เสียงกระแทกของแก้วเซรามิกราคาถูกกระทบลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังปัง จนน้ำซุปมาม่ารสหมูสับที่เหลืออยู่ครึ่งก้นถ้วยกระฉอกออกมาเปรอะเปื้อนกระดาษสัญญากู้โลกสีเหลืองกรอบ เทพแอรีสขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนเก่งต้องเอนหลังหนี สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้เขาสังកเกตเห็นเส้นเลือดที่ขมับของอดีตเทพสงครามกำลังเต้นตุบๆ ราวกับระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงานทุกเมื่อ
"คุณกำลังบ้าไปแล้วหรือครับ เก่ง!" น้ำเสียงของแอรีสไม่ได้ตะโกน แต่มันกดต่ำจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายจ้องมองทะลุเข้ามาถึงก้นบึ้งของความลังเลใจ "ผู้หญิงคนนั้นเพิ่งจะเดินออกไปจากห้องนี้ไม่ถึงหนาที คำพูดของเธอมันมีพิษสงยิ่งกว่างูเก็งกอง คุณจะมาไขว้เขวเพราะคำสับปลับของอีพวกลัทธิมารแค่นี้ไม่ได้นะครับ!"
เก่งถอนหายใจยาวเหยียด เขาใช้มือทั้งสองข้างขยี้เส้นผมของตัวเองจนยุ่งเหยิน ความเครียดสะสมจากการทำงานล่วงเวลาที่บริษัทเก่าว่าหนักหนาแล้ว ยังไม่เท่ากับความกดดันจากการต้องมาแบกรับชะตากรรมของโลกใบนี้ร่วมกับเทพเจ้าสติเฟื่องที่วันๆ เอาแต่กินมาม่าและคิดจะใช้ระเบิดนิวเคลียร์เคลียร์ปัญหาทุกอย่าง
"ผมไม่ได้ไขว้เขวครับ แอรีส..." เก่งเงยหน้าขึ้นสบตา สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนไม่มิด "แต่คุณลองคิดดูสิครับ... ตั้งแต่เราเริ่มเซ็นสัญญาบ้าๆ นี่ ชีวิตผมเจอแต่เรื่องซวยซ้ำซวยซ้อน รถไฟฟ้าเสีย เงินเดือนถูกหัก กระเป๋าตังค์หาย และล่าสุด... เกือบโดนตึกถล่มทับตาย ทั้งหมดนี่มันเพราะอะไรล่ะครับ?"
"ก็เพราะพวกมันไง! พวกเทวดาตกอับสภาบนโน่นกำลังเล่นตลกกับเรา!" แอรีสฟาดมือลงบนโต๊ะจนเศษไม้ลั่นเอี๊ยด "ถ้าคุณยังจำไม่ได้ สัญญาฉบับนั้นระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าภารกิจสำเร็จ คุณจะได้เงินร้อยล้านพร้อมสิทธิพิเศษในการเป็นอมตะ แต่ถ้าล้มเหลว... วิญญาณของคุณจะตกเป็นทาสในขุมนรกชั่วนิรันดร์!"
"นั่นแหละครับคือประเด็น!" เก่งตบโต๊ะสวนกลับบ้าง ความอดทนที่สะสมมานานนับเดือนระเบิดออกมาเป็นน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เด็ดเดี่ยว "คุณบอกผมแค่เรื่องเงินร้อยล้านกับความเป็นอมตะ แต่คุณไม่เคยบอกผมเลยสักคำว่า *‘คนที่จะโดนทำลาย... คือคุณต่างหากล่ะ เก่ง’* สัญญานั่นน่ะ... มันไม่ใช่สัญญาจ้างงาน แต่มันคือใบมรณะบัตรดีๆ นี่เอง!"
ห้องพักแคบๆ ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงพัดลมเพดานเก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งคู่ แอรีสชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมไหววับชั่วพริบ ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยันที่มักจะปรากฏขึ้นเวลาที่อีกฝ่ายจนมุมด้วยเหตุผล
"ฮึ... คุณกำลังเชื่อคำพูดของอีตั๊กแตนตำข้าวตัวนั้นจริงๆ น่ะหรือครับ?" แอรีสแค่นหัวเราะในลำคอ ยืดตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ แต่แววตากลับว่างเปล่าและเย็นชา "มนุษย์นี่ช่างหลอกง่ายเสียจริง แค่มีคนมาหยדคำหวานและทำทีเป็นเห็นอกเห็นใจหน่อย ก็พร้อมจะแทงข้างหลังคนที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาตั้งนาน... ช่างน่าสมเพชเสียจริงนะฃรับ"
คำว่า *'น่าสมเพช'* พุ่งเข้าปักอกเก่งอย่างจัง ความรู้สึกผิดที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยว สายตาของพนักงานออฟฟิศผู้ไม่เคยสู้คน ตอนนี้กลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความอัดอั้นตันใจ
"ใช่ครับ! ผมมันน่าสมเพช!" เก่งตะโกนออกมาโดยไม่สนใจว่าห้องข้างๆ จะได้ยินหรือไม่ "ผมเป็นแค่ไอ้มนุษย์เงินเดือนกระจอกๆ ที่แค่อยากกลับบ้านไปนอนดูซีรีส์อย่างสงบสุข ไม่ได้อยากเป็นฮีโร่กู้โลก ไม่ได้อยากรบราฆ่าฟันกับใครทั้งสิ้น! และที่สำคัญ... ผมไม่อยากเอาชีวิตรอดโดยการเป็นเครื่องมือให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น!"
