กลิ่นหมึกชาญจูอันเข้มข้นลอยอวลผสมกับกลิ่นอับของกระดาษโบราณนับร้อยปีในหอพระสมุดหลวง ยามที่เปลวเทียนสีส้มสั่นไหวตามแรงลมลอดช่องหน้าต่าง หลินซูเหยาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกองฎีกาหนาเตอะตรงหน้า ปลายพู่กันขนกระต่ายในมือของนางยังคงลากเส้นอักษรอย่างมั่นคงและรวดเร็ว ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ แต่มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าหัวใจภายใต้อาภรณ์สีฟ้าซีดของข้าราชการสำนักอาลักษณ์กำลังเต้นระรัวราวกับกลองศึก
ความเงียบงันภายในห้องเก็บเอกสารลับกะระยะเวลาล่วงเลยมาจนถึงยามโฉบ (23.00-00.59 น.) แล้ว
"เจ้ายังไม่อีกหรือ..." น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดใกล้ชั้นตำรา เซียวจิ่นหยวนก้าวออกมาจากเงาอับแสง ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมขุนนางสีม่วงเข้มดูราวกับพญาอินทรีย์ที่กำลังซุ่มมองเหยื่อ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองกองเอกสารสลับกับใบหน้าที่เริ่มมีหยาดเหงื่อซึมตามไรผมของหญิงสาว "หรือว่าอักษรลับในฎีกาลับล็อตนี้ จะยากเกินกว่าความจำระดับอัจฉริยะของเจ้าจะรับไหว"
ซูเหยาหยุดมือลงอย่างช้าๆ นางวางพู่กันลงบนแท่นหยกขาวเงียบๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับราชเลขาธิการหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความไร้หัวใจ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัว เจือไว้เพียงความเยียบเย็นที่ทัดเทียมกัน
"ใต้เท้าเซียวคงไม่ได้ว่างงานถึงขนาดมาเดินตรวจตราความเรียบร้อยยามวิกาลกระมังคะ" เสียงหวานใสแต่ราบเรียบเอ่ยขึ้น "หรือท่านกำลังร้อนรนกลัวว่า... 'ร่องรอย' บางอย่างที่ท่านจงใจซุกซ่อนไว้ จะถูกสายตาของคนโง่เขลาเช่นข้าล่วงรู้เข้า"
เซียวจิ่นหยวนไม่โกรธ เขาเพียงแต่ยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา คู่นั้นก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับโต๊ะทำงานเหลือน้อยเต็มที กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ ลอยมาแตะจมูก กดดันบรรยากาศรอบตัวให้แคบลงจนแทบหายใจไม่ออก
"คนโง่เขลาไม่เคยใช้เวลาตรวจสอบฎีกาเก่าของกรมกสิกรรมย้อนหลังไปสามรัชกาลด้วยวิธีถอดรหัสแบบสลับอักษรหรอกนะ ซูเหยา" เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "เจ้ากำลังหาอะไรกันแน่... หรือว่าเจ้าไม่ได้กำลังตรวจราชการ แต่กำลังหาหลักฐานเพื่อปรักปรำใครบางคนตามคำสั่งของเสนาบดีฝั่งตรงข้าม"
"ข้าทำงานตามหน้าที่ของสำนักอาลักษณ์ ความถูกต้องคือเจ้านายเดียวของข้า ไม่เหมือนท่าน... ที่มักจะยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความจงรักภักดีกับผลประโยชน์ส่วนตนเสมอ" นางโต้กลับทันควัน น้ำเสียงไม่สั่นพร่าแม้แต่น้อย แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอกเมื่อใบหน้าของเขาอยู่ใกล้เพียงคืบ เคมีที่ฟุ้งกระจายระหว่างคนทั้งสองเต็มไปด้วยความระแวงสงสัย ความดึงดูดทางจิตวิญญาณ และการชิงไหวชิงพริบที่พร้อมจะแว้งกัดกันได้ทุกเมื่อ
เซียวจิ่นหยวนหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นเยียบและทรงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน เขายื่นมือเรียวยาวดุจหยกออกมา หยิบม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา
"ปากกล้าขึ้นทุกวันนะ... เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่กับใคร" เขากล่าวเสียงพร่า "แต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือน... บางครั้งความอยากรู้อยากเห็นก็ไม่ได้พาไปพบบรรณสารที่บริสุทธิ์เสมอไป แต่อาจนำพาความตายมาสู่ตระกูลของเจ้าได้โดยไม่รู้ตัว"
พูดจบ เซียวจิ่นหยวนก็โยนกระดาษแผ่นนั้นกลับลงบนโต๊ะ ทว่า จังหวะนั้นเอง... กระดาษแผ่นบางที่ถูกซ้อนอยู่ใต้กองฎีกาหนา ซึ่งซูเหยาเพิ่งคัดลอกเสร็จ ก็ปลิวตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง
ทั้งสองคนก้มลงมองพร้อมกัน
เอกสารแผ่นนั้นคือสำเนาคำสั่งอนุมัติงบประมาณขุดลอกคูคลองทางตอนใต้เมื่อห้าปีก่อน ซึ่งเป็นคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่ถูกปัดตกไปอย่างไร้ร่องรอย แต่สิ่งที่ทำให้ดวงตาสีดำสนิทของหลินซูเหยาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจไม่ใช่ตัวอักษรรายงาน หากแต่เป็นรอยประทับหมึกสีชาดที่มุมกระดาษ
รอยตราประทับรูป 'พยัคฆ์คาบดาบ' ล้อมด้วยอักษรย่อจากกรมคลัง...
