"คลิก... แกร็ก"
เสียงโลหะกระทบกันหนักหน่วงจากด้านนอก ตามด้วยเสียงหมุนแม่กุญแจที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องเก็บของเก่า กลิ่นอับของกระดาษลังและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศพลਾਂให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงทันที
ผมเบิกตากว้าง สัญชาตญาณนักเดินทางที่ผ่านโลกมาเยอะสั่งให้พุ่งตัวไปที่บานประตูไม้ทึบแล้วกระชากมันสุดแรง แต่อนิจจา... มันถูกล็อกตายสนิทอย่างไร้ความปรานี
"เห้ย! เล่นบ้าอะไรวะเนี่ย!" ผมตะโกนลั่น ทุบประตูโป้งๆ จนฝุ่นตลบอบอวล "จ๋า! บอย! ถ้าพวกแกแกล้งอำเล่นนะ บอกเลยว่ารองเท้าผ้าใบสีขาวคู่โปรดของฉันเตรียมเหยียบหน้าพวกแกพรุ่งนี้เช้าแน่!"
ความเงียบงันคือคำตอบเดียวที่ลอยกลับมา
ไม่มีเสียงหัวเราะคิกคัก ไม่มีเสียงแกล้งดัดเสียงทุ้มต่ำแบบที่ไอ้บอยชอบทำ มีเพียงความเงียบสงบระดับที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงกระดาษลังขยับตัวตามแรงลมแผ่วเบาจากรอยแตกของผนังปูน
"เงียบกริบขนาดนี้... ชัดเลยว่าไม่ใช่ฝีมือไอ้สองแสบนั้น"
เสียงทุ้มต่ำกระซิบอยู่ข้างหูผม จนต้องสะดุ้งโหยงแล้วรีบหันขวับไปมอง เจ้าของร่างสูงโปร่งที่ยืนกอดอกพิงชั้นวางของเก่าอยู่ขยับตัวเข้ามาใกล้ในความมืดสลัว แสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากด้านนอกที่ลอดผ่านช่องกระจกฝ้าเหนือประตู เผยให้เห็นสันจคมกริบและดวงตาคมปลาบที่กำลังมองผมด้วยแววตาอ่านยาก
"นายหมายความว่าไงธาม?" ผมขมวดคิ้วแน่น พยายามซ่อนอาการใจสั่นระรัวที่ไม่ได้เกิดจากความกลัวผี แต่เกิดจากระยะห่างระหว่างเราที่ตอนนี้มันใกล้จนเกินความจำเป็น "ถ้าไม่ใช่จ๋ากับบอย แล้วใครจะมาขังเราไว้ในนี้วะ?"
"ก็คนที่เห็นเราเดินตามกันมาแถวนี้ไงครับ" ธามไหวไหล่เบาๆ น้ำเสียงของเขาติดจะกวนประสาทตามฟอร์ม แต่มือหนาที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงกลับกำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "ดูท่าทางทริปสโลว์ไลฟ์ฮีลใจของเรา จะมีคนอยากเปลี่ยนให้มันเป็นแนวเซอร์ไววัลตื่นเต้นเร้าใจซะแล้วมั้ง"
ให้ตายเถอะ! ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ หมอนี่ยังจะมีอารมณ์มาเล่นมุกอีกหรือไง!
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ คว,ควานหาโทรศัพท์มือถือในเป้สะพายหลังคู่ชีพอย่างลุกลี้ลุกลน นิ้วเรียวกดเปิดหน้าจอหวังจะโทรหาเพื่อนรักตัวแสบ แต่ทว่า...
