ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 15

ท่ามกลางพายุฝน

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
เสียงกิ่งไม้หักดังกรอบแกลบใต้ฝ่าเท้า พร้อมกับหยดน้ำฝนที่ซัดสาดทะลุกระโจมใບไม้หนาทึบลงมาปะทะไหล่ เป็นสัญญาณเตือนว่าพายุในป่าลึกเขตชายแดนต้าเหลียงลูกนี้ มิได้มีความปรานีต่อผู้ใดเลยแม้แต่น้อย หลินซูเหยาขยับกายถอยหลังอย่างระมัดระวัง แผ่นหลังบางแนบชิดติดกับผนังถ้ำหินชื้นแฉะ ลมหายใจของนางผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอเพื่อกดความเหนื่อยล้าและอาการปวดร้าวจากบาดแผลถลอกที่ข้อเท้าไว้เบื้องหลัง ดวงตาคู่คมกริบกวาดตามองความมืดสลัวเบื้องหน้า สลับกับร่างสูงโปร่งของบุรุษที่นั่งคุกเข่าอยู่ไม่ไกล เซียวจิ่นหยวนในเวลานี้ไร้ซึ่งภาพลักษณ์อันเย่อหยิ่งและชุดขุนนางปักลายเมฆอันทรงเกียรติ อาภรณ์สีเข้มของราชเลขาธิการหนุ่มเปียกชุ่มแนบลำตัว เส้นผมสีดำสนิทลู่ปรกลงข้างขมับ หยดน้ำฝนเกาะพราวตามสันจมูกและแพขนตาคมเข้ม ทว่าแววตาที่เขามองนางกลับยังคงความนิ่งสงบ ดุดัน และอ่านยากราวกับห้วงน้ำลึกในคืนเดือนมืด "หากท่านยังเอาแต่มองข้าด้วยสายตาประเมินค่าเช่นนั้น สู้เก็บแรงไว้คิดวิธีออกไปจากป่ามรณะนี่เสียยังจะมีประโยชน์กว่านะคะ, ใต้เท้าเซียว" น้ำเสียงของหลินซูเหยาแหบพร่าเล็กน้อยเนื่องจากความหนาวเย็น แต่ทว่ากลับคมกริบและไม่ไว้หน้าผู้มีบรรดาศักดิ์สูงกว่าเลยแม้แต่น้อย เซียวจิ่นหยวนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นก้องสะท้อนผนังถ้ำหินอับชื้น เขายื่นมือออกไปกุมเศษไม้แห้งที่พยายามจุดไฟแต่ไม่สำเร็จ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตานางตรงๆ "เจ้าคิดว่าข้ากำลังประเมินค่าเจ้าในฐานะอาลักษณ์ผู้ตรวจบัญชีหรือ, ซูเหยา?" เขาลดคำนำหน้าทางการลงโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันที่จางหายไป เหลือไว้เพียงความจริงจังบางเบาที่บาดลึก "ในสถานการณ์ที่หน่วยอารักขาถูกตัดขาด และเบื้องหลังมีมือสังหารจากสำนักเงาพยัคฆ์ไล่ล่า... สิ่งที่ข้ากำลังประเมิน คือเจ้าจะทนพิษบาดแผลแล้วลากตัวเองไปตายข้างหน้า หรือจะยอมให้ข้าแบกไป แล้วสร้างภาระให้ข้ากันแน่" คมคำเชือดเฉือนพ่นออกมาอย่างไม่เกรงใจสถานการณ์ แต่นั่นคือตัวตนของเซียวจิ่นหยวน—บุรุษผู้ใช้เหตุผลและความโหดร้ายของโลกความจริงเป็นเกราะคุ้มกันหัวใจ หลินซูเหยาเม้มริมฝีปากแน่น ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่นางเลือกที่จะกลืนมันลงไป เพราะรู้ดีว่าทุกคำที่เขาพูดคือความจริงอันน่ารังเกียจ "ต่อให้ข้าต้องคลานด้วยมือทั้งสองข้าง ข้าก็ไม่มีทางเป็นภาระให้คนที่เห็นชีวิตคนอื่นเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานเช่นท่านหรอกค่ะ" นางตอบกลับทันควัน นัยน์ตาคู่งามฉายแววท้าทายไม่ยอมแพ้ "ท่านมองทุกอย่างเป็นผลประโยชน์และการคำนวณ... ใต้เท้าเซียว ท่านไม่เคยเหนื่อยบ้างเลยหรือคะ ที่ต้องสวมหน้ากากไร้หัวใจตลอดเวลาเช่นนี้?" บรรยากาศในถ้ำเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงพายุฝนด้านนอกที่คำรามก้องราวกับจะฉีกกระชากผืนป่าให้ขาดออกจากกัน เซียวจิ่นหยวนชะงักมือที่กำลังพยายามจุดไฟ แววตาคมกริบไหววูบไปชั่วขณะ—เสี้ยววินาทีนั้น