ซูเหยาเคยเห็นตราประทับของจริงในหอหลวงมานับร้อยครั้ง นางรู้ดีว่ารอยสลักของตราประทับทางการนั้นทำจากงาช้างชั้นดี เส้นสายจะมีความคมชัดและมีตำหนิธรรมชาติเล็กๆ ซ่อนอยู่ตามเนื้อวัสดุ แต่รอยประทับบนแผ่นกระดาษนี้ กลับมีความเรียบเนียนจนผิดปกติ เส้นขอบคมกริบราวกับถูกแกะสลักด้วยมีดเหล็กกล้าชั้นดีบนแผ่นไม้ทึบ—มันคือ 'ตราประทับปลอม' ที่แนบเนียนจนน่ากลัว!
มือเรียวของนางเอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาทันที ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อความจริงบางอย่างประเดประดอนเข้ามาในสมอง คดีทุจริตงบประมาณทางใต้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของขุนนางระดับล่าง แต่มันถูกจัดฉากขึ้นโดยมี 'ตราประทับปลอม' ที่ออกโดยหน่วยงานภายในวังหลวงเอง เป็นเครื่องมือฟอกขาวให้ขุนนางกังฉินรอดพ้นความผิด!
"เจออะไรเข้าล่ะ..." เซียวจิ่นหยวนที่ยืนนิ่งอยู่เงียบๆ เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทันทีเมื่อเห็นสีซีดเผือดบนใบหน้าของหญิงสาว เขาย่อตัวลงมามองเอกสารในมือของนางอย่างพิจารณา และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... แววตาสوขุมลุ่มลึกของราชเลขาฯ ก็ไหววูบเป็นครั้งแรก
รอยประทับนั้น... ไม่ใช่แค่เรื่องของการทุจริตธรรมดา แต่มันเชื่อมโยงโดยตรงกับตราประทับลับที่เก็บไว้ในห้องทรงพระอักษรขององค์รัชทายาท!
ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำใดออกมา ความเงียบสงบยามวิกาลก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ที่กำลังเร่งรีบมุ่งตรงมาทางหอพระสมุดหลวง แสงคบเพลิงสว่างวาบสะท้อนผ่านหน้าต่างกระดาษฟางเข้ามาเป็นเงายาวไกล
"ใครอยู่ข้างใน! ราชvโองการด่วน! มีคนลักลอบนำเอกสารลับออกจากหอพระสมุด!" เสียงตะโกนก้องกังวานด้วยความเกรี้ยวกราดดังมาจากด้านนอก พร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันของทหารองครักษ์หลวงที่ปิดล้อมอาคารไว้ทุกด้านอย่างแน่นหนา
เซียวจิ่นหยวนหันขวับมามองหน้าหลินซูเหยา ดวงตาคมกริบฉายแววอันตรายและเด็ดขาดในเวลาเดียวกัน มือหนาคว้าข้อมือเล็กของนางไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
"อย่าส่งเสียง... และซ่อนกระดาษแผ่นนั้นไว้ที่ตัว" เขากระซิบเสียงต่ำชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน "ถ้าไม่อยากให้หัวหลุดออกจากบ่าในคืนนี้ จงตามข้ามาทางนี้..."
— หมอกเหมยปลายฤดู
ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 8
ปริศนาตราประทับ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!