ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต•ตอนที่ 20

เมื่อศัตรูเผยตัว

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นกำยานชะมดเชียงผสมกลิ่นชาฝูเจี้ยนราคาแพงระยับลอยวนอวลอยู่ภายในตำหนักอักษรวิสุทธิ์ ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางคิมันทฤดู เสียงปลายพู่กันขนกระต่ายป่ากระทบลงบนกระดาษสาเนื้อดีดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน หลินซูเหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์ห้าเล็บที่กำลังก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าแผ่วเบา นางยังคงจดจ่ออยู่กับการตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายของกรมคลังย้อนหลังสามปี ที่ถูกซ่อนไว้ใต้ชั้นลับของตู้ตำราหลวง ปลายนิ้วเรียวยาวใต้ร่มเงาแขนเสื้อกว้างไล้ไปตามตัวอักษรจารมือด้วยหมึกสีชาด นางจำได้แม่นยำว่ารอยตวัดพู่กันเหล่านี้ไม่ใช่ลายมือของขุนนางในกรม หากแต่เป็น... ลายมือที่ผ่านการฝึกฝนจากสำนักศึกษาตระกูลจ้าว "เจ้าช่างมีความกล้าหาญมากนะ อาลักษณ์หลิน" สุ้มเสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นดังขึ้นเหนือศีรษะ พระสนมเอกจ้าวซูฮวาแย้มสรวลน้อยๆ ทว่าดวงเนตรหงส์กลับทอประกายคมปลาบดุจใบมีดซ่อนในแพรไหม นางกวาดสายตามองหญิงสาวผู้นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องล่างด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งชิงชังระคนหวาดหวั่นในมันสมองที่เฉียบคมเกินสตรีทั่วไปของอีกฝ่าย ซูเห่าวางพู่กันลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้มีศักดิ์สูงกว่าโดยไม่มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อย ใบหน้าเรียบเฉยราਤแกะสลักจากหยกขาวของนางขับเน้นให้แววตาคู่นั้นดูทรงพลังอย่างน่าประหลาด "หม่อมฉันเพียงปฏิบัติหน้าที่ตามพระoงค์การของฝ่าบาท และความรับผิดชอบในฐานะอาลักษณ์ผู้ดูแลหออักษรหลวง เพรงกาลก่อนผู้ใดเคยกล่าวไว้ว่า ความจริงเปรียบเสมือนกระจกเงา ต่อให้ใช้แพรไหมผืนงามมาคลุมทับ สุดท้ายเงาที่สะท้อนออกมาย่อมไม่อาจบิดเบือนได้เพคะ พระสนมเอก" คำตอบที่ไร้ความเกรงกลัวนั้นทำให้มุมพระโอษฐ์ของพระสนมเอกกระตุกวูบ ทว่าก่อนที่ความโกรธเกรี้ยวจะทันได้ระเบิดออกมา ร่างสูงโปรสง่างามในชุดขุนนางสีม่วงเข้มปักลายกิเลนก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ม่านมุกถูกปัดออกด้วยมือข้างหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ เซียวจิ่นหยวนปรายตามองบรรยากาศตึงเครียดภายในห้องด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก รอยยิ้มที่แม้จะดูงดงามไร้ที่ติ แต่กลับเยือกเย็นจนคนมองต้องสันหลังวาบ "ดูเหมือนกระหม่อมจะมาทันเวลาพพอดี พะย่ะค่ะ พระสนมเอก" ราชเลขาฯ หนุ่มเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง ทว่าแฝงนัยยะเชือดเฉือนที่ผู้ฟังต่างเข้าใจได้ทันที "ได้ยินว่าพระองค์ทรงมีรับสั่งเรียกหา 'กุญแจดอกสำคัญ' เกรงว่าพระองค์คงมิได้หมายถึง... การนำกุญแจไปไขทำลายหีบสมบัติที่เก็บหลักฐานชิ้นสุดท้ายหรอกกระมัง?" ดวงตาของจ้าวซูฮวาไหววูบไปชั่วขณะ นางป้องพระพักตร์สรวลเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความพิโรธที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ "ใต้เท้าเซียวช่างพูดจาปราศจากหลักฐาน ดูเหมือนว่าตำแหน่งราชเลขาฯ จะทำให้ท่านหลงคิดว่าตนเองมีอำนาจล้นฟ้าจนกล้าอาจหาญต่อปากต่อคำกับสนมเอกเช่นเรากระนั้นหรือ?" "กระหม่อมมิบังอาจ" เซียวจิ่นหยวนโค้งศีรษะลงน้อยๆ เป็นเชิงคารวะแบบขอไปที ทว่ากลับก้าวเท้าเข้าไปยืนเคียงข้างร่างบางของหลินซูเหยาโดยธรรมชาติ ไหล่กว้างของเขาสัมผัสกับไหล่เล็กของนางแผ่วเบา สื่อถึงการปกป้องคุ้มครองที่เด่นชัดโดยไม่ต้องเอื้อนเอยคำใด "เพียงแต่... หลักฐานที่อาลักษณ์หลินถือครองอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว แต่มันคือรายชื่อของขุนนางทุจริตครึ่งค่อนราชสำนัก หากเกิดความเสียหายใดๆ ขึ้นกับหลักฐานเหล่านี้ เกรงว่าฝ่าบาทคงไม่ทรงโปรดให้ผู้ใดมารับผิดชอบแทนพระสนมเอกเป็นแน่" ซูเหาลอบสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นกายสะอาดเจือจางแบบบุรุษผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัยจากร่างสูงข้างกายช่วยดึงสติของนางให้กลับมาจดจ่ออยู่กับเกมตรงหน้า ความใกล้ชิดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพวกเขา สองคนที่ต้องเดินบนเส้นด้ายแห่งอำนาจร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วน มีเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งผ่านสายตาเท่านั้นที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดแผนการใดอยู่ "ใต้เท้าเซียว... ท่านช่างบังอาจปกป้องนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ?" พระสนมเอกจ้าวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างสะอิดสะเอียน ทรงกวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยความเกลียดชังที่เพิ่มทวีคูณ "คิดว่ามีสัตย์ซื่อและวาทศิลป์ค้ำคอแล้วจะรอดพ้นจากข้อหา 'สมคบคิด' ไปได้งั้นรึ! ขันทีหลี่! นำสาส์นลับที่ค้นพบในเรือนพักของอาลักษณ์หลินออกมา!" สิ้นรับสั่ง ขันทีเฒ่าร่างท้วมผู้หนึ่งก็ก้าวสั่นเทาออกมาก้มหน้าคุกเข่า พร้อมกับชูหีบไม้จันทน์หอมที่ถูกผนึกด้วยครั่งประทับตราประจำตัวของกรมราชเลขานุการขึ้นเหนือหัว ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของขันทีนางกำนัลรอบด้าน "ทูลพระสนมเอก... หม่อมฉันได้รับรายงานจากองครักษ์เวรยาม ว่าพบหีบใบนี้ซ่อนอยู่ใต้พื้นเรือนพักของอาลักษณ์หลิน ภายใน... ภายในมีตราประทับปลอมของกรมคลัง และจดหมายลับที่ติดต่อซื้อขายเสบียงหลวงกับแคว้นทางเหนือพ่ะย่ะค่ะ!" บรรยากาศภายในตำหนักดิ่งวูบลงราวกับถูกแช่แข็งในฤดูเหมันต์ หลินซูเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย นางไม่ตกใจแม้แต่น้อย ทว่าประกายตาในความนิ่งงันนั้นกลับฉายแววอันตราย พล็อตการใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้ช่างเก่าคร่ำครึเสียจนน่าขัน ทว่ามันกลับทรงพลังพอที่จะทำลายชื่อเสียงของขุนนางตงฉินให้ป่นปี้ได้ในชั่วข้ามคืน หากไร้ซึ่งไหวพริบในการแก้เกม เซียวจิ่นหยวนหันมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหญิงสาวที่ยังคงสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ เขาสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ความฉลาดล้ำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบขรึมนี้ทำให้หัวใจของราชเลขาฯ หนุ่มกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ นางไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง... และไม่เคยทำให้เขาละสายตาไปได้เลยแม้แต่เพียงวินาทีเดียว "ช่างเป็นข้อหาที่รวดเร็วและพร้อมสรรพเสียจริง" เซียวจิ่นหยวนแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวออกไปบังร่างของซูเหาไว้ครึ่งหนึ่ง