ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 19

การกลับมาของความจริง

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
เสียงกลอนประตูสำนักอาลักษณ์ที่ปิดลงด้วยแรงกระแทกจากปลายนิ้วของเซียวจิ่นหยวนดังสะท้อนก้องในความเงียบงัน ยามนี้ไม่มีคำชื่นชม ไม่มีรอยยิ้มแห่งชัยชนะจากการฝ่าด่านอันตรายนอกกำแพงวัง มีเพียงกลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษโบราณและคราบหมึกที่ยังไม่แห้งสนิทบนโต๊ะทรงงาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นพยานเงียบให้แก่ความตึงเครียดที่แทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศ หลินซูเหยาไม่ยอมขยับกายไปไหน นางยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งราชเลขาธิการ ปลายนิ้วเรียวเล็กยังคงกำห่อผ้าแพรสีหม่นที่ซ่อนแผ่นป้ายทองคำขาวสลักลายนกกระเรียนคู่พญายมไว้แน่น แผ่นป้ายที่นางแลกมาด้วยการวิเคราะห์รหัสลับเจ็ดชั้นของราชสำนักเก่า และความเสี่ยงชนิดที่หากพลาดพลั้งแม้แต่ก้าวเดียว หัวของพวกเขาทั้งคู่คงประดับอยู่บนกำแพงเมืองหลวงไปนานแล้ว "เจ้ายังไม่วางมันลงอีกหรือ, ซูเหยา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยที่เซียวจิ่นหยวนไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เขากำลังปลดสายคาดเอวและถอดเสื้อคลุมปักลายเมฆาชื้นน้ำค้างออกด้วยท่าทางเยือกเย็นราวกับเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่เป็นเพียงการเดินไปจิบชาในสวนหลังบ้าน ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่นและรอยยับย่นที่หว่างคิ้วของเขากลับฟ้องชัดเจนว่า บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจผู้นี้กำลังประเมินสถานการณ์ด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด "ข้าเพียงแต่เกรงว่า หากวางมันลงเร็วจั่นเกินไป ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้รอยสลักนี้อาจจางหายไปพร้อมกับเงาตะคุ่มที่เราเพิ่งหนีพ้นมาเมื่อยามสาม" นางตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาส่ำประกายความดื้อรั้นที่มักจะทำให้เขานึกฉุนและนึกทึ่งในเวลาเดียวกัน เซียวจิ่นหยวนหมุนตัวกลับมา เงามืดจากตะเกียงน้ำมันสาดส่องให้เห็นใบหน้าคมคายที่ฉาบด้วยรอยยิ้มเยาะหยันตามวิสัย เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ช้าๆ ทว่ากดดัน จนกระทั่งกลิ่นกายเย็นเยียบเจือกลิ่นอายสนธยาของเขาอยู่ห่างจากปลายจมูกนางเพียงคืบเดียว "ความจริงหรือ? เจ้าคิดว่าสิ่งที่เราถืออยู่ในมือตอนนี้คือความจริงทั้งหมดงั้นหรือ, อาลักษณ์หลิน" เขาโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย ดวงตาดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองสำรวจตั้งแต่แพขนตางอนที่สั่นไหวเล็กน้อย ไปจนถึงรอยเปื้อนเขม่าดินปืนที่ข้างแก้มเนียนของนาง "เจ้าฉลาดเกินไป... จนบางครั้งข้าอยากจะควักเอาความทรงจำในหัวสมองของเจ้าออกมาล้างด้วยน้ำเกลือเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าเจ้าจะแอบซ่อนหมากตัวใดไว้เหนือกระดานของข้าอีก" "หากท่านราชเลขาฯ ล้างสมองข้าทิ้ง เกรงว่าคดีลับสภาขุนนางเมื่อสิบปีก่อนคงต้องปล่อยให้เน่าเฟะอยู่ในกองกระดาษพวกนั้นไปจนชั่วกัลปวสาน" นางเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาคมกริบไม่หลบเลี่ยง ปฏิกิริยาโต้ตอบที่เฉียบคมและไม่เคยยอมลงให้ใครทำให้ริมฝีปากหยักลึกของเซียวจิ่นหยวนกระตุกยิ้มขึ้นอย่างนึกขันระคนพึงใจ "ปากคอระรานเก่งขึ้นทุกวันนะ... