"ถ้ามึงจะพังประตูเข้ามาด้วยการถีบตู้เย็นของกูพังเป็นชิ้นๆ แบบนี้ รบกวนช่วยช่วยออกค่าไฟย้อนหลังหกเดือนให้กูด้วยนะครับ ท่านเทพผู้ทรงเกียรติ"
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับกลิ่นอายความเหนื่อยหน่ายขั้นสุด ดังขึ้นท่ามกลางเศษซากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น เก่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีแดงตัวเดิม สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กระดุมหลุดลุ่ยไปสองเม็ด เนคไทหลวมโรก และมือข้างหนึ่งยังคงถือซองมาม่ารสหมูสับที่แช่น้ำอุ่นไว้ครึ่งๆ กลางๆ
ตรงหน้าของเขาคือร่างของ "แอรีส" เทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่ ที่ตอนนี้อยู่ในสภาพสวมเสื้อกล้ามขาดวิ่น กางเกงเจเจลายช้าง และกำลังทำหน้าเหี้ยมเกรียมราวกับจะไปกินเลือดกินเนื้อใครสักคน มือข้างขวาถือท่อนเหล็กขึ้นสนิมที่หักงอเป็นรูปตัว Z
"โลกกำลังจะพินาศ ไอ้มนุษย์! อุกกาบาตแห่งความโกรธเกรี้ยวจากมิติที่เจ็ดกำลังพุ่งชนชั้นบรรยากาศ ความพินาศที่แม้แต่ทวยเทพยังสั่นสะท้านกำลังมาถึง ทำไมมึงถึงยังมานั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำหน้าตายซากอยู่ได้วะ!" แอรีสคำรามลั่นห้องพักแคบๆ จนผนังปูนเก่าๆ สั่นสะเทือน
เก่งเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาคู่ที่ผ่านการโดนหักเงินเดือนมานับครั้งไม่ถ้วนมองตรงไปยังอดีตเทพสงครามอย่างพิจารณา เขาไม่ได้ตื่นตระหนก ไม่ได้วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแบบที่เคยทำในสิบตอนแรก ความตาย การตกงาน หหนี้สิน หรือแม้แต่การที่โลกจะแตกสลาย... ในมุมมองของมนุษย์เงินเดือนที่ต้องตื่นตีห้าเพื่อไปขึ้นรถเมล์สาย 8 ทุกวัน สิ่งเหล่านี้มันดูเป็นเรื่อง "ธรรมดา" เสียจนน่าใจหาย
"แล้วท่านจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ?" เก่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังปรึกษากับหัวหน้าแผนกเรื่องการส่งเอกสารเบิกค่าเดินทางช้า "ให้ผมแปลงร่างเป็นเซนต์ผู้กอบกู้โลก ขี่ม้าวิเศษแล้วตะโกนคำขวัญเท่ๆ เพื่อสร้างพลังใจให้มวลมนุษยชาติอย่างนั้นเหรอ? ขอโทษทีนะครับ ผมไม่มีพลังเวทมนตร์ ไม่มีดาบศักดิ์สิทธิ์ มีแต่สมุดบัญชีเงินออมที่ติดลบกับสิทธิ์ประกันสังคมที่ใกล้จะหมดอายุ"
แอรีสชะงัก ท่อนเหล็กในมือร่วงตกลงกระทบพื้นเสียงดัง *เคร้ง* ดวงตาคมกริบของเทพผู้กระหายสงครามกวาดมองไปทั่วห้องรกๆ ที่มีแต่กลิ่นอับของหนังสือพิมพ์เก่าและเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซัก มันไม่ใช่สถานที่ของวีรบุรุษ แต่มันคือ "รัง" ของมนุษย์ผู้ดิ้นรนใช้ชีวิตให้รอดไปวันต่อวันอย่างน่าเวทนา
"แต่มึง... มึงคือผู้ถูกเลือกจากคัมภีร์โบราณนะเว้ย" แอรีสเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
"ผมไม่ได้ถูกเลือกครับ ผมแค่จับฉลากแพ้ตอนประชุมแผนกปีใหม่ แล้วโดนบังคับให้มาทำตำแหน่ง 'ผู้ประสานงานกิจการต่างมิติ' ต่างหาก แถมไม่มีเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้ด้วย" เก่งลุกขึ้นยืนช้าๆ จัดปกเสื้อให้เข้าที่อย่างสุภาพ แม้สถานการณ์รอบตัวจะตึงเครียดจนแทบขาดใจ "ท่านเคยคิดไหมครับว่าทำไมเทพถึงกู้โลกไม่ได้?"
