“ก้มหัวลง เก่ง! ถ้าไม่อยากให้กระหม่อมมึงกลายเป็นลาบหมูคั่ว!”
เสียงตวาดกร้าวของเทพแห่งสงครามไม่ได้ช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจผมลดลงเลยแม้แต่มิลลิวินาทีเดียว ลมหายใจอุ่นๆ ร้อนผ่าวจากปลายลำแสงเลเซอร์อนุภาคทมิฬเฉียดผ่านหนังหัวผมไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นเส้นผมไหม้เกรียมโชยหึ่งเตะจมูก ผมทิ้งตัวสไลด์ก้นแนบไปกับพื้นกระเบื้องแกรนิตโต้มันวาว หลบหลังเสาโรมันปลอมที่ทำจากโฟมอัดแข็งอย่างอนาถ ขณะที่เทพแอรีส—อดีตเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรแห่งยอดเขาโอลิมปัส ผู้ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ‘คนตกงานไร้บ้านถาวร’—กำลังยืนกางขา ทรงตัวมั่นคงด้วยรองเท้าแตะช้างดาวสีเขียวเหนี่ยวทรัพย์ มือซ้ายถือถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งน้ำข้นที่น้ำซุปหกไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนมือขวาควงง้าวเพลิงสุริยันที่เปลวไฟริบหรี่เหมือนไฟแช็กแก๊สใกล้หมด
“ข้าบอกกี่ครั้งแล้วแอรีส!” ผมแหกปากแข่งกับเสียงไซเรนเตือนภัยระดับหายนะโลกสีแดงก่ำที่กะพริบถี่รัว “เวลาบุกรังศัตรูอย่าแวะกดน้ำร้อนที่ตู้บริการลูกค้า! แล้วดูซิเนี่ย บะหมี่อืดหมดแล้ว!”
“หุบปากไปเลยไอ้มนุษย์เงินเดือน!” แอรีสแยกเขี้ยว ดวงตาสีเพลิงวาวโรจน์ พลางซดน้ำซุปที่เหลืออึกสุดท้ายดัง *ซู้ดดด* อย่างไม่แคร์ความตาย “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! เทพเจ้าโบราณไม่เคยออกรบตอนท้องว่างเว้ย! อีกอย่าง... ยายป้าเคาน์เตอร์ข้างล่างบอกว่าถ้ากดน้ำร้อนฟรี ต้องรีบซดให้หมดก่อนครบสามนาที มิฉะนั้นสวรรค์จะลงทัณฑ์!”
“นั่นมันเงื่อนไขโปรโมชั่นของบริษัทประกันที่มาเช่าตึกโว้ย ไม่ใช่บัญญัติสวรรค์!”
ผมยกมือกุมขมับ รู้สึกเหมือนเส้นเลือดในสมองพร้อมจะแตกกระจายได้ทุกเมื่อ นี่คือชั้นบนสุดของ ‘โดมมฤตยูเหนือเมฆา’ ฐานทัพลับใจกลางกรุงเทพมหานครที่ปกคลุมด้วยม่านบาเรียพลังงานมืด สิ่งก่อสร้างอันเป็นศูนย์กลางของแผนการทำลายล้างอารยธรรมมนุษย์ที่พวกเราดั้นด้นฝ่าด่านลูกกระจ๊อก อสูรกลายพันธุ์ และระบบสแกนลายนิ้วมือที่โคตรจะเข้มงวดมาตลอดสามวันสามคืน
ค่ารถเมล์ก็เบิกไม่ได้ ค่าน้ำมันมอเตอร์ไซค์ก็จ่ายเอง ภารกิจกู้โลกของ ‘บริษัทรับจ้างกู้โลกจำกัด (มหาชน)’ ในวันนี้ เดิมพันด้วยอนาคตของมนุษยชาติ... และเงินเดือนงวดสุดท้ายของผมที่บริษัทยังค้างจ่าย
ตรงหน้าพวกเรา ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว บนแท่นยกพื้นกระจกนิรภัยสีดำขลับ เก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพรุ่นพรีเมียมราคาเหยียบแสนกำลังหมุนหันหลังให้อยู่ ควันแห้งจากน้ำแข็งแห้งลอยเอื่อยๆ สร้างบรรยากาศน่าสะพรึงกลัว เสียงคีย์บอร์ดกลไกแบบบลูสวิตช์ดัง *ต๊อก... แต๊ก... ต๊อก... แต๊ก...* เป็นจังหวะเยือกเย็น ราวกับเสียงเข็มนาฬิกานับถอยหลังสู่วันสิ้นโลก
“มาจนได้สินะ... หน่วยกู้ภัยเฉพาะกิจแห่งชะตากรรม”
น้ำเสียงทุ้มต่ำ ดังกังวานผ่านเครื่องขยายเสียงสังเคราะห์ดังขึ้น บรรยากาศรอบข้างพลันเย็นยะเยือกลงจนขนแขนผมลุกชัน แอรีสกระชับด้ามง้าวในมือแน่น เส้นเอ็นที่ท่อนแขนปูดโปน รังสีสังหารแผ่ออกมารอบตัวเทพหนุ่มจนอากาศบิดเบี้ยว
“โผล่หัวออกมาซะ เจ้าจอมมารผู้ชั่วช้า!” แอรีสคำรามลั่น “ข้าคือแอรีส ผู้พิชิตศึกนับพันสมรภูมิ! วันนี้ข้าจะบดขยี้กะโหลกเจ้า แล้วเอาโลหิตของเจ้ามาต้มมาม่ารอบดึก!”
