คุณชายปากแซ่บกับยัยรูมเมตตัวแสบ•ตอนที่ 18

ดาวใต้แสงดาว

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้าคุณยังไม่เลิกทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแบบนั้น ผมจะถือว่าคุณแอบคิดอกุศลกับผมอยู่เสมอนะครับ น้ำนิว" เสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทของธามดังขึ้น ท่ามกลางเสียงซัดสาดของคลื่นทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกกำลังทิ้งตัวลงนั่งลงบนผืนทรายเนื้อเนียนละเอียด ข้างกายผมอย่างถือวิสาสะ ผมสะดุ้งเล็กน้อย หลุดออกจากภวังค์ความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เหตุการณ์หน้าชายหาดตอนบ่าย ความลับที่ผมอุตส่าห์แบกเป้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกล เพื่อหวังจะหลบหนีความรู้สึกประหลาดๆ ที่มีต่อไอ้คุณชายปากแซ่บคนนี้ กลับเกือบจะถูกแฉออกมากลางแดดจ้าเสียได้ "ใครทำหน้าท้องผูกใส่คุณไม่ทราบ... หลบไปเลยนะ ธาม หาดทรายออกจะกว้าง ทำไมต้องมาเบียดผมด้วยเนี่ย" ผมแกล้งโวยวายกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เริ่มกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับขยับก้นถอยหนีไปทางซ้ายมือ แต่มือไวของอีกฝ่ายกลับคว้าขอบเป้สะพายหลังที่ผมยังไม่ได้ปลดออกเอาไว้เสียก่อน "อย่าดื้อน่าครับ นั่งลงดีๆ เถอะ ขืนขยับหนีไปมากกว่านี้ คุณอาจจะตกน้ำทะเลสาบดึกดำบรรพ์อะไรนั่น หรือไม่ก็เดินไปชนปูเป็นๆ เข้า ผมไม่อยากอุบาสกอุบาสิกาช่วยคุณปฐมพยาบาลกลางดึกหรอกนะ" ธามหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ดวงตาคมกริบภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาดูพราวระยับยิ่งกว่าระลอกคลื่นยามกระทบแสงไฟจากรีสอร์ท ผมเบะปากใส่ความกวนประสาทนั้น แต่สุดท้ายก็ยอมทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิโดยดี ปล่อยให้ความเย็นของเม็ดทรายซึมผ่านกางเกงผ้าลินินเข้ามาเบาๆ บรรยากาศรอบตัวในยามค่ำคืนนี้ช่างแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง ไร้ซึ่งความวุ่นวายของกรุ๊ปทัวร์ เหลือเพียงเสียงลมทะเล เสียงคลื่น และกลิ่นอายของเกลือทะเลที่ปะปนมากับความเงียบสงบ เราต่างฝ่ายต่างเงียบไปพักใหญ่ ปล่อยให้ความคิดของตัวเองล่องลอยไปไกล ไกลเสียจนผมเกือบลืมไปแล้วว่าเรากำลังนั่งอยู่ด้วยกันสองต่อสอง จนกระทั่งเสียงถอนหายใจเบาๆ จากคนข้างกายดังขึ้น "น้ำนิว..." ธามเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากเดิม มันไม่มีความขี้เล่น ไม่มีลูกล้อลูกชนอย่างที่เคยเป็น "อะไร... เรียกเสียงจริงจังแบบนี้ ผมขนลุกนะ" ผมหันไปมองค้อนใส่ แต่อีกฝ่ายไม่ได้ยิ้มรับเหมือนทุกที ดวงตาคู่นั้นมองตรงออกไปเบื้องหน้า ทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้ามืดสนิทที่บรรจบกับผืนน้ำทะเล "ผมแค่อยากรู้... ว่าไอ้กระเป๋าเป้ใบเก่งของคุณเนี่ย นอกจากเสื้อผ้า แผนที่ และของกระจุกกระจิกแล้ว มันเคยแบก 'ความลับ' หนักๆ อะไรไว้บ้างหรือเปล่า" คำถามนั้นราวกับมีค้อนล่องหนมาทุบลงกลางใจ ผมชะงักกึก ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วว่าเขาบังเอิญรู้ หรือแค่พูดเปรยๆ ตามประสาคนชอบกวน แต่จากน้ำเสียงและแววตาที่หันกลับมามองผมตรงๆ ในความมืดนั้น มันเต็มไปด้วยความจริงจังชนิดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน "คุณพูดเรื่องอะไร... ความลับอะไรไม่มีสักหน่อย ผมเป็นคนโปร่งใสจะตาย" ผมหัวเราะกลบเกลื่อน พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่มือเจ้ากรรมกลับกำชายเสื้อตัวเองแน่นจนยับยู่ยี่ "โปร่งใสเหรอครับ?" ธามทวนคำ ยิ้มมุมปากนิดๆ แต่ไม่ถึงดวงตา ร่างสูงขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ของเราแทบจะชนกัน ไออุ่นจากตัวเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าเข้ามาปะทะผิวผม "โปร่งใสขนาดที่ว่าเวลาผมเข้าใกล้ทีไร หูของคุณจะแดงแจ๋ทุกที... โปร่งใสขนาดที่ว่า ตอนที่คุณเมาแล้วเผลอพูดชื่อผมซ้ำๆ เมื่อคืนก่อน คุณก็คงคิดว่าผมหูฝาดสินะครับ" เพล้ง! เหมือนมีกระจกใสแตกละเอียดอยู่ในอก ผมอ้าปากค้าง สมองขาวโพลนไปหมด คำแก้ตัวร้อยแปดที่เตรียมไว้พังทลายลงในพริบตา ไอ้บ้านี่... มันรู้! มันรู้มาตลอดแต่มันแกล้งทำเป็นไม่รู้เพื่อให้ผมตายใจงั้นเหรอ! "คุณ... ธาม คุณมัน..." ผมชี้หน้าเขาอย่างคาดโทษ แต่ความอายและความตกใจทำให้พูดไม่ออก ได้แต่กัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนรู้สึกได้ถึงรสเค็มปร่า "ผมมันทำไมครับ?" ธามยขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีก จนระยะห่างระหว่างเราแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สายลมผ่าน มือใหญ่เอื้อมมาแตะเบาๆ ที่ปอยผมที่ปลิวมาปรกลงบนหน้าผากของผมอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้ผมตัวแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ ราวกับถูกสะกดด้วยมนต์คาถาของดวงดาวบนท้องฟ้า "ผมแค่สงสัย..." เสียงกระซิบของธามนุ่มนวล ทว่าทรงพลังจนทำให้หัวใจผมเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ "ว่าทำไมเด็กปากแซ่บอย่างคุณ ถึงต้องคอยฟอร์มจัดใส่ผมตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงแล้ว... คุณเองก็รู้สึกไม่ต่างจากผมเลยใช่ไหมครับ?" บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดหมุน เสียงคลื่นทะเลที่เคยดังอึกทึกในตอนแรก บัดนี้กลับเงียบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ชายหนุ่มตรงหน้าผมไม่ได้ส่งยิ้มกวนประสาทเหมือนเคย ดวงตาคมคายคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของผมที่กำลังสับสนและพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกตัวเองอย่างราบคาบ ผมเม้มปากแน่น หัวใจพองโตจนคับอก ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บซ่อนไว้ในเป้เดินทางใบนี้มานานนับสัปดาห์กำลังจะทะลักออกมา ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ตัดสินใจว่าต่อให้จะต้องเสียฟอร์มแค่ไหน อย่างน้อยวันนี้ผมก็ไม่อยากจะโกหกตัวเองอีกต่อไปแล้ว "เออ! รู้แล้วจะทำไมล่ะ..." ผมโพล่งออกไปเสียงดังกลบเกลื่อนความเขินอาย ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด "ก็ใช่ไง! ผม..." ผมสูดหายใจเข้าลึก 3 วินาที เตรียมจะพูดประโยคสำคัญที่กลั้นใจมานาน แต่จู่ๆ ธามก็ยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากผมเบาๆ เพื่อห้ามคำพูดที่เหลือไว้ ดวงตาของเขาวาววโรจน์ด้วยประกายความสุขที่ปิดไม่มิด "ชูส์... เก็บคำสารภาพนั้นไว้ก่อนดีกว่าครับ น้ำนิว" ธามยิ้มละมุน รอยยิ้มที่ทำเอาผมใจยวบยาบจนแทบละลายลงไปกองกับพื้นทราย "เพราะดูเหมือนว่า... เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนแล้วล่ะครับ" ผมขมวดคิ้วด้วยความงุนงอง หันขวับไปมองตามทิศทางสายตาของเขาที่มองเลยไหล่ผมไป ท่ามกลางความมืดสลัวของแนวต้นสนริมหาด มีเงาร่างคุ้นเคยสองร่างกำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมกับเสียงโวยวายที่ดังแทรกเสียงคลื่น "เฮ้ย! แกสองคนเคลียร์กันถึงไหนแล้ววะ! กูเห็นนะเว้ยว่าเมื่อกี้เกือบจะได้จุ๊บกันอยู่รอมร่อ!" เสียงแปดหลอดของจ๋าแผดขึ้นมา ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของบอยที่ถือมือถือส่องแฟลชเปิดไฟฉายพุ่งตรงมาทางเราเต็มๆ หน้า จนผมต้องยกมือขึ้นบังแทบไม่ทัน และความลับที่ผมกำลังจะบอกธาม... ก็ถูกกลืนหายไปกับเสียงหัวเราะแซวของเพื่อนตัวแสบในวินาทีนั้นเอง! --- ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความสัมพันธ์ป่วนๆ ของคู่กัดคู่นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายปากแซ่บกับยัยรูมเมตตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%