กลิ่นหมึกชั้นดีราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นอายความอับชื้นของคัมภีร์โบราณนับร้อยปี ไม่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัยเลยสักครั้งในยามวิกาลเช่นนี้
"ใต้เท้าเซียว... ท่านกำลังเล่นเกมที่เดิมพันด้วยศีรษะของขุนนางครึ่งคลังหลวงนะคะ"
เสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิทของหลินซูเหยาเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทรงอักษรส่วนใน แสงจากเปลวเทียนสีส้มสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายวิจิตร นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากม้วนฎีกาตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวที่สวมปลอกเล็บทองเหลืองยังคงลากผ่านอักษรจีนโบราณแต่ละตัวด้วยความเร็วและแม่นยำ ราวกับเครื่องจักรที่มีชีวิต
เซียวจิ่นหยวนขยับกายพิงพนักเก้าอี้ไม้จันทน์อย่างเกียจคร้าน รอยยิ้มมุมปากของราชเลขาธิการหนุ่มมิได้สะท้อนความขบขันแม้แต่น้อย หากแต่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นและคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพร
"ถ้าข้าไม่เดิมพันด้วยหัวของพวกมัน วันนี้หัวของเจ้าและข้าคงประดับอยู่บนกำแพงเมืองหลวงไปนานแล้ว... คุณหลิน" เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทิ่มแทงลึกถึงขั้วหัวใจ "การเมืองไม่ใช่สถานที่สำหรับคนโลกสวยที่เอาแต่มองหาความยุติธรรมในกระดาษสาหรอกนะ ความยุติธรรมที่แท้จริง... คือผู้ชนะต่างหากเป็นผู้เขียนมันขึ้นมาใหม่"
ซูเหยาชะงักมือที่กำลังคัดลอกข้อความ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววตึงเครียดและรauร้าวอย่างไม่ปิดบัง
"อำนาจเก่าของเสนาบดีซ่งกับขั้วอำนาจใหม่ของท่านกำลังฉีกทึ้งราชสำนักออกเป็นสองเสี่ยง ประชาชนตามหัวเมืองกำลังอดอยากเพราะภาษีที่ถูกรีดไถไปถมหลุมดำในคลังที่พวกท่านแย่งชิงกัน... นี่หรือคือสิ่งที่เรียกว่าการรักษาบ้านเมือง?"
คำพูดของนางเฉียบคมดั่งคมศร พุ่งตรงเข้าปะทะทัศนคติสีเทาของเซียวจิ่นหยวนอย่างจัง ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้าหล่อเหลาเหลือเพียงความจริงจังที่น่าหวาดหวั่น เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของนางทีละก้าว ฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงจนซูเหยาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งรับ
"เจ้าคิดว่าข้าอยากทำเช่นนี้หรือ?" เซียวจิ่นหยวนโน้มตัวลงต่ำ ระยะห่างระหว่างเขากับนางลดลงจนได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นๆ "ถ้าข้าไม่กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก ตระกูลซ่งก็จะใช้ข้อหา 'สมรู้ร่วมคิดกับกบฏแดนใต้' มาประหารเจ็ดชั่วโคตรตระกูลหลินของเจ้า... ซูเหยา เจ้าฉลาดนักในตำรา แต่ทำไมถึงโง่เขลานักเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงเบื้องหน้า?"
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ ชื่อตระกูลหลินที่ถูกยกขึ้นมาอ้างอิงทำให้นางชาไปทั้งร่าง มือบางกำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่ นางรู้ดีว่าคดีลับเมื่อสิบปีก่อนที่พรากบิดาไปเกี่ยวข้องพัวพันกับขั้วอำนาจเหล่านี้ แต่นางไม่เคยคิดเลยว่า เซียวจิ่นหยวน—บุรุษผู้เย็นชาและไร้หัวใจผู้นี้—จะใช้มันเป็นเครื่องมือในการผูกมัดนางไว้บนเรือลำเดียวกันกับเขา
"ท่าน... รู้เรื่องนั้นได้อย่างไร" น้ำเสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้
"ข้ารู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจ้า" เซียวจิ่นหยวนกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นไม้กฤษณาโชยเข้าจมูก "รวมถึงรายชื่อขุนนางฝ่ายเก่าที่ซ่อนบัญชีลับไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งนี้ด้วย... เลิกทำตัวเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถือหางความถูกต้องเสียที เพราะตอนนี้ เจ้ากระโดดลงมาในโคลนตมกับข้าตั้งแต่คืนที่เจ้าช่วยข้าถอดรหัสลับแผ่นนั้นแล้ว"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอัดแน่นไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย อุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้วถูกหลอมรวมด้วยความลับที่กุมชะตาชีวิตของกันและกัน ดวงตาของเขาลุ่มลึกดึงดูด ขณะที่ดวงตาของนางดื้อรั้นท้าทาย ทั้งคู่ต่างยืนอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความรักความชังและความเป็นความตาย
ก่อนที่ซูเหยาจะได้ทันเอ่ยคำใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบอันหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวและเสียงหอบหายใจของขันทีเวรยาม
"ใต้เท้าเซียว! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนนั้นแตกตื่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ห้องคลังหลวง... ห้องคลังหลวงฝ่ายในถูกเพลิงไหม้! ตู้เก็บฎีกาลับและบัญชีส่วยถูกเผาทำลายจนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจิ่นหยวนผละตัวออกจากโต๊ะทันที ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียดขึ้นในพริบตา เขากับซูเหลาสบตากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ทั้งคู่ต่างรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ อุบัติเหตุ แต่เป็นการฆ่าตัดตอนครั้งใหญ่เพื่อทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญที่พวกเขาเพิ่งใช้เวลาค่อนคืนแกะรอย
"ตามข้ามา" เซียวจิ่นหยวนคว้าข้อมือเรียวของซูเหยาออกแรงดึงให้ลุกขึ้นตามทันที
ทว่า เมื่อทั้งคู่เปิดประตูห้องทรงอักษรออกไปเผชิญกับความมืดมิดของทางเดินยาว ท่ามกลางควันไฟที่ลอยตลบอบอวล แสงคบเพลิงจากกองทหารองครักษ์หลวงที่กรูเข้ามาล้อมรอบก็สาดส่องกระทบใบหน้าของใครคนหนึ่งที่ยืนรออยู่เบื้องหน้า
บุรุษในชุดเกราะทองคำประดับลายพยัคฆ์ ก้าวออกมาจากเงาเพลิงด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ใบหน้านั้นคมคายแต่เต็มไปด้วยความอำมหิต เป็นรองเสนาบดีซ่ง... ศัตรูตัวฉกาจที่ควรจะถูกกักบริเวณอยู่ในจวนของตนเอง!
"ใต้เท้าเซียว... ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ ดูท่าทางพวกท่านจะขยันขันแข็งกันเสียเหลือเกินในการ 'ทำลายหลักฐาน' ของราชสำนักนะพ่ะย่ะค่ะ" เสียงหัวเราะแหבריบดังขึ้น พร้อมกับคมดาบในมือของทหารนับร้อยที่ชี้ตรงมายังพวกเขา
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะคะ ขอให้ทุกท่านเตรียมใจรับมือกับบททดสอบในตอนต่อไปค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 9
รอยร้าวในราชสำนัก
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!