เก้าอี้หนังแท้ค่อยๆ หมุนกลับมาอย่างช้าๆ...
หมอกควันจางลง เผยให้เห็นร่างของชายในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิท ใบหน้าครึ่งบนสวมหน้ากากเหล็กสีเงินวาววับ ลวดลายปีศาจโบราณอันชั่วร้าย ดวงตาใต้หน้ากากเปล่งประกายคมกริบดุจพญาเหยี่ยว เขาวางมือประสานกันบนโต๊ะทำงานไม้สักทอง ท่าทางสุขุมเยือกเย็นสมกับเป็นผู้นำองค์กรลับที่กำลังจะครอบครองโลก
แต่สายตาของผมกลับไม่ได้โฟกัสที่หน้ากากเหล็กหรือรัศมีความมืดมิดนั่นเลยแม้แต่น้อย
สายตาของผม... ดันไปสะดุดเข้ากับสายคล้องคอสีน้ำเงินแถบส้มที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนคอเสื้อสูทของเขา
สายคล้องคอที่สกรีนตัวอักษรฟอนต์ Angsana New ขนาด 16 ชัดเจนว่า: **‘บริษัท รับจ้างกู้โลก จำกัด (มหาชน) - ฝ่ายการตลาดและจัดซื้อ’**
และตรงปลายสายคล้องบัตร มีบัตรพนักงานพลาสติกเคลือบแข็งติดรูปถ่ายหน้าตรงที่ไม่ยิ้ม พื้นหลังสีฟ้า และชื่อตัวเบ้อเริ่มเขียนไว้ว่า:
*นายชัชวาลย์ (พี่ต้อย) - หัวหน้าแผนกจัดซื้อและพัสดุ*
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานขนาดมหึมาทันที มีเพียงเสียงแอร์ไดกิ้นอินเวอร์เตอร์ที่ครางเบาๆ
ผมอ้าปากค้าง สมองส่วนหน้าหยุดประมวลผลไปประมาณสี่วินาที “...พะ...พี่ต้อย?”
จอมมารใหญ่ผู้กุมชะตาโลกชะงักไปเล็กน้อย ไหล่ที่เคยตั้งตรงผึ่งผายลู่ลงไปประมาณสองเซนติเมตร เขายกมือขึ้นลูบท้ายทอย ก่อนจะกระแอมไอแห้งๆ หนึ่งที แล้วเอื้อมมือไปปลดหน้ากากเหล็กอันน่าสะพรึงกลัวออก เผยให้เห็นใบหน้าของชายวัยกลางคน ผิวคล้ำ มีรอยตีนกาชัดเจน และหนวดเคราที่โกนไม่ค่อยเกลี้ยงเกลา
ใช่จริงๆ ด้วย... พี่ต้อย อดีตซีเนียร์ฝ่ายจัดซื้อ ผู้เชี่ยวชาญการปฏิเสธใบเบิกค่าเดินทางทุกชนิดบนโลกใบนี้!
“เออ กูเอง เก่ง” พี่ต้อยพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย หลุดสำเนียงสุพรรณบ้านเกิดออกมาทันทีที่ถอดหน้ากาก “แหม... อุตส่าห์ดัดเสียงผ่านไมค์โครโฟนพันห้า มึงยังจำได้อีกนะ สายตาดียังกะนกแร้ง”
“เดี๋ยวนะ!” ผมยกสองมือขึ้นขยี้ตาแรงๆ จนแทบถลน “พี่ต้อยเนี่ยนะ บอสใหญ่ของ ‘เนบิวลาทมิฬ’? พี่เนี่ยนะที่ส่งหุ่นยนต์ยักษ์ไปถล่มสยามพารากอนเมื่อวันอังคาร?! พี่เนี่ยนะที่ปล่อยไวรัสเวทมนตร์ล็อกสัญญาณไวไฟทั้งประเทศจนคนทำงาน Work from Home ไม่ได้?!”
