เสียงคำรามต่ำของฟ้าผ่าด้านนอกกระจกบานสูง ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับแรงกดดันมหาศาลจากคนที่กำลังยืนประจันหน้ากับผมอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว ณ เพ้นท์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึก
"คุณกลับไปไม่ได้หรอกรินทร์ ดูสภาพข้างนอกนั่นสิ ถนนหน้าตึกคงกลายเป็นคลองไปแล้ว"
คินน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนาราวกับกำลังรายงานยอดขายประจำไตรมาส แต่ดวงตาสีเข้มคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก มือหนายกขึ้นปลดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อเชิ้ตสีขาวออกอย่างเชื่องช้า ท่าทางที่ดูสบายๆ นั้นกลับทำเอาหัวใจผมกระตุกวูบอย่างไม่มีเหตุผล
ผมกอดอกแน่น ถอยหลังไปก้าวหนึ่งจนแผ่นหลังชนเข้ากับประตูห้องที่ถูกล็อกกลอนไว้เรียบร้อยโดยฝีมือผู้ชายหน้ามึนตรงหน้า "ฉันมีร่ม มีรองเท้าบูทกันน้ำ และที่สำคัญ... ฉันไม่อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคนที่ชอบใช้อำนาจบาทใหญ่เอาเปรียบคนอื่นค่ะ... เอ๊ย! หมายถึง... คนอื่นอย่างฉันค่ะ!"
ผมเผลอหลุดปากเกือบใช้คำสรรพนามผิดเพี้ยนไปหมด เพราะความใกล้ชิดที่บีบอัดพื้นที่หายใจจนสมองรวนเร คินน์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มร้ายกาจ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละก้าวอย่างคุกคาม ราวกับเสือดาวที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม
"ปากเก่งจังนะ... เวลาตกใจเนี่ย"
เสียงทุ้มต่ำดังอยู่ใกล้แค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากไวน์มื้อค่ำลอยปะทะเข้ากับใบหน้าของผม คินน์ไม่ได้แตะต้องตัวผมตรงๆ แต่รัศมีตัวตนของเขาที่โอบล้อมผมไว้กับบานประตู ทำให้ผมแทบไม่กล้าหายใจแรง
"ถอยไปเลยนะบอส... อื้อ!"
ผมพยายามจะยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างนั่นออก แต่ทว่าจังหวะเดียวกันนั้นเอง... เปรี้ยง! เสียงฟ้าผ่าสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับแสงไฟภายในห้องที่ดับวูบลงทันที ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่งในเสี้ยววินาที เหลือเพียงแสงสว่างวาบจากสายฟ้าที่ฟาดผ่านกระจกเข้ามาสะท้อนร่างของเราสองคน
ความตกใจทำให้ผมเผลอเซถลาเข้าไปหาแผงอกแกร่งโดยอัตโนมัติ มือใหญ่ที่เคยไขว่ห้วงอยู่ข้างลำตัวคว้าเข้าที่เอวบางของผมไว้แน่นตามสัญชาตญาณ เพื่อไม่ให้เราล้มลงไปกองกับพื้น
สัมผัสผ่านเนื้อผ้าบางเบาร้อนผ่าวราวกับเตาไฟ ฝ่ามือของเขาที่ทาบทับอยู่บนสะโพกและเอวของผมให้ความรู้สึกหนักแน่นและมั่นคง จนผมเผลอกลั้นหายใจ สมองขาวโพลนไปหมดในความมืด ความเงียบงันเข้าปกคลุม มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวโครมคราม... ไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากอกของผม หรือมาจากอกของคนที่กำลังกอดผมไว้แน่นกันแน่
"ปล่อยนะ..." ผมกระซิบเสียงสั่น พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง แต่ยิ่งดิ้น ร่างกายของเราก็ยิ่งแนบชิดกันมากขึ้นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
"ถ้าปล่อย... คุณจะล้มนะรินทร์" เสียงทุ้มกระซิบอยู่ข้างใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดลาดไหล่จนผิวเนื้อบริเวณนั้นซ่านสยิว "อยู่เฉยๆ น่า... มืดตื้อแบบนี้ คุณไม่อยากสะดุดขาตัวเองหัวฟาดพื้นหรอกจริงไหม"
"ฉันดูแลตัวเองได้..."
