กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สัญญะแห่งบรรพกาล•ตอนที่ 2

หมากกระดานแรกเริ่ม

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
หยดเหงื่อเม็ดหนึ่ง... เพียงเม็ดเดียวเท่านั้นที่ร่วงหล่นจากขอบหน้าผากของมู่หรงเซวียน กลิ้งผ่านแนวแก้มเนียนนุ่มดั่งหยกขาว ก่อนจะร่วงลงกระทบกับคมกระบี่สีนิลกาฬจนเกิดเสียง 'ติ๋ง' แผ่วเบา ทว่าในโสตประสาทของคนทั้งสอง มันกลับดังสะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดผ่ากลางฤดูร้อน ความเงียบงันแผ่ซ่านปกคลุมหอตำราดาราศาสตร์ยามวิกาล กลิ่นอายกระบี่เย็นเยียบเสียดแทงผิวเนื้อจนแสบคัน มู่หรงเซวียนไม่เคยพ่ายแพ้ ไม่เคยแม้แต่จะตกเป็นรองผู้ใดในรอบร้อยปีที่นางก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร แต่วันนี้... บัดนี้... ปลายกระบี่ของศิษย์นอกรีตผู้นี้กลับจดจ่ออยู่ ณ จุดชีพจรสำคัญบนลำคอระหง โดยที่โครงข่ายค่ายกลดาราศาสตร์เจ็ดดาวที่นางเป็นผู้ลงมือวางด้วยตนเอง กลับไม่ส่งเสียงเตือนแม้แต่ครึ่งค่อนกระแสปราณ "เจ้า..." น้ำเสียงของนางยังคงความเยือกเย็นไว้ได้ดังเดิม ทว่าแววตาคู่คมที่ทอประกายดั่งดาราในห้วงจักรวาลกลับไหววูบลงชั่วพริบตา "ใช้เคล็ดวิชาใด อำพรางเจตภูตและกระแสลมปราณของสำนักข้าได้อย่างไร" ฉินอวิ๋นไม่ถอยร่น ไม่ลำพอง ชายหนุ่มเพียงแค่ขยับปลายนิ้วชี้ข้างซ้ายแผ่วเบา อักขระสีทองแดงโบราณนับร้อยตัวก็พลันสลายตัวกลายเป็นละอองแสงโปร่งใส ร่วงหล่นสู่พื้นหินศิลา ราวกับเกล็ดหิมะที่ละลายหายไปในพริบตา เขาลดกระบี่ลงช้าๆ ทว่าท่วงทักษะและการเคลื่อนไหวนั้นสง่างามไร้ที่ติ ดั่งเซียนผู้สลัดหลุดจากพันธนาการแห่งโลกีย์ ไม่ใช่ศิษย์นอกรีตผู้ต่ำต้อยตามที่คนในสำนักตราหน้า "พี่รองมู่... ท่านประเมิน 'ค่ายกลกลืนฟ้าดิน' ของสำนักตนเองสูงเกินไป แต่กลับประเมิน 'หมากกระดาน' ในมือข้าน้อยต่ำเกินไปเสียแล้วกระมัง" ฉินอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งทระงุนในวิถีกระบี่ที่แม้แต่สวรรค์ก็มิอาจกักขัง "วิถีกระบี่มิใช่เพียงการชักเหล็กกล้าออกจากฝักแล้วฟาดฟันเพื่อเอาชีวิต แต่คือการอ่านหมากสามก้าวล่วงหน้าก่อนที่คู่ต่อสู้จะทันได้ขยับปลายนิ้ว" มู่หรงเซวียนสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง กระแสลมปราณสีครามเข้มระเบิดออกโดยรอบ ขับไล่บรรยากาศกดดันให้ถอยร่น นางก้าวถอยหลังไปสามก้าว ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย ระหว่างความโกรธเกรี้ยวที่ถูกลบหลู่ กับความทึ่งระคนลุ่มหลงในสติปัญญาที่เหนือล้ำเกินกว่ามนุษย์มนาจะหยั่งถึง "เจ้ากล้าดียังไงมาท้าทายข้าด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้?" นางเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างระหงสั่นเทาน้อยๆ ด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับ "วิธีสกปรกหรือ?" ฉินอวิ๋นแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นทั้งอบอุ่นและเย็นชาในคราเดียวกัน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหิมะมองตรงไปยังดวงตานาง "ในยุทธภพที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้ที่อ่อนแอ ความตายไม่เคยถามหาเหตุผล และชัยชนะไม่เคยเลือกว่าวิธีการใดขาวสะอาด หากข้าใช้พลังปราณปะทะกับท่านตรงๆ ป่านนี้กระดูกของข้าคงกลายเป็นปุ๋ยอยู่ใต้พื้นหอตำราแห่งนี้ไปนานแล้ว การใช้สมองรุกฆาตต่างหาก คือความเมตตาที่ข้ามีต่อท่าน... และต่อตัวข้าเอง" คำพูดนั้นเฉียบคมราวกริชที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของเซียนสาว นางเป็นผู้คุมกฏ เป็นผู้รักษาความสงบแห่งหอตำราดาราศาสตร์ ผู้คนนับหมื่นต่างก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง ไม่มีผู้ใดกล้าต่อ1ต่อปากต่อคำกับนางเช่นนี้มาเนิ่นนานนับร้อยปีแล้ว ทว่าลึกลงไปในห้วงจิตสำนึก นางกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... ทุกถ้อยคำของชายหนุ่มผู้นี้ล้วนสอดคล้องกับสัจธรรมแห่งการบำเพ็ญเพียรที่นางไขว่คว้ามาตลอดชีวิต บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบหยดเป็นน้ำแข็ง เสียงลมหายใจของมู่หรงเซวียนเริ่มผ่อนคลายลง นางประสานมือเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก "ดี... ในเมื่อเจ้ามีความมั่นใจถึงเพียงนี้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง หมากกระดานแรกเริ่มนี้ เจ้าเป็นฝ่ายเดินหมากรุกฆาตข้าได้ แต่การประลองเชิงสติปัญญาในค่ำคืนนี้ ยังอีกยาวไกลนัก" นางดีดนิ้วมือครั้งหนึ่ง แสงไฟจากคบเพลิงรอบหอตำราก็พลันเปลี่ยนจากสีส้มอบอุ่นกลายเป็นสีม่วงเข้ม บรรยากาศรอบกายพลันบิดเบี้ยว กลายเป็นมิติมายาซ้อนทับที่ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังจิตอันกล้าแข็ง มู่หรงเซวียนก้าวถอยหลังไปประทับนั่งลงบนแท่นหยกดาราศาสตร์ ดวงตาคู่งามจ้องมองฉินอวิ๋นราวกับจะกลืนกินเขาทั้งตัว "ถ้าหากเจ้าฉลาดนัก... จงตอบคำถามของข้าข้อนี้" มู่หรงเซวียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเยือกเย็นก้องกังวาน "กระบี่ไร้ลักษณ์แท้จริงแล้วมีรูปร่างเช่นไร? หากมันไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอย และไร้ชื่อเรียก แล้วเหตุใด... บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักจึงยังต้องทิ้งคัมภีร์กระบี่เล่มนี้ไว้ให้พวกเราแย่งชิงจนเลือดนองแผ่นดิน?" คำถามนี้เปรียบเสมือนหินผาถล่มทลายลงกลางใจ นี่คือปริศนาธรรมขั้นสูงสุดแห่งสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ ที่แม้แต่เจ้าสำนักคนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่แท้จริงได้ ทุกคนที่พยายามตอบล้วนจบลงด้วยธาตุไฟเข้าแทรกหรือจิตวิญญาณแตกดับ ฉินอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลง รอยยิ้มบนมุมปากเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังลึกล้ำ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ทว่า... ก่อนที่ฉินอวิ๋นจะทันได้เปล่งวาจาตอบคำถามอันสะท้านภพนั้น ทันใดนั้นเอง... พื้นศิลาเบื้องล่างของหอตำราดาราศาสตร์ก็เกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงระเบิดดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศทางของหุบเขาต้องห้าม! มู่หรงเซวียนผุดลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด แววตาฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "แย่แล้ว... ผนึกมารบรรพกาล... ถูกปลดปล่อยแล้วหรือ!" ฉินอวิ๋นไม่รอช้า ร่างสูงโปรดปรานพุ่งทะยานเข้าไปประชิดตัวนางในพริบตา มือหนาคว้าข้อแขนเรียวบางของเซียนสาวไว้แน่น ดวงตาคมกริบมองทะลุผ่านหน้าต่างหอตำราออกไปสู่ท้องฟ้ายามวิกาลที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในหัว และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างสีดำสนิทนับพันสายก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกของแผ่นดิน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทั้งยุทธภพ— *ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของ "หมึกทองคำข้ามภพ" ด้วยดีเสมอมานะครับ*
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สัญญะแห่งบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%