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย!” แอรีสตะโกนแทรกขึ้นมา พลางชี้นิ้วใส่ง้าวในมือตัวเองสลับกับหน้าพี่ต้อย “ไอ้หมอนี่คือใครเก่ง? มันคือมหาเทพบรรพกาลแปลงกายมาใช่หรือไม่? มวลกล้ามเนื้อมันดูเหลวเป๋วเหมือนฟองน้ำล้างจาน ไร้ซึ่งกลิ่นอายแห่งนักรบสิ้นดี!”
“เทพเจ้าตกอับอย่างมึงเงียบปากไปเลยไป๊!” พี่ต้อยตวาดกลับ ชี้หน้าแอรีสอย่างไม่เกรงกลัวรัศมีเทพ “มึงคิดว่ามึงเป็นใครมาจากไหนวะ มาสั่งสอนกู? เทพสงครามงั้นเหรอ? เหอะ! ตอนมึงมาสมัครงานพาร์ตไทม์ที่บริษัทเมื่อปีก่อน ใครเป็นคนอนุมัติเบิกชุดเกราะอะลูมิเนียมกันกระสุนให้มึง? กูนี่! แล้วมึงทำไง? มึงเอาไปจำนำที่โรงรับจำนำปากซอยเพื่อเอาเงินไปเติมเกมกาชาปอง! กูต้องมานั่งเขียนรายงานชี้แจงผู้ตรวจสอบบัญชีจนริดสีดวงกำเริบ มึงรู้ไหมห๊ะ!”
แอรีสสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด เทพผู้ไม่เคยเกรงกลัวคมดาบใดในสามโลกกลับค่อยๆ ลดง้าวเพลิงลงช้าๆ แล้วผิวปากมองเพดาน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“พี่ต้อย...” ผมพยายามดึงสติที่กระจัดกระจายกลับมา “ทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่นี่? บริษัทบอกว่าพี่ลาออกไปเปิดร้านขายต้นไม้กระบองเพชรที่นครปฐมไม่ใช่เหรอครับ?”
“ลาออกกะผีมึงสิ!” พี่ต้อยตบโต๊ะทำงานเสียงดัง *ปัง!* จนเอกสารแผนการครองโลกปลิวว่อน แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเคียดแค้น ชิงชัง ราวกับไฟนรกที่รอวันปะทุ “กูโดนไล่ออก! โดนบอร์ดบริหารเตะโด่งออกมาแบบไม่จ่ายค่าชดเชยแม้แต่บาทเดียว!”
“หา?! โดนไล่ออกเรื่องอะไรครับ?”
“เรื่องเบิกคลิปหนีบกระดาษเกินโควตา!” พี่ต้อยแผดเสียง ดวงตาแดงก่ำด้วยความคับแค้นใจ “แค่สามกล่อง! เก่ง มึงได้ยินไหม? แค่คลิปหนีบกระดาษตราม้าสามกล่อง! พวกแม่งหาว่ากูทุจริตเชิงนโยบาย หาว่ากูยักยอกทรัพย์สินบริษัทไปขายตลาดมืด! ทั้งที่ความจริงกูเอาไปแจกแผนกไอทีที่ของไม่พอใช้! แล้วไอ้พวกผู้บริหารระดับสูงที่บินไปดูงานอาบอบนวดที่เยอรมนีด้วยงบรับรองบริษัทล่ะ? แม่งไม่โดนอะไรเลยสักตัว!”
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง... เออว่ะ เข้าใจได้ ความอยุติธรรมในระบบออฟฟิศนี่มันน่ากลัวกว่าคำสาปฟาโรห์จริงๆ
“หลังจากวันนั้น...” พี่ต้อยพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือแต่แฝงความคลั่งแค้น “กูต้องเดินตากฝนกลับห้องเช่า เงินเก็บไม่มี เมียก็หนีไปกับเซลส์ขายเครื่องกรองน้ำ หนี้บัตรเครดิตโทรทวงทุกๆ สิบห้านาที... ในคืนที่กูกำลังจะผูกคอตายด้วยสายแลนอินเทอร์เน็ต กูถึงได้ตรัสรู้!”
