คมดาบสะท้อนแสงจันทร์สีจัดจนกลายเป็นประกายวาบวับบาดตา กลิ่นอายคาวโลหิตและดินปืนลอยอวลผสมกลมกลืนไปกับสายลมราตรีที่พัดกรรโชกจนชายเสื้อคลุมของขุนนางเบื้องหน้าสะบัดไหว
“ใต้เท้าเซียว... ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ ดูท่าทางพวกท่านจะขยันขันแข็งกันเสียเหลือเกินในการ 'ทำลายหลักฐาน' ของราชสำนักนะพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้นทำลายความเงียบงันของห้องคลังอักษรหลวง ผู้ที่ก้าวออกมาจากเงาไม้มิใช่ใครอื่น หากแต่เป็น ‘อัครเสนาบดีจ้าว’ ขุนนางใหญ่ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในท้องพระโรง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเยียบเย็นจนน่าขนลุก ดวงตาเรียวรีคู่นั้นกวาดมองร่างของเซียวจิ่นหยวนและหลินซูเหยาด้วยแววตาสมเพชเวทนา ราวกับมองมดปลวกที่กำลังดิ้นรนอยู่บนฝ่ามือ
หลินซูเหยาไม่แม้แต่จะกะพริบตา ปลายเล็บมือของนางจิกเข้าหากันแน่นใต้แขนเสื้อกว้างเพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจที่กระหน่ำรัวราวดรัมศึก สมองส่วนที่ทำหน้าที่ประมวลผลทำงานด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าตอนถอดรหัสตำราโบราณเสียอีก นางรู้ดีว่าเวลานี้พวกนางกำลังยืนอยู่บนปากเหอแห่งความตาย บันทึกบัญชีลับที่ถูกเผาทำลายไปครึ่งเล่มเมื่อครู่ไม่ใช่ความสูญหายที่แท้จริง แต่มันคือ ‘เหยื่อล่อ’ ที่นางจงใจปล่อยให้พวกมันคาบไปต่างหาก
เซียวจิ่นหยวนแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ สีหน้าของราชเลขาธิการหนุ่มไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงยืนหลังตรงสง่างาม แม้เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยคมหอกนับร้อยที่พร้อมจะเสียบร่างของเขาให้พรุนเป็นรังผึ้ง มือเรียวยาวปัดฝุ่นละอองที่บ่าเสื้ออย่างไม่ยี่หระ ราวกับสถานการณ์คับขันนี้เป็นเพียงการชมละครโรงเล็กๆ ฉากหนึ่งเท่านั้น
“ใต้เท้าจ้าวมาช้ากว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้ครึ่งเค่อ... ดูท่าทางม้าศึกของท่านคงจะแก่ชราเสียจนวิ่งตามความจริงไม่ทันกระมัง” เซียวจิ่นหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าบาดลึกถึงกระดูกดำ วาทศิลป์อันคมกริบของเขาทำให้อัครเสนาบดีจ้าวหุบยิ้มฉับพลัน
“ปากกล้าดีนี่... ใต้เท้าเซียว! หวังว่าเมื่อศีรษะของท่านหลุดออกจากบ่า ท่านจะยังคงมีอารมณ์ขันเช่นนี้อยู่” อัครเสนาบดีจ้าวโบกมือขึ้นเป็นสัญญาณ ทหารองครักษ์นับสิบก้าวเข้าไปล้อมกรอบทั้งสองคนไว้ทันที “จับกุมตัวคนทรยศที่แอบลักลอบเผาทำลายเอกสารลับของราชสำนัก! ข้อหานี้มีโทษประหารทั้งโคตร!”