*ไม่มีสัญญาณ*
หน้าจอสี่เหลี่ยมขึ้นกากบาทสีแดงเด่นหร่า แบตเตอรี่ที่เหลืออยู่หกสิบเปอร์เซ็นต์กลายเป็นสิ่งไร้ค่าในทันทีเมื่อคลื่นโทรศัพท์กลายเป็นศูนย์
"อับสัญญาณ... ชิบหายแล้ว" ผมสบถเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงพิงบานประตูอย่างหมดแรง
"ไหนดูซิ..." ธามก้าวเข้ามาประชิดตัวจนผมต้องผถอยหลังโดยอัตโนมัติ แผ่นหลังชนเข้ากับเนื้อไม้เย็นเฉียบของประตู ก่อนที่ร่างสูงจะโน้มตัวลงมา มือใหญ่วางทราบลงบนบานประตูข้างศีรษะผม กักขังผมไว้ในวงแขนของเขาอย่างสมบูรณ์ ความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายแผ่ซ่านทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนผมรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้า
"ธาม... ถอยไปห่างๆ ดิ มันแคบนะเว้ย" ผมเอ็ดอุบ หลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาในความมืด
"ถอยไม่ได้หรอกครับ... เดี๋ยวหมดสิทธิ์มองหน้าคนปากแข็งแถวนี้พอดี" เจ้าตัวยิ้มมุมปาก เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ของเขาดังสะท้อนอยู่ใกล้เสียจนผมรู้สึกจั๊กจี้ในหัวใจ
ในความมืดมิดและเงียบงัน บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ความโกรธเคืองเรื่องโดนขังเริ่มถูกแทนที่ด้วยบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า... เสียงหัวใจ
*ตัก... ตัก... ตัก...*
มันไม่ใช่เสียงหัวใจของผมคนเดียวแน่ๆ เพราะจังหวะการเต้นของมันดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในอก ประสานกับเสียงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดอยู่แถวข้างแก้ม มันดังเสียจนผมกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินความลับที่ผมพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีปากเก่งมาตลอดทริป
"ธาม..." ผมพยายามเปล่งเสียงให้ปกติที่สุด แม้ว่ามือที่กำชายเสื้อตัวเองจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ "นาย... ได้ยินเสียงอะไรป่ะวะ"
"ได้ยินครับ" ธามตอบทันทีอย่างไร้ความลังเล ดวงตาคู่คมประกายระยิบระยับในความสลัว
"เสียง... อะไรวะ?" ผมถามเสียงสั่นเล็กน้อย
"เสียงหัวใจคุณไงครับ... มันเต้นดังกว่าเสียงฝนตกข้างนอกซะอีก"
คำพูดหน้าตายแต่สายตากรุ้มกริบทำเอาผมแทบสำลักอากาศหายใจ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดจนต่อให้มืดแค่ไหนก็คงปิดไม่มิด ผมเงยหน้าขึ้นทำท่าจะโวยวายใส่สักยก แต่จังหวะนั้นเองที่ใบหน้าของเราขยับเข้ามาใกล้กันโดยไม่ได้ตั้งใจ ปลายจมูกเกือบจะชนกันอยู่รอมร่อ ระยะห่างที่เหลือเพียงลมหายใจกั้นทำให้ทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่ง
ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งงันในความมืด ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของทั้งคู่ มีเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด บรรยากาศรอบตัวอุ่นขึ้นทีละน้อยจนแทบละลาย
ธามชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมที่เคยพราวระยับด้วยความขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกและจริงจังอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน นิ้วเรียวอุ่นจัดของเขาเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากผมออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาราวกับขนนกแต่กลับสร้างแรงกระแทกมหาศาลให้กับหัวใจของผม
"น้ำนิว..." เสียงทุ้มต่ำเอמהเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย "ที่ผมคอยกวนประสาท... ที่ผมคอยตามติดคุณไปทุกที่... ไม่ใช่เพราะว่างนะครับ"
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองตื้อ ริมฝีปากหนักอึ้งจนขยับไม่ออก
"แต่เพราะผม... ชอบคุณต่างหากล่ะครับ"
เปรี้ยง!
เหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจในห้องเก็บของทึบๆ ลูกนั้น ข้อความสารภาพรักที่หลุดออกมาจากปากของเดือนคณะวิศวะคนปากแซ่บ ทำเอาผมสติหลุดลอยไปถึงดาวอังคาร หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก
ผมอ้าปากพะงาบๆ จะปฏิเสธ จะโวยวาย หรือจะหาคำพูดกวนๆ กลับไปตามฟอร์มเดิม แต่ทว่า... ก่อนที่ผมจะได้เปล่งเสียงอะไรออกไป
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงไขกุญแจดังกรุ๊งกริ๊งจากด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นมาตัดจังหวะกะทันหัน!
"เฮ้ย! พวกแกติดอยู่ในนั้นจริงด้วยเหวอวะ! ฮ่าๆๆๆ เกือบตายกันยัง!" เสียงหัวเราะร่าเริงของไอ้บอยดังทะลุประตูเข้ามา พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาทันทีที่บานประตูถูกผลักเปิดออกกว้าง
ผมสะดุ้งสุดตัว รีบผลักอกธามให้ออกห่างอย่างแรงด้วยความตกใจ แล้วกระโดดถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบระเบิด รีบยกมือขึ้นสางผมแก้เขินในขณะที่หันไปมองหน้าไอ้บอยและจ๋าที่ยืนยิ้มแป้นแล้นถือพวงกุญแจอยู่หน้าห้อง
แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ผมจะเดินหนีออกไปรับลมข้างนอก ธามกลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือผมไว้เบาๆ ร่างสูงโน้มตัวลงกระซิบกระซาบทิ้งท้ายข้างใบหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ทำเอาผมขาอ่อนแรง
"เรื่องของเรายังไม่จบแค่นี้แน่ครับ... เตรียมตัวรับมือรอบสองไว้ได้เลย"
แล้วเขาก็ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ผมหนึ่งที ก่อนจะเดินผ่านหน้าผมออกไปอย่างไร้ความกังวล ปล่อยให้ผมยืนใจสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ท่ามกลางกลิ่นอฝุ่นและเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ
*(โปรดติดตามตอนต่อไป...)*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันในทริปนี้นะครับ
คุณชายปากแซ่บกับยัยรูมเมตตัวแสบ•ตอนที่ 25
ในความมืดมีเสียงหัวใจ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายปากแซ่บกับยัยรูมเมตตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!