กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและหมึกชั้นดีคละคลุ้งหนาแน่นในห้องเก็บเอกสารหลวง ยามเมื่อแสงตะเกียงน้ำมันกฤษณาไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลัก หลินซูเหยายังคงยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด เหตุการณ์และจุดทิ้งปมจากตอนที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท—ภาพแผ่นกระดาษสารบบคดีทุจริตการคลังที่นางเพิ่งค้นพบ หลินซูเหยาหน้าถอดสีทันที นางหันขวับไปมองเซียวจิ่นหยวน ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขากลับเรียบเฉยราวกำหนดทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว และสายตาที่เขามองนางในตอนนี้... เต็มไปด้วยความหมายที่นางอ่านไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
"ใต้ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านมาคอยดูว่าข้าจะโง่เขลาถึงขั้นทำลายหลักฐานด้วยตัวเอง หรือฉลาดพอที่จะตระหนักว่าตนเองกำลังเดินเข้าไปในหลุมพรางสินะคะ" เสียงของหลินซูเหยาเย็นเยียบ แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความตึงเครียดแผ่ซ่านระหว่างคนทั้งสองจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหนักอึ้ง
เซียวจิ่นหยวนไม่รีบร้อนตอบ เขาก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ ร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางสีเข้มทาบทับเงาลงบนร่างเพรียวของนาง กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นหมึกจางๆ ลอยปะทะจมูก ชายหนุ่มโน้มตัวลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองลงมาด้วยแววตาสมเพชแกเอ็นดูในคราเดียวกัน
"เจ้าประเมินตัวเองสูงเกินไป หรือประเมินอำนาจเบื้องสูงต่ำเกินไปกันแน่ แม่นางหลิน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ช้าๆ แต่เน้นย้ำทุกพยางค์ "ข้าไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อเฝ้าดูความโง่เขลาของเจ้า แต่มาเพื่อพิสูจน์ว่า... สตรีผู้ขึ้นชื่อเรื่องความทรงจำระดับอัจฉริยะ จะมีปัญญาเอาตัวรอดจากเกมที่นางไม่ได้เป็นผู้กำหนดกระดานได้อย่างไร"
ซูเหยากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก นางกำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่ สมองอันปราดเปรื่องทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อประเมินสถานการณ์ แผ่นกระดาษในมือของนางเวลานี้ไม่ใช่แค่เอกสารราชการธรรมดา ทว่ามันคือ 'รหัสลับ' ที่ถูกซ่อนไว้ผ่านการคัดลอกตัวอักษรของขุนนางชั้นสูงหลายท่านในราชสำนัก—การเว้นวรรคที่ไม่เป็นธรรมชาติ ความหนาบางของน้ำหมึกที่จงใจเน้นย้ำในอักษรบางตัว และรูปแบบการลากเส้นที่ซ่อนโครงข่ายการทุจริตและการติดสินบนไว้อย่างแนบเนียน
ผู้ใดที่ไม่ได้ฝึกฝนการอ่านอักขระลับย่อมมองเห็นเป็นเพียงรอยเปื้อนหรือความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของอาลักษณ์รุ่นก่อน แต่สำหรับนาง... มันคือแผนที่นำทางไปสู่ขุมนรกของขุนนางครึ่งค่อนราชสำนัก
"ท่านรู้เรื่องนี้มาตลอด" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางไหวระริกด้วยความโกรธกรำผสมความผิดหวัง "ท่านจงใจปล่อยให้ข้าขุดคุ้ยลงมา เพื่อใช้มือของข้า... เป็นเครื่องมือในการกำจัดเสี้ยนหนามบนเส้นทางอำนาจของท่านเอง"