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง หลินซูเหยาขยับตัวเล็กน้อยไปยืนเคียงข้างเซียวจิ่นหยวน กลิ่นกายประจำตัวของบุรุษข้างกายที่เจือจางด้วยกลิ่นหมึกจีนและจันทร์หอมลอยเข้าจมูก ท่ามกลางวิกฤตเช่นนี้ เขากลับเอียงตัวลงมาเล็กน้อย กระซิบเสียงเบาจนแทบกลืนไปกับสายลม
“แม่นางหลิน... แผนการของแม่นาง หากผิดพลาดไปแม้แต่ก้าวเดียว คืนนี้พวกเราคงต้องไปยมโลกด้วยกันแล้วนะ”
“หากใต้เท้าเซียวกลัวตาย คงไม่ยอมก้าวเข้ามาในวังหลวงยามวิกาลตั้งแต่แรกหรอกเจ้าค่ะ” หลินซูเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แพ้กัน สายตาของนางสบกับเขาเพียงเสี้ยววินาที เคมีที่ดึงดูดกันทางจิตวิญญาณระหว่างคนสองคนที่ฉลาดทันกันเปล่งประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิด พวกเขาไม่ต้องเอื้อnคำหวาน แต่ความเชื่อใจและการอ่านใจกันและกันได้หลอมรวมเป็นเกราะป้องกันอันแข็งแกร่ง
นางไม่ได้ตื่นกลัว เพราะสิ่งที่อัครเสนาบดีจ้าวเห็นว่าเป็น ‘หลักฐานที่ถูกทำลาย’ แท้จริงแล้วเป็นเพียงสำเนาปลอมที่นางคัดลอกด้วยลายมือของอาลักษณ์ฝึกหัด ส่วนบันทึกบัญชีฉบับจริงพร้อมลายเซ็นประทับตราโลหิตของขุนนางทุจริต ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในช่องลับใต้แท่นวางพู่กันของฮ่องเต้!
“ช้าก่อน!” หลินซูเหยาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เชิดหน้าขึ้นสู้กับสายตาอำมหิตของอัครเสนาบดีจ้าวอย่างไม่เกรงกลัว “ใต้เท้าจ้าวกล่าวหาพวกเราว่าทำลายหลักฐาน แต่ท่านไม่คิดบ้างหรือว่า... สิ่งที่พวกท่านกำลังแย่งชิงและปกป้องอยู่นี้ เป็นเพียงเงาที่ถูกสร้างขึ้นมาหลอกตา?”
อัครเสนาบดีจ้าวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร นังเด็กสารเลว?”
“ข้าหมายความว่า... บันทึกบัญชีที่ท่านสั่งให้คนมาเก็บกวาดและเผาทำลายในคืนนี้น่ะหรือเจ้าคะ?” หลินซูเหายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนีบหนาวถึงขั้วหัวใจ “เกรงว่ามันจะเป็นเพียงบัญชีรายจ่ายซื้ออาหารม้าในคอกหลวงเมื่อสามปีก่อนเท่านั้นเอง!”
สีหน้าของอัครเสนาบดีจ้าวเปลี่ยนสีทันที เขารีบหันไปส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยคนสนิทเข้าไปตรวจสอบเศษซากกระดาษที่กำลังมอดไหม้ในเตาผิง เมื่อผู้ช่วยคนนั้นก้มลงเขี่ยดูและพบว่าอักษรบนกระดาษที่เหลืออยู่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญ้าแห้งและเกลือสำหรับม้าจริงๆ ใบหน้าของอัครเสนาบดีจ้าวก็เขียวคล้ำสลับม่วงด้วยความโกรธเกรี้ยว
“พวกเจ้าหลอกข้า!” อัครเสนาบดีจ้าวกัดฟันกรอดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “ถ้าเช่นนั้น... บันทึกบัญชีการยักยอกเงินคลังหลวงฉบับจริงอยู่ที่ไหน!”
