"ถ้ามึงคือตัวกูในอดีตที่ล้มเหลว... มึงก็ควรจำไว้นะครับว่า กูในตอนนี้ ไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว!"
เสียงคำรามของเก่งดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องใต้ดินของร้านสะดวกซื้อร้าง กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงคละคลุ้งผสมกับกลิ่นคาวสนิมจางๆ แสงไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ สาดส่องกระทบเงาร่างนับสิบที่ก้าวออกมาจากความมืด ทุกร่างล้วนมีใบหน้า ทรงผม และชุดยูนิฟอร์มพนักงานออฟฟิศยับยู่ยี่แบบเดียวกับเขาไม่ผิดเพี้ยน หากแต่สิ่งที่แตกต่างคือร่องรอยแห่งความพ่ายแพ้บนร่างกาย—ร่างหนึ่งมีแผลเป็นจากการโดนไล่ออกจากงานเพราะทำแฟ้มเอกสารบริษัทปลิวตกท่อ ร่างหนึ่งมีรอยฟกช้ำจากการโดนเจ้าของห้องเช่าไล่ตะردเพราะค้างค่าเช่าสามเดือน และอีกร่างหนึ่ง… คือภาพสะท้อนของความสิ้นหวังในวันที่เก่งเคยคิดอยากจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา
ร่างโคลนเงาทั้งสิบก้าวเข้ามาพร้อมกัน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับเสียงฆ้อนทุบลงบนแผ่นอกของเก่ง ความกดดันระดับที่ทำให้หายใจไม่ออกแผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ
เก่งก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังของเขาชนเข้ากับชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตที่พยายามฝังกลบไว้กำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้าต่อตา ภาพความอัปยศอดสู คำดูถูกเหยียดหยามจากหัวหน้างาน และความรู้สึกไร้ค่าที่กัดกินหัวใจมาตลอดชีวิตกำลังไหลทะลักเข้ามาในหัว
*‘แกมันก็แค่ไอ้ขี้แพ้…’* เสียงกระซิบจากเงาร่างแรกดังขึ้นในโสตประสาท *‘ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ… อยู่ไปก็รกโลก…’*
เก่งทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นซีเมนต์เย็นเฉียบ มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมศีรษะ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกลัวที่ฝังรากลึก เขากำลังจะยอมจำนนต่อภาพลวงตาแห่งความล้มเหลวเหล่านั้นอยู่รอมร่อ
แต่ทว่า…
*โคร้ม!*
เสียงเหล็กฉีกขาดดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยแรงลมกระโชกแรงที่พัดเอาฝุ่นตลบอบלอบไปทั่วบริเวณ ร่างของใครบางคนพุ่งทะลุผนังปูนซีเมนต์หนาเข้ามาในห้องใต้ดินราวกับกระสุนปืนใหญ่ เศษอิฐและปูนกระจายเกลื่อนกลาด ฝุ่นควันจางลงเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำยับยื่น มือข้างหนึ่งถือซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ฉีกกินค้างไว้ ส่วนมืออีกข้าง… กำลังถือท่อเหล็กขึ้นสนิมความยาวเกือบเมตร
"หนวกหูชะมัดวะ!"
เสียงทุ้มห้าวที่คุ้นเคยตะโกนลั่น เทพแอรีสในสภาพผมเผ้ากระเซิง เนคไทหลุดลุ่ย และมีคราบซองมาม่าติดอยู่ที่มุมปาก ยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าเก่ง แผ่นหลังกว้างของเทพสงครามผู้ตกงานคนนี้บังเงาร่างแห่งความมืดมิดทั้งหมดไว้จนมิด
เก่งเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง น้ำตาคลอเบ้า "คุณ… แอรีส?"