เซียวจิ่นหยวนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเยียบเย็น "เครื่องมือ? เจ้าสำคัญตัวผิดไปแล้ว ซูเหยา ข้าเพียงแต่มอบโอกาสให้เจ้าได้พิสูจน์อุดมการณ์อันสูงส่งที่เจ้าพร่ำพรรณนาไว้ในท้องพระโรงวันนั้น ความถูกต้องที่เจ้าโหยหานัก... บัดนี้มันอยู่ในกำมือของเจ้าแล้ว จะฉีกมันทิ้งแล้วทำเป็นมองไม่เห็นเพื่อรักษาลมหายใจ หรือจะเปิดโปงมันแล้วลากพวกมันลงนรกไปพร้อมกับเจ้า... เจ้าเป็นคนเลือกเอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ท่ามกลางกองเอกสารนับหมื่นแผ่นและเปลวไฟจากตะเกียงที่เริ่มกะพริบใกล้หมดเชื้อเพลิง ซูเหยารู้ดีว่าทุกคำที่เขาพูดคือความจริงอันโหดร้าย นางไม่มีทางเลือก ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวังหลวงแห่งนี้ นางถูกตีตราว่าเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดานเชือดเรียบร้อยแล้ว หากถอยตอนนี้ ชีวิตของบิดาที่ถูกเนรเทศจะตกอยู่ในอันตราย แต่หากเดินหน้า... ชีวิตของนางเองก็จะแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตายจากเงื้อมมือของขุนนางผู้ทรงอิทธิพล
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ค่อยๆ คลายมือที่กำชายเสื้อออกทีละน้อย ใบหน้าที่เคยซีดเผือดกลับมาเรียบเฉย แววตาฉายประกายความเด็ดเดี่ยวชนิดที่แม้แต่เซียวจิ่นหยวนยังต้องลอบประหลาดใจ
"หากข้าจะเดินลงนรก..." ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอย่างยิ่งยวด นางเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ โดยไม่หลบเลี่ยง "ข้าก็จะไม่ยอมเดินไปเพียงลำพังแน่ ใต้เท้าเซียว... ท่านเตรียมใจที่จะถูกลากลงไปกับข้าด้วยหรือยังล่ะคะ"
มุมปากของขุนนางหนุ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฏบนใบหน้าคมคาย มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยัน แต่เป็นความพึงพอใจอย่างลึกซึ้งที่ฉายชัดในแววตาคู่นั้น เคมีสีเทาที่ระหว่างคนทั้งสองราวกับสนามแม่เหล็กขั้วเดียวกันที่กำลังดึงดูดและผลักไสในเวลาเดียวกัน
เซียวจิ่นหยวนก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอีกก้าว จนระยะห่างแทบไม่เหลือหลอ ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มเนียน ซูเหยาไม่ถอยหลังหนี นางเลือกที่จะยืนหยัดเผชิญหน้า แม้หัวใจจะเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก
"น่าสนใจ..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู "ข้าจะคอยดูว่าปีกอันบอบบางของเจ้า จะพาเจ้าบินไปได้ไกลสักแค่ไหน..."
ยังไม่ทันที่ซูเหยาจะได้ตอบโต้ด้วยวาจาเชือดเฉือนใดๆ
*ตึง!*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ พร้อมกับเสียงทุบประตูด้านนอกห้องเก็บเอกสารดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงตะโกanก้องของขันทีเวรยามด้วยความตื่นตระหนก "เปิดประตู! ราชองครักษ์เสื้อแพรตรวจพบการลักลอบเผาทำลายหลักฐานที่ห้องคลังหลวงฝั่งตะวันออก! ทุกคนด้านใน... ห้ามขยับ!"
เซียวจิ่นหยวนหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดเฉียบพลันในเสี้ยววินาที เขาก้มลงมองแผ่นกระดาษรหัสลับในมือของซูเหยา ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองหน้านางด้วยความตระหนักรู้บางอย่างที่รวดเร็วดุจสายฟ้า—นี่ไม่ใช่การตรวจสอบปกติ แต่เป็น "แผนลอบสังหารทางการเมือง" ที่ถูกวางซ้อนไว้สามชั้น และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน... ไม่ได้ต้องการแค่ทำลายหลักฐาน แต่ต้องการปิดปากคนในห้องนี้ทั้งหมด!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับกลเกมอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ
"หมอกเหมยปลายฤดู"
ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 3
ร่องรอยในหมึกจีน
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!