สั้นเสียจนหากไม่สังเกตให้ดีคงคิดว่าเป็นเพียงภาพลวงตา ทว่าหลินซูเหยาผู้มีความสามารถในการอ่านสีหน้าและจิตวิทยาคนกลับจับสังเกตมันได้ทันที "เจ้าอยากรู้เหตุผลนักหรือ..." เซียวจิ่นหยวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งเมื่อครู่ ราวกับเปลือกนอกอันแข็งกระด้างถูกกระแสลมแห่งความหนาวเหน็บกัดเซาะจนร้าวราน "ในโลกที่ข้าเติบโตมา, ซูเหยา... ความรู้สึกคือความอ่อนแอที่ราคาแพงที่สุด บิดาข้าถูกประหารต่อหน้าพระพักตร์ด้วยข้อหากบฏที่ไม่ได้ก่อ ตระกูลเซียวถูกลบชื่อออกจากทะเบียนราษฎร์ในชั่วข้ามคืน... ในวันที่หิมะโปรยปรายและไม่มีใครเหลียวแลข้ากับน้องสาว เจ้าคิดว่าข้าใช้ 'ความจริงใจ' อันใดซื้อข้าวประทังชีวิตรอดมาได้?" หลินซูเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย ความแข็งกร้าวในแววตานางมลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงและระลอกคลื่นแห่งความเห็นอกเห็นใจที่ยากจะควบคุม นางไม่เคยรู้เรื่องเบื้องหลังของตระกูลเซียวมาก่อน ทราบเพียงว่าเขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งราชเลขาฯ ได้ด้วยมันสมองและเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองอันไร้เทียมทาน "นั่นคือเหตุผลที่ท่านเลือกเป็นสุนัขรับใช้ที่แสนเชื่องของฮ่องเต้... เพื่อรอวันปีนป่ายขึ้นไปเหยียบย่ำทุกคนที่เคยเหยียบย่ำท่านอย่างนั้นหรือคะ?" เสียงของนางอ่อนลง ไม่ใช่การประชดประชัน แต่มันคือการตั้งคำถามจากจิตวิญญาณที่พยายามทำความเข้าใจความมืดมิดในใจเขา "ไม่ใช่เพื่อเหยียบย่ำใคร" เซียวจิ่นหยวนหันมามองนาง นัยน์ตาคู่คมสะท้อนแสงไฟริצוจากกองไม้ที่เพิ่งติด "แต่เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนมีอำนาจมาตัดสินความเป็นความตายของข้าและคนของข้าได้อีก... ข้าเลือกที่จะเป็นผู้ควบคุมหมาก ไม่ใช่เบี้ยที่ถูกเขี่ยทิ้ง" เขยิบเข้ามาใกล้จนกลิ่นอายบุรุษเจือกลิ่นฝนและเลือดจางๆ ลอยปะทะจมูก หลินซูเหยาไม่ได้ถอยหนี นางเพียงแต่มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น มองเห็นร่องรอยของความโดดเดี่ยวอันยาวนานที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มเยือกเย็นในราชสำนัก "ท่านช่างเป็นคนโง่เขลาที่น่าสงสารเสียจริงนะคะ, ใต้เท้า" หลินซูเหยาพึมพำ น้ำเสียงเจือความอ่อนโยนที่นางเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากตนเอง "ท่านสร้างกำแพงเหล็กกล้าขึ้นมาขังตัวเองไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครทำร้าย... แต่สุดท้าย คนที่ทรมานที่สุดกลับไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวท่านเอง" เซียวจิ่นหยวนนิ่งงังไป นางกล้า... กล้าดียังไงถึงมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งหัวใจที่เขาปิดตายมาตลอดชีวิต ทว่าความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกลับตีตื้นขึ้นมาในอก ความอบอุ่นระอุขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บของค่ำคืนนี้ มันไม่ใช่ความเสน่หาแบบหนุ่มสาวทั่วไป แต่มันคือการหลอมรวมทางจิตวิญญาณของคนสองคนที่ต่างแบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่า มือหนาเอื้อมออกไปอย่างลังเลชั่วขณะ ก่อนจะแตะลงบนรอยแผลถลอกที่ข้อเท้าของนางอย่างเบามือที่สุด สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่านางจะแตกสลาย "แล้วเจ้าล่ะ, หลินซูเหยา..." เขากระซิบชิดริมฝีปาก ลลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ใกล้เพียงคืบ "หญิงสาวผู้ยึดมั่นในความถูกต้องราวกับคนบ้า... เจ้าแบกความยุติธรรมของแผ่นดินไว้บนหลัง ทำไมถึงไม่ยอมก้มหัวให้ความจริงอันเน่าเฟะพวกนั้นเสียที? เจ้าคิดว่าความซื่อตรงของเจ้า จะช่วยเปลี่ยนโลกที่เน่าเฟะนี้ได้จริงหรือ?" หลินซูเหยาไม่หลบสายตา หัวใจของนางเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะแรงดึงดูดอันมหาศาลระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฝั่งอุดมการณ์ แต่มองเห็นความเจ็บปวดของกันและกันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง "ข้าไม่ได้ทำเพื่อเปลี่ยนโลกหรอกค่ะ..." นางตอบเสียงกระซิบ ลมหายใจอุ่นผสานกันในระยะประชิด "ข้าแค่ทำเพื่อ... ในยามที่ข้าส่องกระจกดูตัวเองในยามเช้า ข้าจะไม่รู้สึกละอายใจต่อเงาของตัวเองก็พอ" เซียวจิ่นหยวนจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเอื้อนเอยถ้อยคำอันดื้อรั้นนั้น แววตาของขุนนางหนุ่มผู้เยือกเย็นแปรเปลี่ยนเป็นล้ำลึกและอันตราย ความใกล้ชิดในพื้นที่จำกัดของถ้ำมืดมิด ทำให้ขอบเขตระหว่างศัตรูและมิตรเลือนรางหายไป เขายื่นมืออีกข้างขึ้นประคองกรอบหน้าเนียนนุ่มของนางไว้ นิ้วหัวแม่มือโป้ไล้เบาๆ บนพวงแก้มที่เปื้อนฝุ่นควันอย่างลืมตัว หลินซูเหยาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ทว่านางไม่ได้ปัดป้อมหรือขัดขืน ปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นแทรกซึมเข้ามาในหัวใจที่ด้านชา ทว่า— ท่ามกลางความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสอารมณ์อันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งด้านนอกถ้ำก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในเสี้ยววินาที! ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของสัตว์ป่า... แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่พร้อมเพรียงและเงียบเชียบของมือสังหารที่สะกดรอยตามมาไม่ลดละ! เซียวจิ่นหยวนชักมือกลับในพริบตา แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่วับหายไปอย่างไร้ร่องรอย กลับคืนสู่ความเฉียบคมดุดันของนักล่า เขวี้ยงเศษไม้ในมือลงพื้น ดึงกริชเงินออกจากเอวอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับหันไปกระซิบสั่งนางด้วยเสียงอันเฉียบขาด "ซูเหยา... ซ่อนอยู่หลังหินนี่ อย่าส่งเสียงเด็ดขาด" หลินซูเหยารีบพยักหน้ารับอย่างรู้ความ นางคว้ากระบอกหยกบรรจุเอกสารลับแนบกายเตรียมพร้อม ทว่าในวินาทีที่แสงจันทร์ลอดผ่านรอยแยกของปากถ้ำสาดส่องลงบนพื้นดิน เงาร่างของบุคคลที่เดินนำหน้ามือสังหารกลุ่มนั้นเข้ามาภายในถ้ำ กลับทำให้ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ— นั่นไม่ใช่คนของสำนักเงาพยัคฆ์... แต่เป็นคนสนิทผู้ถือตราประทับประจำตัวของ "มหาเสนาบดีอี้" ขุนนางใหญ่ผู้กุมอำนาจครึ่งราชสำนัก และเป็นคนที่ควรจะอยู่ ณ เมืองหลวงห่างออกไปนับพันลี้! (โปรดติดตามตอนต่อไป) — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%