พี่ต้อยเดินอ้อมโต๊ะทำงานออกมา กางแขนทั้งสองข้างขึ้นสู่ฟากฟ้า ด้านหลังของเขาคือกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ
“โลกใบนี้มันบิดเบี้ยว! ระบบทุนนิยมและระบบประเมินผลงาน KPI มันเน่าเฟะเกินเยียวยา! มนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราทำงานแทบตาย ถวายหัว ถวายตับ ถวายไต แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือใบเตือนและเงินเดือนที่ไม่พอกินหมูกระทะตอนสิ้นเดือน! กูเลยตัดสินใจ... ไปกู้เงินนอกระบบร้อยละยี่สิบ มารวมกับมรดกที่ดินตาบอดของยาย แล้วสร้างองค์กร ‘เนบิวลาทมิฬ’ นี้ขึ้นมา!”
“เดี๋ยวนะพี่...” ผมยกมือเบรก “พี่กู้เงินร้อยละยี่สิบมาสร้างฐานทัพลอยฟ้านี่เนี่ยนะ? ดอกเบี้ยมันไม่บานจนซื้อดาวพฤหัสได้แล้วเหรอครับ?!”
“นั่นแหละคือเหตุผลที่กูต้องทำลายล้างระบบการเงินโลกวันนี้ไงเล่าโว้ย!” พี่ต้อยตะโกนลั่นจนหน้าดำหน้าแดง “ถ้ากูปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ‘แคนเซิล-เดบิต’ ออกไป ธนาคารทั่วโลกจะล่มสลาย ข้อมูลเครดิตบูโรจะหายไปตลอดกาล! เจ้าหนี้จะจำไม่ได้ว่ากูติดเงินมันอยู่เท่าไหร่! แล้วกูก็จะตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิแห่งโลกใหม่ โลกที่ไม่มีวันจันทร์! โลกที่เวลาทำงานคือสิบเอ็ดโมงเช้าถึงบ่ายสอง! และทุกคนจะได้รับสิทธิเบิกเครื่องเขียนได้ไม่จำกัดจำนวน!”
“เฮ้ย...” แอรีสที่ยืนฟังอยู่นานตาโตเป็นประกาย หันมาสะกิดแขนผมยิกๆ “เก่ง... ข้าว่าข้อเสนอของไอ้มนุษย์หน้าปลวกนี่ฟังดูเข้าท่านะ โลกที่ไม่มีวันจันทร์เนี่ย สวรรค์ชัดๆ เลยไม่ใช่รึ?”
“อย่าไปคล้อยตามมันสิวะแอรีส!” ผมหันไปโบกหัวเทพสงครามไปทีหนึ่ง “ถ้าไม่มีวันจันทร์ ร้านมาม่าหน้าปากซอยก็ไม่เปิดนะเว้ย!”
“จริงด้วย! อภัยให้ไม่ได้เด็ดขาด!” แอรีสเปลี่ยนท่าทีทันควัน ยกง้าวขึ้นชี้หน้าพี่ต้อยอีกครั้ง “ยอมจำนนซะ เจ้าคนโดนไล่ออก! มอบตัวกับพวกข้า แล้วข้าจะขอร้องให้หัวหน้าแผนกบุคคลเขียนใบผ่านงานให้เจ้าอย่างสมเกียรติ!”
“สายไปแล้วพวกมึง!” พี่ต้อยหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง เขากระโดดถอยหลังไปยืนอยู่หน้าแท่นควบคุมหลัก ซึ่งมีปุ่มสีแดงขนาดเท่ากำปั้นตั้งตระหง่านอยู่ “ตัวนับถอยหลังเหลืออีกแค่หนึ่งนาที! ระบบดาวเทียมชำระแค้นกำลังจะเชื่อมต่อสมบูรณ์แบบ! ลาก่อนโลกเก่าอันเน่าหนอน ลาก่อนระบบโอทีที่ไม่ได้ตังค์!”
“อย่านะพี่ต้อย!”
ผมพุ่งตัวไปข้างหน้าโดยสัญชาตญาณ หวังจะตะครุบตัวเขาไว้ แต่พี่ต้อยกลับแสยะยิ้มอย่างเหนือชั้น เขาเอื้อมมือไปคว้า ‘แฟ้มเอกสารหนาห้านิ้ว’ ขึ้นมาจากใต้โต๊ะ แล้วฟาดเข้าใส่แสกหน้าผมอย่างจัง!
