"ถ้ามึงคีบสามชั้นชิ้นนั้นลงเตาอีกรอบโดยไม่ขอความยินยอมจากสภาผู้บริโภคโต๊ะนี้ กูจะเอาตะเกียบแทงตาแกนนำกู้โลกอย่างมึงจริงๆ ด้วยนะเก่ง"
เสียงห้วนจัดของเทพแอรีส—ผู้ซึ่งบัดนี้สลัดคราบเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่เหลือเพียงชายหนุ่มตกงานในเสื้อกล้ามย้วยๆ—ดังขึ้นท่ามกลางเสียงซู่ซ่าของไขมันหมูที่กำลังละลายสัมผัสกับความร้อนของเตาถ่าน แสงไฟสีส้มแดงจากเตากระทบเข้ากับใบหน้าเคร่งเครียดของเขา จนทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะอลูมิเนียมริมระเบียงอพาร์ตเมนต์เก่าๆ ดูขมุกขมัวคล้ายฉากเตรียมตัวก่อนออกศึกในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ผิดกันตรงที่อาวุธในมือของทุกคนไม่ใช่ดาบคาตานะหรือปืนเลเซอร์ แต่เป็นตะเกียบสเตนเลสราคาถูกที่งอเล็กน้อยจากการใช้งานหนัก
พวกเรากำลังนั่งล้อมวงกินหมูกระทะกันในคืนก่อนวันปฏิบัติการกู้โลกครั้งใหญ่
ไม่มีเสียงเพลงบรรเลงเร้าอารมณ์ ไม่มีสุนทรพจน์ปลุกใจจากนายพลผู้เกรียงไกร มีเพียงเสียงน้ำซุปเดือดปุดๆ ในช่องรอบเตา กับเสียงถอนหายใจยาวเหยียดของผม—เก่ง ชายหนุ่มผู้ซึ่งในบัญชีธนาคารมีเงินเหลืออยู่สามร้อยห้าสิบสาทบาทถ้วน แต่กลับต้องแบกรับภาระกิจกู้ภัยจักรวาลที่แม้แต่ซูเปอร์ฮีโร่ในหนังยังต้องกุมขมับ
"เอาน่าท่านแอรีส หมูกระทะเยียวยาทุกสิ่ง... ถึงพรุ่งนี้เราอาจจะไม่ได้กลับมาล้างหม้อนี้อีกแล้วก็เถอะ" ผมพยายามกลั้วหัวเราะแห้งๆ เพื่อทำลายความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ระหว่างเราสองคน
แอรีสไม่ตอบ เขาใช้ตะเกียบเขี่ยก้อนเนยละลายบนยอดโดมทองเหลืองด้วยสายตาเหม่อลอย นัยน์ตาคมกริบที่เคยใช้มองข้ามทุ่งสังหารอันนองเลือด เปลี่ยนมาจดจ่ออยู่กับลูกชิ้นปลาทอดที่กำลังพองตัวอย่างไร้จุดหมาย มันเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกประหลาดสิ้นดี เทพผู้ทรงอำนาจที่มนุษยชาติต่างเคยเซ่นไหว้บูชา บัดนี้กำลังนั่งรอให้ผักบุ้งสุกในกระทะอลูมิเนียมราคาเก้าสิบเก้าบาท
"เจ้าจำตอนที่ข้าทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์ที่ทุ่งทานตะวันแห่งเทือกเขาโอลิมปัสได้ไหม เก่ง" จู่ๆ แอรีสก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเขาเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่กลับหนักแน่นจนผมต้องวางตะเกียบลง
"จำได้สิครับ... ท่านเล่าให้ฟังรอบที่สิบแปดแล้ว" ผมตอบตามตรง พลางรินน้ำอัดลมใส่แก้วพลาสติกที่ขอบแก้วมีหยดน้ำเกาะพราว "ท่านบอกว่าท่านควบม้าสีหมอกนำทัพหกหมื่นนาย บุกฝ่าดงหอกดงธนูจนเลือดนองแผ่นดิน"
"ผิดแล้ว" แอรีสส่ายหัวช้าๆ แววตาไหววูบไปชั่วขณะ "คืนก่อนวันรบจริง... ข้าไม่ได้นั่งคิดถึงชัยชนะเลยสักนิด สิ่งเดียวที่ข้ากังวลคือ พรุ่งนี้เช้า ข้าจะได้กินเนื้อย่างฝีมือแม่ยายอีกหรือเปล่าต่างหาก"
ผมชะงัก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองคู่หูจำเป็น ประกายไฟจากเตาถ่านสะท้อนในดวงตาของอดีตเทพเจ้า คืนนี้ไม่มีคราบความเย่อหยิ่ง ไม่มีท่าทีขวางโลก มีเพียงความเปราะบางอย่างมนุษย์ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง
"ความตายมันน่ากลัวไหมครับ... สำหรับเทพเจ้า" ผมถามออกไปเบาๆ ความสงสัยที่อัดอั้นมานานหลายวันหลุดจากปากโดยไม่ทันตั้งตัว
แอรีสแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและขื่นขม "ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรอกเก่ง สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือการที่เราตระหนักว่า... หลังจากวันนี้ โลกนี้จะไม่มีใครบ่นเรื่องที่เรากินหมูสามชั้นหมดถาดอีกแล้วต่างหาก" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคีบชิ้นเนื้อที่สุกพอดีใส่จานให้ผม "กินซะ... แรงไม่มี แล้วจะเอาอะไรไปกู้โลก สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นมันรอเราอยู่ข้างล่างนั่นแล้ว"
บรรยากาศรอบโต๊ะกลับมาเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงคีบเนื้อกระทบขอบจานและเสียงเคี้ยวอย่างเงียบเชียบ ทุกคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ความกดดันจากภารกิจในวันพรุ่งนี้ หนี้สินพะรุงพะรังที่ยังไม่ได้เคลียร์ และอนาคตของมนุษยชาติที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ของความกาว ทั้งหมดถูกหลอมรวมอยู่ในควันโขมงของหมูกระทะตรงหน้า
ผมมองชิ้นหมูในจานที่แอรีสคีบให้ มันชุ่มไปด้วยน้ำจิ้มสุกี้รสจัดจ้านที่ผมเป็นคนปรุงเองกับมือ รสชาติเผ็ดร้อน หวานนำ และเปรี้ยวปลายลิ้น คือรสชาติของชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ที่ผมโหยหามาตลอด แต่นับจากคืนนี้เป็นต้นไป ทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
มือของผมสั่นเล็กน้อยเมื่อหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของลมยามดึก แต่เป็นเพราะความตระหนักรู้ว่า... นี่คือมื้อสุดท้ายก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่สนามรบที่อาจไม่มีวันได้กลับมา
ทว่า ในวินาทีที่ผมกำลังจะคีบชิ้นเนื้อเข้าปากเพื่อปิดฉากมื้ออาหารอันแสนหนักหน่วงนี้ ประตูห้องพักไม้เก่าๆ ที่ลงกลอนไว้เพียงหลวมๆ ก็ส่งเสียง "เอี๊ยด" ดังลั่นขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ
ไม่ใช่เสียงลมพัด
และไม่ใช่เสียงของข้างห้องที่เดินกลับดึก
เงาร่างหนึ่งทอดยาวผ่านช่องแสงสลัวจากหลอดไฟทางเดินเข้ามาในห้อง กลิ่นอายความกดดันประหลาดที่ไม่อาจหาได้จากมนุษย์ทั่วไปแผ่ซ่านเข้ามาจนขนคอของผมลุกชันในทันที แอรีสดีดตัวผงะลุกขึ้นจากเก้าอี้พลาสติกจนมันล้มคว่ำไม่เป็นท่า ดวงตาของเทพสงครามเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดระแวงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ผมรู้จักกันมา
ร่างที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูคือชายชราในชุดสูทสีเทาเก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งถือร่มด้ามไม้คานแบบโบราณ เขายิ้มให้พวกเราด้วยรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกหนาวเหน็บถึงกระดูกดำ
"ขอโทษทีนะที่มารบกวนมื้อค่ำ... แต่ดูเหมือนพวกเธอจะลืมเชิญแขกคนสำคัญที่สุดไปคนหนึ่งนะ เก่ง"
นิยายตอนที่ 45 จบลงตรงนี้...
แต่ทว่า ปริศนาตัวตนที่แท้จริงของชายชราปริศนาคนนี้คือใคร? และเขารู้จักชื่อของผมได้อย่างไรในเมื่อเราไม่เคยพบกันมาก่อน? ติดตามคำตอบทั้งหมดได้ในตอนที่ 46 "เดิมพันสุดท้าย" พรุ่งนี้พร้อมกันครับ!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและหัวเราะไปกับพวกเราเสมอนะครับ
บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์•ตอนที่ 45
คืนก่อนสงคราม
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!