กลิ่นอายความตายมิได้มาพร้อมกับเสียงคำรามของฟ้าดินเสมอไป... บางครั้งมันคละคลุ้งมากับความเงียบงัน ยามที่หยดเลือดสีชาดร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาโบราณ ช้าๆ ทว่าชัดเจนจนก้องกังวานในโสตประสาท
"เจ้ายังคงดื้อรั้นเช่นเดิม... ฉินอวิ๋น"
น้ำเสียงนั้นเยียบเย็นดั่งน้ำค้างยามเหมันต์ แต่แฝงไว้ด้วยความระทึกใจที่ยากจะซ่อนเร้น มู่หรงเซวียนยืนอยู่เบื้องหน้า ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองจากตำราดาราศาสตร์ในมือ นางมิได้มองเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าแววตาคู่นั้นกลับลึกล้ำดั่งห้วงมหาสนุกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิตที่กล้าต่อกรกับกฎเกณฑ์แห่งสำนัก
ฉินอวิ๋นกระอักโลหิตออกมาคำโต ปลายลิ้นรับรู้ถึงรสชาติคาวคลุ้งของความพ่ายแพ้ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ เขามิได้สะท้านสะเทือนต่อบาดแผลฉกรรจ์บนอกซ้าย ร่างกายมนุษย์เป็นเพียงเปลือกหอยเปราะบาง สิ่งที่เขาสนใจหาใช่ความเจ็บปวด หากแต่เป็นรอยร้าวบนแผ่นศิลาเบื้องหลัง ที่บัดนี้ปรากฏเส้นสายอักขระแปลกประหลาด—อักขระที่ไร้ซึ่งบันทึกใดในตำราสามพันเล่มของหอฟ้าดิน
"กฎของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์มีไว้เพื่อผู้ที่ไร้ซึ่งปัญญา... แต่มู่หรงเซวียน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิถีกระบี่ที่เจ้าก무งกMนอยู่ เป็นจุดสูงสุดของเส้นทางนี้แล้ว?" ฉินอวิ๋นแย้มยิ้ม มุมปากเปื้อนเลือดหยาดหยดลงบนพื้นหิน เกิดเป็นควันจางๆ สลายกลิ่นอายปราณกระบี่ที่กดทับอยู่รอบด้านให้เบาบางลงได้ชั่วพริบตา
นี่คือหุบเขาที่ถูกลืม สถานที่ซึ่งบรรพชนสำนักกระบี่เคยใช้กักขังวิญญาณแห่งความทะเยอทะยาน ไร้ซึ่งแสงตะวัน มีเพียงแสงเรืองรองจากห้วงดาราที่สาดส่องผ่านรอยแยกของหน้าผาหินอัคนีโบราณ มู่หรงเซวียนขมวดคิ้วมุ่น นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดศิษย์นอกรีตผู้นี้ถึงยังคงมีรอยยิ้มเย้ยหยันเช่นนั้นได้ ทั้งที่กระบี่ของนางจ่ออยู่ที่ชีพจรจุดตาย
"เจ้ากำลังเล่นกับสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง..." นางกล่าวเบาๆ ทว่าจริงจัง สายตาคมปลาบกวาดมองไปที่รอยร้าวบนศิลาเซียน "อักขระเหล่านั้น... มันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ในยุคนี้ควรรู้จัก"
"ถูกต้อง มันไม่ใช่ของยุคนี้" ฉินอวิ๋นแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วที่ชุ่มเลือดแตะลงบนรอยสลักประหลาดนั้นทันที โดยไม่สนว่าพลังสะท้อนกลับจะฉีกกระชากเส้นเอ็นของเขาให้ขาดวิ่นหรือไม่
*เปรี้ยง!*
คลื่นพลังโบราณระเบิดออกมาราวกับสัตว์อสูรตื่นจากการจำศีล แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณพัดพาเอาฝุ่นผงศิลาปลิวว่อน มู่หรงเซวียนสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่งเพื่อสร้างม่านพลังคุ้มกาย นางถอยหลังไปสามก้าวอย่างไม่ตั้งใจ ประกายตาสั่นไหวด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรก
รอยร้าวบนศิลาเซียนมิได้แตกสลาย... แต่มันกำลัง *'ลืมตา'*
ลวดลายอักขระโบราณเริ่มเปล่งแสงสีทองหม่นและสีครามสลับกันไปมา ราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิตที่หลับใหลมานับหมื่นปี กลิ่นอายแห่งกาลเวลาและคัมภีร์บรรพกาลถาโถมเข้าใส่ร่างของทั้งสองคนจนลมหายใจติดขัด ฉินอวิ๋นหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า ทว่าแววตาของเขากลับเป็นประกายเจิดจ้าดั่งดวงดาวที่เพิ่งกำเนิดใหม่ในความมืดมิด
"เจ้าบ้าไปแล้ว!" มู่หรงเซวียนอุทานเสียงหลง ร่างเพรียวบางพุ่งเข้ามาหมายจะฉุดกระชากตัวเขาออกห่างจากศิลาอาถรรพ์ ทว่าช้าเกินไป...
พลังงานสายหนึ่งพุ่งทะยานจากรอยสลัก พุ่งเข้าสู่ร่างของฉินอวิ๋นผ่านปลายนิ้วโดยตรง ดวงตาของเขากลายเป็นสีทองบริสุทธิ์อย่างไร้ร่องรอยของมนุษย์ เสียงกระซิบจากห้วงมิติอันไกลโพ้นดังขึ้นในหัว สมองของเขาเหมือนถูกเปิดออกด้วยกุญแจโบราณ เคล็ดวิชาและค่ายกลนับหมื่นรูปแบบไหลทะลักเข้ามาจนแทบระเบิด
ทว่า ในวินาทีที่ฉินอวิ๋นคิดว่าตนเองกำลังจะควบคุมพลังมหาศาลนี้ได้ เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบที่ปากทางเข้าหุบเขา... ไร้ซึ่งซุ่มเสียง ไร้ซึ่งลมหายใจ
"ในที่สุด... ข้าก็หากุญแจดอกนี้พบ"
เสียงแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกดังขึ้น พร้อมกับปลายกระบี่สีนิลกาฬที่สะท้อนแสงจันทร์ ทาบติดอยู่กับลำคอระหงของมู่หรงเซวียนในระยะประชิดโดยที่นางไม่ทันรู้ตัวแม้แต่น้อย!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
"หมึกทองคำข้ามภพ"
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สัญญะแห่งบรรพกาล•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนศิลาเซียน
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สัญญะแห่งบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