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้าถึงเพียงนี้" "ตั้งแต่ท่านเริ่มดึงข้าลงมาเล่นในเกมการเมืองที่สกปรกที่สุดของวังหลวงแห่งนี้อย่างไรล่ะคะ" หลินซูเหยาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนลึกถึงกระดูกดำ "ท่านคิดว่าเราดึงแผ่นป้ายนี้ออกมาได้แล้ว ทุกอย่างจะจบลงที่การถอดถอนอำนาจเสนาบดีหลี่อย่างนั้นหรือ? ท่านมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว... หรือท่านจงใจมองข้ามบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า?" บรรยากาศภายในห้องทรงงานพลันเงียบกริบลงทันที เสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางความกดดันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ร่องรอย เซียวจิ่นหยวนหรี่ตาลง รอยยิ้มบนมุมปากเลือนหายไป กลายเป็นความจริงจังที่น่ากลัว เขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่มือหนากลับยื่นออกไปคว้าห่อผ้าแพรจากมือของนางอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะไม้จันทน์แล้วค่อยๆ คลี่ผ้าออกด้วยปลดเชือกทีละปมอย่างใจเย็น แสงจากตะเกียงสาดกระทบโลหะสีทองคำขาวชิ้นนั้น สะท้อนประกายวาววับบาดตา "เจ้าสังเกตเห็นรอยสลักที่ฐานของนกกระเรียนคู่หรือไม่?" เซียวจิ่นหยวนใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ลงบนขอบโลหะ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและราบเรียบอย่างประหลาด "มันไม่ใช่รอยต่อจากช่างฝีมือหลวงในรัชกาลก่อน... แต่มันคือรอยตอกสลักซ้ำด้วยค้อนเหล็กตระกูลจ้าว" หลินซูเหยาขยับเข้ามาใกล้โดยอัตโนมัติ กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ ของดอกเหมยป่าที่นางมักใช้ประทินผิวลอยแตะนาสิกของบุรุษหนุ่ม ทำให้เซียวจิ่นหยวนต้องชะงักไปชั่วลมหายใจหนึ่ง แต่นางกลับไม่มีเวลามาสนใจปฏิกิริยาทางกายของเขา สายตาสีหมึกของนางกำลังเพ่งพินิจรอยบากเหล่านั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน "ตระกูลจ้าว... ขุนนางฝ่ายคลังผู้กุมอำนาจเบื้องหลังเสนาบดีหลี่?" นางทวนคำ เสียงกระซิบแผ่วเบาด้วยความตระหนักรู้ที่วิ่งเข้ามาชนกลางอก "ถ้าเช่นนั้น... แผ่นป้ายนี้ไม่ได้ถูกขโมยมาจากห้องทรงพระสุบรรณเมื่อสิบปีก่อนตามที่เราร่างสมมติฐานไว้ แต่... แต่มันถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้สับเปลี่ยนตั้งแต่วันแรก!" "ถูกต้อง" เซียวจิ่นหยวนแค่น "แปลว่าเอกสารลับที่ระบุรายชื่อขุนนางทุจริตครึ่งค่อนราชสำนักที่ซ่อนอยู่หลังผนังลับ... อาจถูกทำลายไปตั้งแต่วันที่เรายังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าสู่วังหลวงด้วยซ้ำ" หน้าอกของหลินซูเหยาไหวสะท้านเล็กน้อย ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลและการวิเคราะห์หลักฐานข้ามคืนทำให้ขอบตาร้อนผ่าว แต่นางไม่อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอในยามนี้ "แล้วเราจะเอาอะไรไปมัดตัวคนพวกนั้น? หลักฐานชิ้นนี้เป็นของปลอมที่แนบเนียนก็จริง แต่มันไม่มีน้ำหนักพอที่จะเอาผิดตระกูลจ้าวที่มีฮองเฮาหนุนหลังอยู่!" "ใครบอกเจ้าว่าเราจะใช้มันมัดตัวพวกเขา?" เซียวจิ่นหยวนเงยหน้าขึ้นสบตา นางเห็นประกายระยิบระยับบางอย่างในนัยน์ตาคู่คมคายนั้น ประกายที่เต็มไปด้วยแผนการร้ายกาจอันล้ำลึกที่แม้แต่นางเองก็คาดไม่ถึง "ท่านหมายความว่าอย่างไร..." "เราจะไม่ใช้แผ่นป้ายนี้ฟ้องร้องความผิด... แต่เราจะใช้มันเพื่อ 'ล่อ' ให้หนูตัวใหญ่ที่สุดวิ่งออกมาติดจั่นด้วยตัวเอง" ก่อนที่หลินซูเหยาจะได้ซักถามอันใดต่อ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดที่ด้านนอกประตูสำนักอาลักษณ์ เสียงเหล็กกระทบกันบ่งบอกถึงการมาถึงของราชองครักษ์เสื้อแพร และตามมาด้วยเสียงเคาะประตูที่รุนแรงจนบานไม้แทบจะหลุดออกจากวงกบ "ใต้เท้าเซียว! ราชโองการด่วนจากตำหนักใน! ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เรียกตัวท่านและอาลักษณ์หลินเข้าเฝ้าเป็นการด่วน ณ ตำหนักอักษรวิสุทธิ์ เดี๋ยวนี้!" เสียงตะโกนจากขันทีหน้าห้องทำให้คนทั้งคู่หันมามองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ เซียวจิ่นหยวนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลากลับคืนสู่ความเยียบเย็นและไร้อารมณ์ดังเดิม เขายื่นมือมาคว้าข้อมือเรียวของหลินซูเหยาไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ปฏิเสธ ฝ่ามือของเขาอบอุ่นและแข็งแกร่งจนส่งผ่านความมั่นคงมาถึงปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของนาง "ดูเหมือนว่า... มีคนใจร้อนกว่าที่เราคิดอยากจะเห็นหน้าเราเสียแล้วสิ, อาลักษณ์หลิน" เขากระตุกยิ้มมุมปาก ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งชักออกจากฝัก ทั้งสองก้าวเดินเคียงกันออกไปเปิดประตูสำนักอาลักษณ์ ท่ามกลางแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมากระทบเงาร่างของขุนนางหนุ่มและหญิงสาวผู้กุมความลับครึ่งแผ่นดิน โดยหารู้ไม่ว่า การก้าวเท้าออกไปสู่ลานกว้างเบื้องหน้านั้น ไม่ใช่การเข้าเฝ้าตามวาระปกติ แต่เป็นการเดินเข้าสู่หลุมพรางมรณะที่ถูกขุดรอไว้โดยบุคคลที่พวกเขานึกไม่ถึงที่สุด— เงาร่างของขันทีอาวุโสผู้ถือราชโองการ ยืนรออยู่ใต้ร่มเงาเสาหยกขาวพร้อมรอยยิ้มแปลกประหลาดที่มุมปาก และคำพูดประโยคแรกที่เขาเอ่ยออกมาเมื่อเห็นหน้าพวกเขากลับทำให้หัวใจของหลินซูเหยาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "ทูลใต้เท้า... พระสนมเอกจ้าวเสด็จรออยู่ที่ตำหนักอักษรวิสุทธิ์ตั้งแต่เมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้ว และทรงมีรับสั่งให้เชิญ 'กุญแจดอกสำคัญ' ทุกดอก ไปร่วมฟังคำพิพากษาด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งเล่ห์กลนี้ไปด้วยกันนะคะ — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%