“ถ้าคุณคิดจะเอาเวลาทำงานไปตอบแชทหนุ่มที่ไหน ผมแนะนำว่าให้กลับไปทำที่บ้านครับ ไม่ต้องมานั่งให้ผมเห็นหน้าให้หงุดหงิดเล่น”
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะกระด้างดังขึ้นเหนือหัว รินทร์ชะงักมือที่กำลังแตะหน้าจอโทรศัพท์ เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองทันที เพราะรู้ดีว่าภายใต้ประโยคเสียดสีนั่นคือความเอาแต่ใจระดับล้านของท่านประธานคินน์ ที่นับวันจะยิ่งทวีความเผด็จการมากขึ้นทุกที
รินทร์วางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กึก’ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงใจ “ดิฉันจัดการงานเอกสารส่วนของคุณเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ กาแฟก็ไปวางไว้ให้บนโต๊ะแล้ว ส่วนเรื่องส่วนตัว... ดิฉันคิดว่ามันไม่น่าจะรวมอยู่ในสัญญาจ้างเลขาของคุณนะครับ คุณคินน์”
คินน์หรี่ตาลง รัศมีคุกคามแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำหัวเธออยู่ เขาโน้มตัวลงมาจนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมยี่ห้อโปรดของเขาที่เจือด้วยกลิ่นจางๆ ของยาสูบฟุ้งกระจายจนรินทร์เผลอกลั้นหายใจ
“สัญญาจ้างเหรอ?” คินน์เค้นหัวเราะในลำคอ “ในสัญญาไม่ได้ระบุเหรอว่าเลขาส่วนตัวต้องทำหน้าที่ ‘สนองความพอใจ’ ของเจ้านายด้วย”
“นั่นมันสัญญาฉบับไหนคะ? ฉบับที่สร้างขึ้นในจินตนาการของคุณหรือเปล่า?” รินทร์สวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย
บรรยากาศในห้องทำงานกว้างขวางตึงเครียดจนเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน ทว่าก่อนที่สงครามเย็นจะขยายตัวไปมากกว่านั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
ยังไม่ทันที่คินน์จะอนุญาต ประตูกระจกบานหรูถูกผลักเข้ามาอย่างถือวิสาสะ ร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาด้วยท่าทีดั่งนางพญา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลไปทั่วห้องทำให้รินทร์เผลอขมวดคิ้ว
“คินน์... เห็นตารางงานแน่นขนาดนี้ แต่ยังเจียดเวลามาทำอะไรสนุกๆ กับเลขาอยู่เหรอคะ?”
น้ำเสียงหวานหยดแต่แฝงความร้ายกาจทำเอาคินน์ชะงัก ร่างสูงที่กำลังก้มตัวใส่รินทร์ผละออกทันที ใบหน้าคมคายที่เคยเย็นชาเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยจนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ รินทร์มองสลับไปมาระหว่างคินน์กับผู้หญิงคนใหม่ ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่หมุนวนอยู่ในอากาศ
‘นาตาชา’ อดีตคนรักที่เคยเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจเมื่อสองปีก่อน คนที่คินน์เคยยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้ ทว่าวันนี้เธอกลับมายืนอยู่ตรงนี้ พร้อมกับรอยยิ้มที่สื่อถึงการประกาศสงคราม
“ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเข้ามาโดยไม่นัด” คินน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่มือที่กำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดขึ้นบนหลังมือฟ้องว่าเขากำลังพยายามสะกดอารมณ์บางอย่าง
“นัด? สำหรับเรายังต้องมีนัดด้วยเหรอคะคินน์” นาตาชาเดินตรงเข้ามาใกล้ ควงแขนแกร่งของคินน์อย่างถือสิทธิ์ โดยไม่แม้แต่จะปรายตาแลรินทร์ที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่หลังโต๊ะทำงาน
รินทร์รู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดเข้าหน้า ความรู้สึกจุกอกที่อธิบายไม่ถูกแล่นปราดขึ้นมา เธอรีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วหยิบสมุดจดขึ้นมาเตรียมตัวลุกออกไป แต่เสียงทุ้มของคินน์กลับรั้งเธอไว้
“จะไปไหนรินทร์? งานยังไม่เสร็จไม่ใช่หรือไง”
รินทร์หันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “ดิฉันคิดว่าคุณน่าจะมีธุระส่วนตัวที่ต้องจัดการนะคะเจ้านาย”