แอรีสไม่ได้หันกลับมามอง เขาเพียงแค่ใช้มือข้างที่ว่างปาดเหงื่อที่หน้าผาก ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังร่างโคลนทั้งสิบที่กำลังย่างสามขุมเข้ามา "ไอ้พวกเงาเฮงซวยนี่มันเป็นใครวะ? หน้าตาน่าเกลียดน่าชังเหมือนแกไม่มีผิดเพี้ยนเลยเก่ง แถมส่งเสียงน่ารำคาญน่าดูชม… รู้ไหมว่าฉันกำลังซดมาม่ารสมหมูสับคำสุดท้ายอยู่พอดีเลยนะเว้ย!"
เงาร่างตัวแทนความล้มเหลวพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกัน ร่างหนึ่งง้างหมัดพุ่งตรงมาที่แอรีสด้วยความเร็วสูง
"ระวังครับ!" เก่งส่งเสียงร้องเตือนด้วยความตกใจสุดขีด สัญชาตญาณความขี้เกรงใจและห่วงใยผู้อื่นพุ่งพล่าน แม้แต่ในสถานการณ์คอขาดบาดตายเขายังอดเป็นห่วงเทพตกอับคนนี้ไม่ได้
แต่แอรีสกลับหัวเราะในลำคอ มุมปากหยักยิ้มเหี้ยมเกรียม "ห่วงตัวเองก่อนเถอะน่าไอ้มนุษย์!"
*ปัง!*
ท่อเหล็กในมือแอรีสฟาดเข้าใส่ใบหน้าของเงาร่างแรกอย่างเต็มแรง แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้ร่างโคลนปลิวละลิ่วไปกระแทกกับผนังห้องจนยุบลงไปเป็นแอ่ง การเคลื่อนไหวของเทพสงครามไม่ได้มีความปรานีหรือลีลาสวยงามใดๆ ทั้งสิ้น มันดิบเถื่อน ป่าเถื่อน และเต็มไปด้วยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ถูกกดดันมานานจากการตกงานและไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง
"แกคิดว่าความล้มเหลวในอดีตมันน่ากลัวนักรึไงวะไอ้เก่ง!" แอรีสตะโกนเสียงดังลั่นขณะหลบหมัดของเงาร่างที่สอง แล้วใช้ศอกกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่จนร่างนั้นงอเป็นกุ้ง "ฟังฉันให้ดีนะเว้ย! บนสวรรค์น่ะ ถ้าแกทำของหายครั้งเดียว แกก็กลายเป็นขยะสังคมทันที! ถ้าฉันมัวแต่มานั่งกลัวอดีตป่านนี้ฉันคงโดนเทพองค์อื่นเหยียบจมดินไปนานแล้ว!"
เก่งนั่งมองแผ่นหลังของแอรีสที่กำลังต่อสู้กับเงาร่างนับสิบอย่างไม่คิดชีวิต หยาดเหงื่อและเลือดซิบๆ ไหลตามไรผมของเทพหนุ่ม ร่างกายของแอรีสสะินสะเทือนจากการรับมือกับศัตรูจำนวนมาก แต่ไม่มีทีท่าว่าจะถอยเลยแม้แต่นصก้าวเดียว
ภาพซ้อนทับบางอย่างปรากฏขึ้นในหัวของเก่ง… ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เก่งคิดว่าตัวเองอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด เผชิญหน้ากับความซวย ความล้มเหลว และการดูถูกเหยียดหยามโดยลำพัง ไม่เคยมีใครยืนเคียงข้าง ไม่เคยมีใครกล้าพอที่จะก้าวเข้ามาในความมืดมนของเขาเพื่อปกป้องเขาจากปิศาจในใจตัวเอง
แต่ตอนนี้… เทพเจ้าตกอับผู้ติดมาม่าซอง สติไม่ค่อยสมประกอบ และชอบใช้ความรุนแรงอย่างไร้เหตุผลคนนี้ กลับกำลังยืนเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องพนักงานออฟฟิศดวงซวยอย่างเขา
ความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นในอก ลามเลียไปทั่วร่างกาย ขจัดความหนาเหน็บของความกลัวให้มลายหายไป ความอบอุ่นที่เก่งไม่เคยได้รับมาเนิ่นนานแผ่ซ่าน ชั่วขณะนั้นเอง หัวใจของเก่งก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ความลังเล หวาดกลัว และความรู้สึกเกลียดชังตัวเองในอดีต ถูกแทนที่ด้วยประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นี่ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานชั่วคราว… นี่คือสหายร่วมเป็นร่วมตายอย่างแท้จริง