พรึบ!
เก่งเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเอกสารคู่ใจ สลัดสัญญากู้โลกแผ่นนั้นลงบนกองขยะข้างโต๊ะอย่างไร้เยื่อใย เขาถอดบัตรประจำตัวพนักงานชั่วคราวของ 'บริษัทรับจ้างกู้โลก' วางไว้บนโต๊ะ ใกล้ๆ กับถ้วยมาม่าที่เย็นชืด
แอรีสมองการกระทำนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่กล้ามเนื้อบริเวณกรามกลับนูนเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงของอดีตเทพสงครามเยือกเย็นลงจนน่าขนลุกเมื่อเอ่ยประโยคต่อมา
"คุณรู้ใช่ไหมครับเก่ง... ว่าการเดินออกจากห้องนี้ไปโดยไม่มีสัญญารองรับ หมายความว่าอย่างไร?"
"หมายความว่าผมเป็นอิสระไงครับ" เก่งสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า ถึงแม้ขาของเขาจะสั่นพับๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่ก็ตาม "นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป งานของผมกับคุณ... จบลงแค่นี้"
เก่งหมุนตัวหันหลังให้แอรีส เขาเดินตรงไปยังประตูห้อง บิดลูกบิดแล้วผลักมันออกไปเผชิญกับโลกภายนอกที่กำลังรอคอยการตัดสินใจครั้งใหญ่ของเขา แสงไฟสลัวจากทางเดินสาดส่องเข้ามาทาบทับร่างของเขาให้เงาวยาวเหยียดทอดตัวไปเบื้องหน้า
แอรีสไม่ได้ลุกขึ้นตาม เขาเพียงแต่นั่งมองแผ่นหลังของมนุษย์ผู้โง่เขลาที่กำลังเดินจากไปอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนที่มุมปากข้างหนึ่งจะกระตุกยิ้มขึ้นช้าๆ พร้อมกับเสียงกระซิบเบาหวิวที่ลอยหายไปกับสายลม
"โง่เสียจริง... คิดว่าการฉีกสัญญาจะทำให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของ 'มัน' ได้อย่างนั้นหรือครับ"
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าของเก่งก้าวพ้นธรณีประตูและเดินลับหายไปจากมุมตึก ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพักอีกครั้ง แอรีสเอื้อมมือไปหยิบกระดาษสัญญาที่เก่งทิ้งไว้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเทพหนุ่มเริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอที่ฟังดูน่าขนลุกเกินกว่าจะเรียกว่าเสียงของมนุษย์
ทว่า ในจังหวะที่แอรีสกำลังจะโยนกระดาษแผ่นนั้นลงในถังขยะ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ... ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
แอรีสขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เพราะตามกำหนดการแล้ว ยังไม่มีตัวละครฝ่ายไหนควรจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีแม้แต่ไอพลังงานหรือจิตสังหารเล็ดลอดออกมาจากเบื้องหลังประตูบานนั้นเลยแม้แต่น้อย
"ใครกันครับ..." แอรีสเอ่ยถามเสียงเรียบ พร้อมกับกระชับมีดพกสเตนเลสในมือซ้ายอย่างระแวดระวัง
แอด... เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ราวกับถูกดันด้วยแรงลมเบาบาง ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง รอยยิ้มสุภาพแต่แฝงด้วยความเยียบเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแขกไม่速เชิญผู้นั้น ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดอยู่ที่แอรีส
"สวัสดีครับ ท่านแอรีส..." ชายชุดดำโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ผิดวิสัยคนทั่วไป "ผมได้รับคำสั่งให้มาเก็บกวาด... 'ขยะ' ที่เหลือทิ้งครับ"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางเสียงหัวเราะไปกับความกาวนี้ด้วยกันนะครับ!
บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์•ตอนที่ 16
แยกทางกันเดิน
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!