“ธุระส่วนตัวงั้นเหรอ?” นาตาชาหัวเราะเบาๆ พลางปรายตามองรินทร์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม “ดูเหมือนเลขาของคุณจะรู้หน้าที่ดีนี่คะคินน์... แต่ก็นะ คนเป็นเลขา ก็ควรอยู่ให้ถูกที่ถูกทาง ไม่ใช่ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ทั้งที่คนข้างกายตัวจริงเพิ่งจะก้าวเข้ามา”
คำพูดจิกกัดนั้นทำเอารินทร์กำปากกาในมือแน่น ความอดทนที่สั่งสมมานานเริ่มสั่นคลอน เธอไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมให้ใครมาหยามเกียรติเพียงเพราะตำแหน่งเลขา
“ขอโทษนะครับคุณนาตาชา” รินทร์ยืดตัวตรง สบตากับหญิงสาวด้วยแววตาที่ไม่มีความเกรงกลัว “ถ้า ‘เจ้าข้าวเจ้าของ’ ที่คุณพูดถึงหมายถึงการทำตามคำสั่งเจ้านายที่เอาแต่ใจจนน่าปวดหัว ดิฉันก็ยอมรับค่ะ แต่ถ้าคุณหมายถึงสถานะอื่น... ดิฉันว่าคุณอาจจะจำผิดไปหน่อย เพราะดิฉันไม่เคยคิดจะแย่งของที่เจ้าของเขาเคยทิ้งไปแล้ว... แล้ววันดีคืนดีก็อยากจะกลับมาเก็บซากคืน”
“แก!” นาตาชาหน้าเปลี่ยนสีด้วยความโกรธจัด
“รินทร์!” คินน์ตวาดลั่น
เขากระชากแขนออกจากมือของนาตาชา ก่อนจะก้าวฉับๆ มาประจันหน้ากับรินทร์ที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความสับสนและกดดันที่รินทร์อ่านไม่ออก
“เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่?” คินน์กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน
รินทร์มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของเขา ที่ซึ่งความซึนเดเระขี้หวงมักจะแสดงออกมาเสมอ ทว่าตอนนี้มันกลับถูกแทนที่ด้วยความหวั่นไหวบางอย่างที่เธอไม่กล้าตีความ
“ดิฉันรู้ค่ะ... และดิฉันก็รู้ดีด้วยว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน” รินทร์ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากห้องไป แต่แล้วมือแกร่งก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่น
ในจังหวะที่ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องทำงานจนน่าอึดอัด เสียงโทรศัพท์ของคินน์ก็ดังขึ้นเป็นสายเข้าจากเลขาส่วนตัวหน้าห้องที่รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “คุณคินน์คะ... มีคนจากบอร์ดบริหารกำลังจะขึ้นมาพบคุณเรื่องสัญญาที่ยกเลิกไปเมื่อเช้านี้ครับ... เขาบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณนาตาชาโดยตรง”
คินน์ชะงัก มือที่จับข้อมือรินทร์ไว้เผลอบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาสบตารินทร์ สายตาที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ปิดไม่มิด และในขณะที่คินน์กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างที่ค้างคาใจ ประตูห้องก็ถูกเปิดผางออกอีกครั้งพร้อมกับร่างของชายสูงวัยที่รินทร์คุ้นหน้าดี... ประธานบอร์ดบริหารที่เป็นคู่ปรับคนสำคัญของคินน์นั่นเอง
“คินน์! เรามีเรื่องต้องคุยกันเกี่ยวกับอดีตที่เธอยังสะสางไม่จบ... โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้หญิงคนนี้ยังคงมีชื่ออยู่ในบริษัทของเรา!”
ความเงียบงันปะทะเข้ากับบรรยากาศที่มาคุ รินทร์มองดูสถานการณ์ตรงหน้าด้วยใจที่เต้นรัว คินน์ค่อยๆ ปล่อยมือเธอช้าๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับศัตรู แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นนักสู้ที่ไร้ความปรานี แต่ก่อนที่เขาจะก้าวเดินไป เขากลับหันมามองรินทร์แล้วกระซิบด้วยประโยคที่ทำเอาหัวใจเธอหล่นวูบ
“อย่าไปไหนเด็ดขาด... ถ้าเธอเดินออกไปตอนนี้ เธอจะไม่มีวันได้รู้ความจริงที่ว่า... ทำไมผมถึงยอมให้เธอกลับเข้ามาในชีวิตผมอีกครั้ง”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาถึงตอนนี้นะครับ มหายุทธ์ไร้เทียมทานจะคอยรังสรรค์ตอนต่อไปให้ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนครับ!
เจ้านายครับ...อย่าหาเรื่องรัก•ตอนที่ 13
เมื่ออดีตหวนคืน
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ...อย่าหาเรื่องรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!