*ผัวะ!*
“โอ๊ย! แฟ้มอะไรวะเนี่ย หนักชิบหาย!” ผมทรุดลงไปกุมจมูก เลือดกำเดาแทบพุ่ง
“นี่คือแฟ้มสรุปยอดค่าใช้จ่ายที่พวกมึงทำพังตลอดหกเดือนที่ผ่านมาไงล่ะ!” พี่ต้อยประกาศกร้าว “น้ำหนักของมันคือบาปบริสุทธิ์ที่พวกมึงก่อไว้! รับไปซะ!”
แอรีสเห็นท่าไม่ดี คำรามลั่นแล้วกระโจนข้ามตัวผมไป ง้าวเพลิงในมือฟาดฟันลงมาเป็นวิถีโค้งดุจสายฟ้าฟาด “ตายซะเถอะ เจ้าเศษมนุษย์!”
แต่พี่ต้อยไม่ได้หลบ เขากลับหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท มันคือ ‘ตรายางอนุมัติสีแดง’ ขนาดกะทัดรัด เขายกมันขึ้นรับคมง้าวของเทพสงครามตรงๆ!
*เปรี้ยงงงงงงง!*
ประกายไฟสีทองและสีดำระเบิดออกรอบทิศทาง แรงปะทะผลักดันให้แอรีสกระเด็นถอยหลังกลับมาล้มตึงข้างๆ ผม เทพสงครามเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “เป็นไปไม่ได้... อาวุธเทพของข้า ถูกสกัดได้ด้วยแท่งไม้สลักลายงั้นรึ?!”
“ในโลกของออฟฟิศ... ไม่มีพลังอำนาจใด ยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจการเซ็นอนุมัติของฝ่ายจัดซื้อโว้ย!” พี่ต้อยหัวเราะลั่น มือข้างหนึ่งเงื้อขึ้นเหนือกุ่มสีแดงแห่งวันสิ้นโลก “มึงแพ้แล้ว เก่ง! มึงและบริษัทเฮงซวยนั่นจะต้องพินาศไปพร้อมกับกู!”
“5...” เสียงระบบอัตโนมัติดังขึ้น
“4...”
“พี่ต้อย อย่านะครับ คิดถึงเงินบำนาญประกันสังคมสิพี่!” ผมพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ร้องขอความเมตตาอย่างสิ้นหวัง
“3...”
“2...”
นิ้วหัวแม่มือของพี่ต้อยจรดลงบนพื้นผิวของปุ่มแดง กำลังจะออกแรงกดเพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์มนุษยชาติไปตลอดกาล—
*ติ๊ง!*
เสียงสัญญาณเตือนที่นุ่มนวลและคุ้นเคยอย่างประหลาดดังแทรกความตึงเครียดขึ้นมา ประตูกระจกลิฟต์ผู้บริหารระดับสูงที่อยู่ด้านหลังสุดของห้องเปิดออกอย่างนิ่มนวล
ควันไอเย็นพวยพุ่งออกมาจากภายในลิฟต์ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของรองเท้าส้นสูงราคาแพงที่กระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะ *กึก... กึก... กึก...*
พี่ต้อยชะงักนิ้วค้างไว้ที่ระยะห่างจากปุ่มเพียงหนึ่งมิลลิเมตร ดวงตาใต้คิ้วหนาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มใบหน้ายิ่งกว่าตอนที่เห็นง้าวของแอรีสเสียอีก
ร่างเพรียวระหงในชุดสูทกระโปรงสีเทาเรียบหรู ก้าวพ้นม่านควันออกมา ในมือของเธอไม่ได้ถืออาวุธร้ายแรงใดๆ มีเพียงแท็บเล็ต iPad Pro เครื่องหนึ่งและแก้วกาแฟสตาร์บัคส์
“คุณชัชวาลย์คะ...”
น้ำเสียงหวานหยดย้อยแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาบาดลึกถึงขั้วกระดูกดังขึ้น หญิงสาวคนนั้นดันแว่นตากรอบเงินขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองความพินาศรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่หน้าของอดีตพนักงานจัดซื้อ
“...ดิฉันบอกกี่ครั้งแล้วคะ ว่าการใช้อุปกรณ์บริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงขั้นไล่ออกซ้ำสอง?”
พี่ต้อยตัวสั่นเทิ้มเหมือนลูกนกตกน้ำ ขาแทบทรุดลงกับพื้น ปากพะงาบๆ ส่งเสียงแผ่วเบาออกมาด้วยความกลัวสุดขีด:
“ปะ...ผู้จัดการฝ่ายบุคคล... ตัวจริง... มาได้ยังไง...”
***
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมกาวไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ.
บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์•ตอนที่ 47
เจอกับบอสใหญ่ตัวจริง
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!