"เศษสวะแห่งสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเนตรสวรรค์ของหอคอยทศพิธไปได้เช่นนั้นหรือ?"
สุ้มเสียงแหบพร่าดั่งกะโหลกผีเสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เบื้องหน้าคือเงาร่างสีดำสนิทนับพันสายที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกของแผ่นดินเมื่อครู่ แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก ทว่า ฉินอวิ๋นกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายืนไขว่ห้างอยู่บนยอดสนโบราณ ชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าต้องสายลมจนสะบัดพับ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่หาความเกรงกลัวมิได้
วิถีกระบี่... หาใช่การใช้กำลังหักหาญไม่ หากแต่เป็นการอ่านใจฟ้าดิน
"เนตรสวรรค์?" ฉินอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมกวาดมองผู้มาเยือนเบื้องล่างที่แผ่ไอสังหารเข้มข้น "เกรงว่านั่นจะเป็นเพียง 'ตาหามีแววไม่' ของพวกสุนัขรับใช้ที่ยอมจำนนต่อเศษเดนพลังมารเสียมากกว่า"
สิ้นคำ ประกายตาสีทองวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งที่ปลายนิ้วเรียวยาวของเขา เลือดหยดหนึ่งถูกป้ายลงบนแผ่นยันต์กระดาษสีชาที่เตรียมไว้ล่วงหน้า อักขระโบราณนับหมื่นตัวบนแผ่นยันต์พลันเรืองแสงสีชาดสว่างวาบราวกับมีชีวิตขึ้นมา ในยุทธภพนี้ ผู้คนต่างหลงงมงายในกระบี่และคัมภีร์ล้ำค่า ทว่าพวกมันกลับหลงลืมไปว่า อักษรและค่ายกลต่างหากคือรากเหง้าที่แท้จริงก่อนที่ฟ้าดินจะแบ่งแยก
"ฆ่ามัน! อย่าให้มันใช้เคล็ดวิชาลวงตาได้!"
ผู้อาวุโสชุดดำผู้หนึ่งแผดเสียงคำรามลั่น มันตวัดกระบี่ในมือส่งคลื่นกระบี่สีนิลกาฬผ่าผ่ามิติพุ่งตรงเข้าใส่ร่าของฉินอวิ๋นหมายสังหารให้สิ้นซากในกระบวนท่าเดียว ทว่าน่าแปลกยิ่งนัก... ทันทีที่คลื่นกระบี่สัมผัสโดนเงาร่างนั้น ร่างของฉินอวิ๋นกลับสลายกลายเป็นเพียงควันสีขาวจางๆ
ภาพลวงตา!
"เดรัจฉานเอ๊ย! มันใช้ยันต์สับเปลี่ยนเงาตั้งแต่เมื่อใดกัน!" ผู้อาวุโสชุดดำแผดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความแค้นเคือง
ห่างออกไปสามลี้ ณ ถ้ำผาชันอันเงียบสงบ ฉินอวิ๋นทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นศิลาเย็นเฉียบ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม แม้ภายนอกเขาจะดูสุขุมเยือกเย็นปานเซียนผู้บรรลุธรรม ทว่าการสะท้อนพลังจิตวิญญาณเพื่อหลอกลวงผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมวิญญาณนับร้อยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย กระอักเลือดคำโตพุ่งทะลักออกจากปาก รสชาติคาวสนิมคละคลุ้งในโพรงปาก ทว่าแววตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกายคมกริบดั่งกระบี่ที่เพิ่งลับคมจากเตาหลอม
"บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ยังมีแก่ใจมานั่งยิ้มเยาะเย้ยชะตากรรมอยู่อีกหรือ?"
สุ้มเสียงไพเราะดั่งระฆังแก้วกังวาน ทว่าเย็นชาเสียดกระดูกดังขึ้นที่ปากทางเข้าถ้ำ มู่หรงเซวียนก้าวเท้าเข้ามาอย่างเชื่องช้า นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายกลุ่มดาวกระบี่ด้วยด้ายเงิน ผมยาวสลวยดั่งเส้นไหมสีนิลปลิวไสวตามแรงลมยามราตรี ในมือเรียวดุจหยกถือกระบี่เทพดาราที่ยังคงส่งไอเย็นยะเยือกออกมาไม่ขาดสาย นางมองบุรุษที่นั่งเปื้อนเลือดอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาซับซ้อน ที่ก้นบึ้งของนัยน์ตาคู่สวยนั้นมีความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชาอย่างแนบเนียน
ฉินอวิ๋นเงยหน้าขึ้นสบตาเซียนสาวผู้สูงส่ง มุมปากหยักยิ้มบางเบา "หากข้าไม่ทำเช่นนั้น เกรงว่าคุณหนูมู่หรงคงต้องเก็บศพข้าไปโยนให้สุนัขป่ากินเปนแน่แท้... ท่านว่าจริงหรือไม่?"