เซียวจิ่นหยวนก้าวขึ้นมาบังร่างบางของหลินซูเหยาไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวทอดมองขุนนางชั่วเบื้องหน้าด้วยความเหยียดหยันอย่างไม่ปิดบัง “อยากรู้หรือพ่ะย่ะค่ะ... ใต้เท้าจ้าว? น่าเสียดายนัก ที่เวลานี้ บันทึกฉบับนั้นคงจะไปนอนสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะทรงอักษรของฝ่าบาทเรียบร้อยแล้วกระมัง”
สิ้นคำพูดนั้น ทั่วทั้งบริเวณก็ตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ราวกับเวลาถูกหยุดไว้ชั่วขณะ อัครเสนาบดีจ้าวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด หากหลักฐานชิ้นนั้นไปถึงพระเนตรของฮ่องเต้ ความผิดฐานกบฏและยักยอกทรัพย์แผ่นดินย่อมมัดตัวเขาแน่นจนดิ้นไม่หลุด
“ฆ่ามัน! ฆ่าพวกมันให้หมดอย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!” อัครเสนาบดีจ้าวแผดเสียงคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง สติสัมปชัญญะหลุดลอยเพราะความกลัวจะสูญเสียอำนาจ ทหารองครักษ์นับร้อยเงื้อดาบพุ่งเข้าใส่เป้าหมายทันทีตามคำสั่งเด็ดขาด
คมดาบพุ่งแหวกอากาศเข้ามาประชิดตัวในระยะประชิด เซียวจิ่นหยวนสะบัดพัดเหล็กในมือออกรับคมดาบของศัตรูอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าการต่อสู้ของราชเลขาฯ หนุ่มงดงามราวดั่งการร่ายรำ ทว่าดุดันและเฉียบขาดในทุกอณู หลินซูเหยาเองก็มิใช่สตรีอ่อนแอที่รอให้ใครมาปกป้อง นางพลิกตัวหลบคมดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะซัดเข็มพิษอาบยาชาเข้าที่จุดตายขององครักษ์นายหนึ่งจนล้มฟุบลงไปกองกับพื้นในชั่วพริบตา
การต่อสู้ชุลมุนวุ่นวายดำเนินไปอย่างดุเดือด เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นตัดกับแสงจันทร์สีนวล บรรยากาศบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ ทว่าในวินาทีที่สถานการณ์กำลังคับขันและพวกเขากำลังถูกต้อนจนมุมติดกำแพงคลังอักษร เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องหน้าประตูใหญ่
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าที่พร้อมเพรียงกันนั้นทรงพลังเสียจนพื้นดินสะเทือน อัครเสนาบดีจ้าวชะงักกงเล็บที่กำลังจะพุ่งเข้าหาเซียวจิ่นหยวน ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันทีเมื่อเห็นธงประจำกองกำลังรักษาราชสำนักที่โบกสะบัดฝ่าความมืดเข้ามา
ทว่า สิ่งที่ทำให้แม้แต่เซียวจิ่นหยวนและหลินซูเหยาต้องหยุดมือและเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง มิใช่เพราะกองกำลังเสริมของฮ่องเต้... แต่เป็นร่างสูงสง่าในชุดเกราะทองคำประดับลวดลายมังกรห้าเล็บ ที่ก้าวเดินนำหน้าทหารเหล่านั้นออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวน้ำแข็ง
“ฝ่าบาท...?” อัครเสนาบดีจ้าวทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นทันทีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทว่า พระพักตร์ของโอรสสวรรค์กลับไม่ได้ทอดมองมาที่อัครเสนาบดีจ้าวแม้แต่น้อย ดวงเนตรคมปลาบกวาดมองผ่านกองเลือดและซากศพตรงไปยังหลินซูเหยา ก่อนที่กระบี่ในพระหัตถ์จะถูกโยนลงแทบเท้าของนาง เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอמהก้องกังวานไปทั่วราตรี
“หลินซูเหยา... เจ้าบอกเราว่ามีคดีทุจริตชิ้นใหญ่ในคลังอักษร แต่เหตุใดหลักฐานที่เจ้าถอดรหัสได้ในคืนนี้ ถึงมีชื่อของ 'องค์รัชทายาท' ปรากฏอยู่เป็นหัวข้อใหญ่ที่สุดเล่า?”
หัวใจของหลินซูเหยาหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่มในพริบตาเดียว ความหนาวยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ นางหันไปสบตากับเซียวจิ่นหยวนทันที และในแววตาของบุรุษผู้เย็นชาผู้นั้น นางก็ได้เห็นความตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งงันเป็นครั้งแรก
...นี่คือกับดักซ้อนกับดักที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่พวกเขากล้าจินตนาการ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าม่านหมอกแห่งเล่ห์กลนี้มาด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 10
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!