีรายรับรายจ่ายของกรมโยธาธิการย้อนหลังสามปี ดวงตาคู่คมกริบกวาดอ่านบรรทัดตัวเลขซับซ้อนนับร้อยด้วยความเร็วสูง สมองของนางทำงานรากับกลไกนาฬิกาไขลานชั้นยอด ไม่มีช่องว่างให้ความเหนื่อยล้าแทรกซึม แม้ขอบตาจะเริ่มขึ้นรอยคล้ำจางๆ จากการอดนอนติดต่อกันมาสองคืนเต็ม
"เจ้ากำลังพยายามหาเศษเงินสามตำลึงที่หายไปจากงวดซ่อมแซมพระตำหนักฤดูร้อนเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน หรือกำลังพยายามหาหลักฐานว่าขุนนางฝ่ายใต้คนไหนแอบยักยอกเงินสร้างกำแพงเมืองกันแน่ แม่นางหลิน?"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย้าหยวนแบบฉบับของขุนนางผู้สูงศักดิ์ดังขึ้นจากมุมมืดใกล้ชั้นวางตำรา
เซียวจิ่นหยวนก้าวออกมาจากเงาสลัว อาภัพสีฟ้าเข้มปักลายเมฆมงคลของราชเลขาธิการแนบไปกับเรือนร่างสูงโปร่ง เขากำลังถือถ้วยชาอุ่นๆ ไว้ในมือ ดวงตาคมกราบกวาดมองหญิงสาวที่นั่งทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ระหว่างความชื่นชมและความระแวงระวัง
หลินซูเหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชี ปลายนิ้วยังคงหยุดนิ่งที่บรรทัดหนึ่ง นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ "หากใต้เสนาบดีเซียวมีเวลาว่างมาเดินตรวจตราความเรียบร้อยถึงในห้องเก็บเอกสารชั้นในเช่นนี้ สู้เอาเวลาไปตรวจสอบบัญชีงบประมาณกองทัพพิทักษ์ชายแดนที่ท่านเซ็นอนุมัติไปเมื่อเดือนก่อนจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ เผื่อท่านจะพบว่าม้าศึกสามร้อยตัวที่หายไป อาจจะแปลงร่างเป็นหยกเนื้อดีอยู่บนโต๊ะทำงานของญาติผู้พี่ท่านพอดี"
เซียวจิ่นหยวนชะงักฝีเท้า มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา ทว่ากลับสร้างแรงดึงดูดประหลาดในบรรยากาศอึมครึม เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของนาง วางถ้วยชาลงบนมุมโต๊ะอย่างถือวิสาสะ กลิ่นหอมของชาดอกเหมยโชยแตะจมูก เจือจางกลิ่นเคร่งเครียดในห้องลงไปได้บ้าง
"ฝ่าบาทมีรับสั่งลงมาเมื่อช่วงยามอู่ที่ผ่านมา..." เซียวจิ่นหยวนจงใจเว้นจังหวะ โน้มตัวลงต่ำเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าคมคายอยู่ในระดับสายตาเดียวกับนาง "ทรงเห็นว่าการตรวจสอบบัญชีสำนักราชวังมีความซับซ้อนเกินกว่าที่กรมอาญาจะจัดการได้โดยลำพัง พระองค์จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ 'คณะทำงานพิเศษ' ชุดใหม่เกิดขึ้น โดยมีข้าเป็นหัวหน้าคณะ และ... มีเจ้าเป็นที่ปรึกษาภาคสนามผู้ทรงคุณวุฒิ"
หลินซูเหยาชะงัก ปากกาพู่กันในมือหยุดกวาด นางเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองสบกับดวงตาคมปลาวาฬของชายหนุ่มตรงๆ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ในตอนนี้ใกล้เสียจนนางได้กลิ่นอายบุรุษจางๆ และความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา
"ท่านพูดว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?" นางทวนคำ เสียงราบเรียบแต่แฝงความตึงเครียด
"เจ้าฟังไม่ผิดหดอก" เซียวจิ่นหยวนยืดตัวขึ้น ยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตราบใดที่การตรวจสอบบัญชีชุดนี้ยังไม่สิ้นสุดลง เจ้าจะต้องมาทำงานร่วมห้องกับข้า ณ ตำหนักรับรองทักษะหลวง ทุกวัน... ไม่มีข้อยกเว้น"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลินซูเหยาขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อข้างแก้มกระตุกเล็กน้อย นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่พระราชอัธยาศัยตามอำเภอใจของฮ่องเต้ แต่เป็น "เกมการเมือง" ที่จงใจบีบให้นางมาอยู่ใต้เงื้อมมือของเซียวจิ่นหยวน ขุนนางเจ้าเล่ห์ผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งในราชสำนัก การถูกจับมัดรวมไว้กับเสือร้ายเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้ากรงขังด้วยความสมัครใจ
"ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตา หรือเป็นเพราะใต้เสนาบดีเซียวกลัวว่าหากข้าขุดคุ้ยลึกลงไปมากกว่านี้ ความลับเน่าเฟะของตระกูลเซียวจะโชยกลิ่นเน่าเหม็นขึ้นมาแตะพระnasalของฝ่าบาทเสียก่อนกันแน่เจ้าคะ?" นางสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเยียบเย็นและคมกริบไม่แพ้มีดสั้น
เซียวจิ่นหยวนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นสะท้อนก้องในห้องแคบๆ เขาโน้มตัวลงมาอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากนางเพียงคืบเดียว ลลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มเนียนของหญิงสาวโดยที่นางไม่ทันได้ถอยหลบ
"เจ้าช่างเป็นสตรีที่ปากคอเราะร้ายเสียจริง หลินซูเหยา" เขากระซิบชิดริมหู เสียงของเขาแฝงความเย้ายวนอันตราย "แต่ระวังให้ดีเถอะ การเล่นกับไฟอย่างข้า ไม่ระวังให้ดี... เจ้าอาจจะไม่ได้แค่แผลพุพอง แต่อาจจะไหม้เกรียมจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก"
"ข้าไม่กลัวไฟหดอกเจ้าคะ เพราะคนอย่างข้า... ยินดีที่จะเผาทำลายทุกอย่างให้มอดไหม้ไปด้วยกัน หากสิ่งนั้นแลกมาด้วยความจริง" นางสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ประกายไฟแห่งความดื้อรั้นลุกโชนอยู่ในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น สะท้อนภาพใบหน้าของชายหนุ่มที่เริ่มหุบยิ้มลงทีละน้อย
เคมีอันตรายระหว่างทั้งคู่พุ่งทะยานถึงขีดสุด บรรยากาศรอบตัวราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตคอยปะทุอยู่ตลอดเวลา ความฉลาดเฉลียวที่ทันกัน ความดื้อรั้นที่ไม่มีใครยอมใคร และอุดมการณ์ที่อยู่คนละขั้ว กลับกลายเป็นแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงพวกเขาร่วงหล่นลงไปในวังวนเดียวกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ในจังหวะที่เซียวจิ่นหยวนกำลังจะเอ่ยคำพูดเย้าแหย่โต้ตอบเพื่อรักษากลยุทธ์ความเหนือกว่า เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน เป็นจังหวะลับที่ตกลงกันไว้เฉพาะหน่วยข่าวกรองลับ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
"ใต้เสนาบดีขอรับ!" เสียงขององครักษ์ประจำตัวของเซียวจิ่นหยวนดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ ที่หอเก็บตำラーหลวงชั้นใน จู่ๆ ก็มีไฟลุกไหม้ขึ้นอย่างไร้สาเหตุ เอกสารบัญชีสำถูกไฟไหม้เสียหายไปเกือบครึ่ง... และที่สำคัญที่สุด ในกองขี้เถ้า เจ้าหน้าที่พบ 'สิ่งนี้' ถูกซ่อนไว้ใต้พื้นไม้กระดานที่ถูกงัดแงะขอรับ!"
เซียวจิ่นหยวนผละตัวออกจากหลินซูเหยาในทันที สีหน้าที่เคยสุขุมเยือกเย็นเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาฉับพลัน เขารับห่อผ้าชื้นแฉะที่เปื้อนคราบเขม่าควันจากมือองครักษ์ที่รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง
หลินซูเหยายืนขึ้นเต็มความสูง ดวงตากวาดมองไปที่ห่อผ้าในมือของชายหนุ่มด้วยความสงสัยระคนสังหรณ์ใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก
เซียวจิ่นหยวนค่อยๆ คลี่ผ้าห่อศพสีดำเปื้อนเขม่าออก เผยให้เห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่อยู่ด้านใน
มันคือ "ป้ายหยกประจำตัว" สลักลวดลายพยัคฆ์ห้าเล็บ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ลับที่ใช้ได้เฉพาะองค์ชายรัชทายาท... หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจสูงสุดจากฮ่องเต้เท่านั้น!
และที่มุมผ้าห่อ มีคราบเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิท หยดลงกระทบพื้นไม้ทีละหยด... ช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กลับมาครอบงำห้องทั้งห้องอีกครั้ง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งเล่ห์กลไปด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
"หมอกเหมยปลายฤดู"
ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 4
หมากกระดานแรกเริ่ม
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!