"วาจาคมคายเช่นนี้ สมแล้วที่เป็นศิษย์นอกรีตผู้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งเก้าสำนักใหญ่" มู่หรงเซวียนปรายตามองคราบเลือดบนพื้น นางเดินเข้าไปใกล้เขาก้าวหนึ่ง กลิ่นอายหอมละมุนดั่งดอกเหมันต์ลอยละล่องเข้าจมูก "เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังเล่นกับไฟ เจ้าใช้ 'ยันต์ไร้เงา' ตบตาหอคอยทศพิธ เท่ากับประกาศสงครามกับเบื้องบนอย่างเปิดเผย ต่อให้เจ้ามีเก้าชีวิต ก็มิอาจรอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกมันไปได้หรอก"
"ฟ้าดินยังมีช่องว่าง นับประสาอะไรกับพวกตาแก่สติฟั่นเฟือนเหล่านั้นเล่า" ฉินอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอย่างประหลาด เขายันกายลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ แม้ร่างกายจะยังคงปวดร้าวจากพิษบาดแผล ทว่าแผ่นหลังนั้นกลับตั้งตรงไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด "ข้าเกิดมาเพื่อฝืนลิขิตฟ้า มิใช่เพื่อก้มหัวรับความอยุติธรรม หากพวกมันต้องการชีวิตข้า ก็ต้องเอาชีวิตของพวกมันมาแลก"
มู่หรงเซวียนนิ่งเงียบไป นางมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ทะนงตน และแบกรับความแค้นอันหนักอึ้งของตระกูลเอาไว้ทั้งหมด หัวใจที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งนับร้อยปีของนางพลันกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่บุรุษผู้นี้ก้าวเข้ามามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของนางถึงเพียงนี้?
"เจ้า... คนโง่เง่า" นางพึมพำเบาๆ ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ เม็ดยาโอสถสีเขียวมรกตส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลก็ลอยไปปรากฏตรงหน้าฉินอวิ๋น "นี่คือ 'โอสถหยกสวรรค์' กลืนมันลงไปเสีย เจ้ายังตายตอนนี้ไม่ได้... ข้ายังไม่อนุญาต"
ฉินอวิ๋นรับเม็ดยามาด้วยรอยยิ้มละมุน เขามองสตรีผู้เยือกเย็นแต่กลับอ่อนโยนกับเขาเพียงผู้เดียวด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกอันล้ำลึก "ขอบคุณท่าน... มู่หรง"
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะกลืนเม็ดยาโอสถลงคอ... บรรยากาศภายในถ้ำก็พลันเปลี่ยนแปรเป็นหนทึบและกดดันอย่างฉับพลัน!
เปลวไฟในคบเพลิงข้างผนังถ้ำเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีเขียวมรกตในพริบตา พร้อมกันนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก้าวก็ดังสะท้อนก้องมาจากด้านนอก ราวกับว่าพวกมันไม่ได้มาจากการเดิน ทว่ามาจากการเคลื่อนย้ายพริบตา!
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ศิษย์นอกรีตแห่งสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ กับเซียนสาวผู้สูงศักดิ์แห่งหอตำราดาราศาสตร์ แอบมาพบกันลับๆ เช่นนี้ น่าสนุก น่าสนุกยิ่งนัก!"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกดังสะท้อนก้องกังวาน พร้อมกับที่เงาร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่งก้าวพ้นม่านหมอกเข้ามา ปราณกระบี่อันไร้ลักษณ์และดุดันพุ่งทะยานกดทับจนเพดานถ้ำสั่นสะเทือนเศษหินร่วงกราว
ฉินอวิ๋นหรี่ตาลงมองผู้มาเยือนอย่างพินิจ ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... คนผู้นี้ไม่ใช่ผู้อำนวยการทั่วไปของหอคอยทศพิธ หากแต่เป็น "ราชครูมารโลหิต" ผู้เร้นกายจากยุทธภพไปนานกว่าสามร้อยปี!
และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น... บนหน้าอกของราชครูมารโลหิต มีตราประทับรูป "กระบี่ไร้ลักษณ์" ประทับอยู่เช่นเดียวกับรอยสักลับของตระกูลฉินที่ถูกกวาดล้างเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับวิถีกระบี่และสติปัญญาของฉินอวิ๋นนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สัญญะแห่งบรรพกาล•ตอนที่ 3
ยันต์ไร้เงา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สัญญะแห่งบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