"แต่ผมไม่อยากให้คุณเจ็บตัว... ในอาณาเขตของผม" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง มันมีความนุ่มนวลเจือความดุดันที่ยากจะต้านทานซ่อนอยู่
ในความมืดที่ไร้ซึ่งแสงไฟ ประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ กลับทำงานเด่นชัดขึ้นเป็นทวีคูณ ผมได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของเขา ปลายจมูกของเราเฉียดกันไปมาทุกครั้งที่ขยับตัว ความใกล้ชิดที่เกินเส้นแบ่งนี้กำลังทำให้ผมหลอมละลาย หัวใจเจ้ากรรมทรยศด้วยการเต้นถี่รัวจนน่ากลัว มือที่เคยคิดจะผลักไส กลับเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตด้านหลังของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
คินน์ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือหนาข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาประคองท้ายทอยของผมไว้ นิ้วเรียวยาวสอดเข้าไปในกลุ่มผมสลวยแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนแต่มั่นคงนั้นทำให้ผมเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในความสลัว
ดวงตาสีเข้มคู่นั้นจ้องมองมาที่ผมราวกับจะกลืนกิน แสงวาบจากสายฟ้านอกหน้าต่างสาดส่องเข้ามาพอให้เห็นเค้าโครงใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างชัดเจน ไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งหรือรอยยิ้มกวนประสาทเหมือนทุกที มีเพียงความจริงจังที่สั่นคลอนหัวใจของคนมองจนย่อยยับ
"รินทร์..."
เสียงเรียกชื่อผมแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากซาตานที่กำลังร่ายมนต์สะกด ปลายนิ้วโป้งของเขาไล้เบาๆ ที่พวงแก้มเนียนอย่างหลงใหล สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้ผมสะท้านเฮือก ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง
"บอส... คือว่า..." ผมพยายามจะหาคำพูดมาปฏิเสธหรือเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้ง สมองตื้อตันราวกับถูกสูบวิญญาณ
"อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย..." คินน์กระซิบตัดบท ลมหายใจของเรารินรดกันจนแทบจะเป็นลมหายใจเดียวกัน "ผมรอจังหวะนี้มานานเกินกว่าจะปล่อยให้คุณพูดคำปฏิเสธน่าฟังพวกนั้นออกมาอีกแล้ว"
สิ้นคำพูดนั้น ศีรษะได้รูปก็โน้มลงมาหาช้าๆ ทว่ามั่นคง ริมฝีปากอุ่นจัดทาบทับลงบนเรียวปากของผมอย่างแผ่วเบาในคราแรก ก่อนจะเริ่มรุกไล่หนักหน่วงขึ้นตามแรงอารมณ์ที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ความซึนมาเนิ่นนาน
ความตกใจทำให้ผมเบิกตากว้าง แต่ความนุ่มนวลและรสจูบที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหากลับละลายสติสัมปชัญญะของผมจนหมดสิ้น มือที่กำเสื้อเขาไว้เปลี่ยนเป็นโอบรอบลำคอแกร่งโดยอัตโนมัติ ตอบรับสัมผัสวาบหวามนั้นอย่างเผลอไผล ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำอยู่ภายนอกห้อง
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟสำรองภายในห้องที่สว่างวาบขึ้นฉับพลัน เผยให้เห็นภาพที่เราสองคนกำลังยืนกอดก่ายแนบชิดริมฝีปากแทบจะไม่ผละออกจากกัน
ผมสะดุ้งสุดตัว ผลักอกเขาออกเต็มแรงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำร้อนผ่าวไปถึงใบหู รีบยกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองลวกๆ ด้วยความเขินอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี คินน์เองก็ผละถอยออกไปเล็กน้อย ดวงคมกริบไหววับขึ้นด้วยความเสียดายที่ถูกขัดจังหวะ แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยปากทำลายความเงียบ ประตูห้องทำงานที่ควรจะถูกล็อกสนิท กลับถูกเปิดผางเข้ามาด้วยฝีมือของบุคคลที่สามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาโผล่ที่นี่ในยามวิกาล
"พี่คินน์คะ! แย่แล้วค่ะ เกิดเรื่องใหญ่ที่..."
เสียงหวานใสของ "มุกดา" น้องสาวต่างแม่ของคินน์ที่เพิ่งบินกลับมาจากต่างประเทศดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนกลางห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นสภาพของผมและเจ้านายหนุ่มยืนหอบหายใจโยนอยู่ใกล้กันแค่คืบ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความซึนของบอสคินน์และน้องรินทร์ในตอนนี้ด้วยนะครับ
มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
เจ้านายครับ...อย่าหาเรื่องรัก•ตอนที่ 5
ค่ำคืนที่เผลอใจ
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ...อย่าหาเรื่องรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!