เก่งสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด มือที่สั่นเทากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เลือดสีแดงสดซึมออกมาแต่เขาไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย เขายันกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง สายตาที่เคยหม่นหมองและมองโลกในแง่ร้าย บัดนี้กลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและดุดันขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
"คุณแอรีสครับ…" เก่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทแต่ทรงพลังจนแอรีสต้องเหลือบสายตากลับมามองแวบหนึ่ง
"อะไรของแกอีกวะ?" แอรีสปัดเศษฝุ่นออกจากไหล่ขณะใช้เท้าเหยียบตรึงเงาร่างหนึ่งไว้กับพื้น
เก่งยกมุมปากขึ้นยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความแห้งแล้งหรือฝืนทนอีกต่อไป แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่พร้อมจะชนกับความชิบหายเบื้องหน้า "ผมไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเพื่อนร่วมทีม… และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง… ไม่ยอมให้ใครมาพังมื้ออาหารราคาแพงของคุณหรอกครับ!"
สิ้นคำพูด เก่งก็พุ่งตัวเข้าไปคว้าท่อเหล็กอีกท่อนที่ตกอยู่บนพื้น แล้วเหวี่ยงเข้าใส่เงาร่างที่กำลังจะลอบทำร้ายแอรีสจากด้านหลังอย่างแม่นยำและรุนแรง แรงกระแทกส่งผลให้เงาร่างนั้นสลายกลายเป็นควันสีดำจางหายไปในพริบตา
แอรีสชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะร่วนออกมาเสียงดังลั่น "ฮ่าๆๆ! พูดได้ดีนี่หว่าไอ้มนุษย์! แบบนี้ค่อยสมเป็นลูกผู้ชายหน่อย!"
พวกเขายืนพิงหลังชนกัน ท่ามกลางวงล้อมของเงาร่างแห่งความล้มเหลวที่เหลืออยู่ แม้ศัตรูจะมีจำนวนมากกว่าและเต็มไปด้วยความทรงจำอันเจ็บปวด แต่ในวินาทีนี้ เก่งไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความวิกฤตทำให้พวกเขากลายเป็นกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันถูกทำลาย
ทว่า… ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเตรียมตัวรับมือกับการโจมตีระลอกสุดท้าย ประตูเหล็กบานใหญ่ของห้องใต้ดินก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นช้าๆ
*แอ๊ด……*
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ เงาร่างทั้งสิบหยุดชะงักการเคลื่อนไหว แอรีสและเก่งหันไปมองพร้อมกันด้วยความระแวกระวัง
ท่ามกลางความมืดมิดของทางเข้า ร่างของบุคคลปริศนาก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดัง *ก๊อก… ก๊อก…* เป็นจังหวะ ราวกับเสียงนับถอยหลังสู่หายนะครั้งใหม่ ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีดำสนิทฮู้ดคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าครึ่งบน เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก และในมือข้างขวาของเขานั้น… กำลังถือวัตถุบางอย่างที่ทำให้เก่งต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด
นั่นคือ… รีโมทคอนโทรลหน้าตาประหลาดที่มีปุ่มสีแดงกะพริบถี่ๆ พร้อมกับหน้าจอดิจิตอลที่กำลังนับถอยหลังตัวเลขสีแดงฉาน: *[00:10]*
"ยินดีต้อนรับสู่บทสรุปที่แท้จริงครับ… พนักงานเก่ง และท่านเทพผู้ตกอับ" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยเอ่ยขึ้นพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะกดลงบนปุ่มสีแดงนั้นทันที!
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์•ตอนที่ 36
มิตรภาพระหว่างคนกับเทพ
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!