แววตาคมกริบราวกับพยัคฆ์จ้องเหยื่อกวาดมองขันทีหลี่ด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่าน "ตราประทับปลอมงั้นรึ? เก่งกาจนักนะ... ที่สามารถหาของที่แม้แต่กรมราชเลขานุการยังต้องใช้เวลาตรวจสอบถึงเจ็ดวัน มาพบได้ภายในชั่วธูปดอกเดียวใต้พื้นเรือนของสตรีผู้ไม่เคยย่างกรายออกจากหออักษรหลวง!" "ใต้เท้าเซียว! ท่านกำลังกล่าวหาว่าหม่อมฉันก섬เรื่องขึ้นเองอย่างนั้นหรือ!" พระสนมเอกทรงกริ้วจนพระพักตร์แดงก่ำ ทรงตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะข้างพระองค์เสียงดังสนั่น "พยานหลักฐานมัดตัวแน่นหนาถึงเพียงนี้แล้ว พวกท่านยังจะกล้าดื้อดึงแก้ตัวอีกงั้นรึ! จับตัวอาลักษณ์หลินไปขังไว้ที่คุกหลวง รอการไต่สวนขั้นเด็ดขาด!" เหล่าองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตก้าวพรวดเข้ามาในตำหนักทันที ดาบในฝักถูกชักออกครึ่งเล่ม เสียงโลหะกระทบกันดังระงม บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ พร้อมจะขาดผึ่งได้ทุกเมื่อ ทว่า... ในวินาทีที่องครักษ์คนสนิทของพระสนมเอกกำลังจะเอื้อมมือมาคว้าไหล่ของซูเหานั้นเอง พลั่ก! เสียงประตูตำหนักด้านหลังถูกถีบเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของขันทีหนุ่มผู้ดูแลคลังเอกสารหลวงที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบพื้น หอบหายใจอย่างรุนแรงจนตัวโยน "ฝ... ฝ่าบาทเสด็จ...!" ยังไม่ทันที่ขันทีผู้นั้นจะกล่าวจบประโยค ร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกรห้าเล็บก็ก้าวพระบาทเข้ามาด้วยพระพักตร์ที่เรียบเฉยราਤมหาสมุทรไร้คลื่นลม ทว่าแผ่รังสีความน่าเกรงขามจนทุกคนต้องรีบหมอบราบลงกับพื้นทันที "หยุดมือ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจตรัสขึ้นเพียงสั้นๆ พระสนมเอกจ้าวซูฮวารีบปรับสีพระพักตร์ให้กลับมาแย้มสรวลอย่างอ่อนหวาน ทรงรีบก้าวเข้าไปถวายบังคม "ฝ่าบาท... เหตุใดจึงเสด็จมาถึงที่นี่ได้เล่าพ่ะย่ะค่ะ เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในตำหนักอักษรวิสุทธิ์..." "เราทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว" จักรพรรดิหนุ่มตรัสตัดบท ปรายพระเนตรมองหีบไม้จันทน์หอมที่วางอยู่บนพื้น ก่อนจะหันมาทอดพระเนตรหลินซูเหยาและเซียวจิ่นหยวนด้วยแววตาลึกล้ำ "แต่ดูเหมือนว่า... สิ่งที่พวกเจ้าค้นพบ จะไม่ใช่หลักฐานชิ้นเดียวที่เพิ่งปรากฏขึ้นในคืนนี้" เซียวจิ่นหยวนประสานมือคำนับองค์จักรพรรดิ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด เมื่อเขาสังเกตเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในชายเสื้อของขันทีหนุ่มผู้มาใหม่ "ทูลฝ่าบาท... หากพระองค์ทรงอนุญาต กระหม่อมมี 'หลักฐานอีกชิ้น' ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า หีบใบนี้ใครกันแน่ที่เป็นผู้สั่งให้คนนำมาซ่อนไว้" หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับเซียวจิ่นหยวนที่หันมามองนางพอดี ในแววตาของทั้งคู่ต่างสะท้อนภาพของกันและกัน ความเข้าใจอันลึกซึ้งและคมกริบถูกส่งผ่านความเงียบงัน เกมการเมืองในวังหลวงครั้งนี้ไม่ได้จบลงที่การถูกใส่ร้าย... แต่มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อศัตรูตัวจริงก้าวเข้ามาในแสงสว่าง ความมืดมิดที่แท้จริงกำลังจะถูกเปิดโปงในอีกไม่ช้า... --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งเล่ห์กลนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับแห่งวังหลวง: กลยุทธ์สยบพยศบัณฑิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%