กลิ่นหมึกปี้ซานราคาแพงระยับลอยอวลผสมกับกลิ่นอับของตำราโบราณนับหมื่นเล่มในหอสมุดหลวง ความเงียบงันยามวิกาลเช่นนี้ไม่ใช่ที่ที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ควรจะมาเยือน หากไม่ใช่เพราะความตั้งใจที่จะกดดันให้คู่สนทนาสูญเสียความเยือกเย็น เซียวจิ่นหยวนในชุดขุนนางสีเขียวเข้มปักลายกิเลนทองไม่ได้นั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ แต่เขากลับยืนพิงชั้นตำราแถวในสุด เงาร่างสูงโปร่งทอดทับร่างของหลินซูเหยาที่กำลังก้มหน้าตรวจสอบบันทึกคดีเก่าเมื่อสามปีก่อน
“เจ้าใช้เวลาถึงสองชั่วยามในการอ่านฎีกาปฏิรูปภาษีเกลือของมณฑลเจียงหนานจบไปสามรอบเต็มๆ แม่นางหลิน”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบราวกับคมมีดที่กรีดผ่านผืนผ้าแพร หลินซูเหยามือชะงักไปนิด นางค่อยๆ วางพู่กันหยกในมือลงอย่างประณีต ไม่เร่งรีบ ไม่แสดงพิรุธ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาขุนหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งในราชสำนัก
“ใต้เท้าเซียวคงไม่ว่างงานถึงขนาดมาคอยนับลมหายใจหรือจับผิดเวลาในการพลิกหน้ากระดาษของผู้น้อยกระมังคะ”
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเซียวจิ่นหยวน เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ดวงตาคู่นั้นคมปลาบราวกับเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อในกรงขัง เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ดังสะท้อนก้อง กลิ่นอายกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนอากาศรอบตัวคล้ายจะเบาบางลง
“เวลาของข้ามีค่าเกินกว่าจะเอามาเสียเปล่า แต่มันก็คุ้มค่าที่จะใช้เพื่อทดสอบว่า... อาลักษณ์หญิงผู้ได้รับคำชมว่ามีความจำเป็นเลิศ จะฉลาดพอที่จะมองเห็น ‘รอยร้าว’ ที่ข้าจงใจซ่อนไว้ในตัวบทกฎหมายนั้นหรือไม่”
หลินซูเหยาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย หัวใจของนางเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตัวแต่น้ำเสียงยังคงราบเรียบเย็นชา “รอยร้าวที่ใต้เท้ากล่าวถึง คือช่องโหว่ในการเก็บภาษีเรือสินค้าของตระกูลหลี่ หรือคือผลประโยชน์มหาศาลที่ถูกปัดตกไปไว้ในบัญชีลับของสำนักราชเลขาธิการกันแน่คะ?”
คำตอบที่ตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งความเกรงกลัวทำให้ดวงตาของเซียวจิ่นหยวนวาวโรจน์ขึ้นวับหนึ่ง เขาไม่ได้ตกใจที่นางรู้ทัน เขากลับพอใจ—ความรู้สึกที่อันตรายยิ่งกว่าการถูกเกลียดชัง
“เจ้ากล้ามากที่พูดคำนี้ออกมาตรงๆ ในสถานที่อับทึบเช่นนี้” เซียวจิ่นหยวนโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว จนหลินซูเหยาสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เจือกลิ่นชาชิงหลินของเขา “การเมืองไม่ใช่เรื่องของความถูกผิด สีขาวและสีดำเป็นเพียงภาพลวงตาที่ขุนนางหน้าโง่ใช้หลอกตัวเอง คนที่อยู่รอดในราชสำนักคือคนที่รู้ว่าควร ‘ปิดตาข้างหนึ่ง’ เมื่อไหร่ แม่นางหลิน... อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ของเจ้า จะมีค่าอะไรหากพรุ่งนี้เช้าหัวของเจ้าหลุดจากบ่าเพียงเพราะความอวดดี?”
หลินซูเหยาไม่หลบสายตา นางจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น สะท้อนภาพความเย่อหยิ่งและบาดแผลบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความสมบูรณ์แบบของเขา
“หากความตายคือราคาของการรักษาความสัตย์จริง ผู้น้อยก็ยินดีจ่ายค่ะ ดีกว่าจะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นมือเป็นเท้าให้คนทรยศต่อแผ่นดินเช่นใต้เท้า”
ประโยคที่เฉียบคมบาดลึกทำให้บรรยากาศรอบตัวนิ่งงันไปชั่วขณะ เซียวจิ่นหยวนไม่ได้โกรธ เขากลับส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยความท้าทาย
“ปากกล้าดีนี่... ถ้าเช่นนั้น ข้าขอถามเจ้าด้วยปัญหาข้อสุดท้าย หากเจ้าตอบไม่ได้ ข้าจะถือว่าตําแหน่งอาخلักษณ์ของเจ้าเป็นเพียงแค่เรื่องตลก และข้าจะยื่นเรื่องถอดถอนเจ้าพ้นจากราชสำนักในรุ่งสาง” เขายืดตัวขึ้น กอดอกมองนางด้วยแววตาเหนือกว่า “ในสถานการณ์ที่แผ่นดินกำลังจะล่มสลายจากกบฏชายแดน ขุนนางครึ่งหนึ่งต้องการเจรจาเพื่อรักษาชีวิต แต่อีกครึ่งต้องการทำสงครามล้างบางจนตัวตาย เจ้าในฐานะผู้กุมอำนาจตัดสินใจ จะเลือก ‘ความสงบชั่วคราวที่เต็มไปด้วยความอัปยศ’ หรือ ‘ชัยชนะบนซากศพที่บริสุทธิ์’?”
คำถามเชิงปรัชญาการเมืองข้อนี้ไม่ใช่เพียงแค่การทดสอบความรู้ แต่มันคือการบีบให้นางเลือกข้างระหว่าง “ความจริง” กับ “ความอยู่รอด”
หลินซูเหยาขบกรามแน่น สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ นางตระหนักดีว่าทุกคำตอบมีเดิมพันเป็นชีวิตของตนเองและอนาคตของบ้านเมือง นางก้าวเท้าเข้าหาเขาก้าวหนึ่ง ดวงตาเป็นประกายวาววับด้วยความมั่นใจที่ไม่ยอมแพ้ใคร
“ผู้น้อยไม่เลือกทั้งสองทางค่ะ...” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น กังวานก้องไปทั่วหอสมุด “เพราะคนฉลาดอย่างใต้เท้าเซียว ย่อมไม่ยอมให้บ้านเมืองเดินทางมาถึงจุดที่ต้องเลือก‘ระหว่างความอัปยศกับความตาย’ ตั้งแต่แรก... จริงไหมคะ?”
เซียวจิ่นหยวนชะงักไป ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่มุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความประหลาดใจที่ปิดไม่มิด ก่อนที่มุมปากนั้นจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ลึกซึ้งและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากโถงทางเดินด้านนอก มุ่งตรงมายังหอสมุดหลวงแห่งนี้
ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ขันทีสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของเซียวจิ่นหยวนด้วยตัวสั่นเทา
“ใต้เท้าเซียว! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... มีคนพบคัมภีร์ลับของรัชทายาทองค์ก่อนถูกซ่อนอยู่ใต้พื้นพระแท่นในตำหนักฉางle... และตราประทับหยกที่หายไป ถูกพบอยู่ในสำรับอักษรของ... ของท่านอาลักษณ์หลิน!”
หลินซูเหยาหน้าถอดสีทันที นางหันขวับไปมองเซียวจิ่นหยวน ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขากลับเรียบเฉยราวกำหนดทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว และสายตาที่เขามองนางในตอนนี้... เต็มไปด้วยความหมายที่นางอ่านไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้นะคะ
ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 2
การเผชิญหน้าในหอสมุด
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!