แอรีสขมวดคิ้ว "ทำไมล่ะ?"
"เพราะพวกท่านมองเห็นแต่ 'ภาพใหญ่' ไงครับ ท่านมองเห็นจักรวาล การล่มสลาย สงคราม และความยิ่งใหญ่ แต่พวกท่านไม่เคยเห็นว่า ถ้าโลกแตกจริงๆ พนักงานร้านสะดวกซื้อปากซอยจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเทอมลูก หรือป้าข้างห้องจะทำยังไงกับแมวสิบห้าตัวที่แกเลี้ยงไว้" เก่งก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเทพสงครามร่างยักษ์อย่างเชื่องช้า ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือแค่ก้าวเดียว "ความยิ่งใหญ่มันไม่ได้ช่วยให้ใครอิ่มท้องหรอกครับท่าน... สิ่งที่โลกต้องการในตอนนี้ ไม่ใช่พลังวิเศษที่จะมาซัดให้อุกกาบาตแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่มันคือความพยายามแบบโง่ๆ ของคนธรรมดา ที่แค่อยากจะมีชีวิตรอดไปกินข้าวแกงกระหรี่ในวันพรุ่งนี้ต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็เงียบงันลงทันที
แอรีสอ้าปากค้าง สมองของเทพสงครามที่ถูกโปรแกรมให้แก้ปัญหาด้วยการนองเลือดและกำลังกาย ประมวลผลคำพูดของมนุษย์ตรงหน้าไม่ทัน มันมีความจริงบางอย่างที่ดิบเถื่อนและเรียบง่ายซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางขี้ขลาดตาขาวของเก่ง ความธรรมดาที่ไร้ซึ่งประกายแสงแห่งปาฏิหาริย์ แต่กลับหนักแน่นราวกับภูเขาหิน
ในวินาทีนั้นเอง เสียงเตือนภัยสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งห้อง หน้าต่างกระจกสะท้อนให้เห็นลำแสงสีม่วงพุ่งแหวกชั้นบรรยากาศลงมาตรงใจกลางเมือง แรงสั่นสะเทือนระดับริกเตอร์พุ่งสูงขึ้นจนพื้นห้องร้าวเป็นทางยาว อุกกาบาตจากมิติที่เจ็ดมาถึงแล้ว
แอรีสเตรียมจะยกมือรวบรวมพลังเทพเจ้าครั้งสุดท้ายเพื่อระเบิดพลังเฮือกใหญ่ แต่เก่งกลับยื่นมือไปแตะแขนของเทพหนุ่มไว้เบาๆ
"เดี๋ยวสิครับท่าน" เก่งพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ดวงตาหลังกรอบแว่นหนาเตอะไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความหงุดหงิดตามประสาคนงานที่กำลังจะไม่ได้พักผ่อน
"อะไรอีกวะ มึงจะยอมแพ้แล้วรึไง?"
"เปล่าครับ..." เก่งหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดคราบซอสมาม่าที่มุมปากอย่างใจเย็น ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือราคาถูกขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอ "ผมแค่จะกดสั่งข้าวขาหมูพิเศษคากิผ่านแอปฟู้ดเดลิเวอรีเป็นมื้อสุดท้าย... ถ้าเราจะกู้โลกกันจริงๆ อย่างน้อยผมก็ขอให้พนักงานส่งอาหารมาส่งทันก่อนที่ตึกนี้จะราบเป็นหน้ากลองก็แล้วกันนะครับ"
แอรีส: "..."
เทพสงครามมุมปากกระตุกอย่างรุนแรง อยากจะด่าไอ้มนุษย์นี่ใจจะขาด แต่ขากลับก้าวไม่ออก เพราะในขณะที่โลกกำลังจะแตกสลาย ไอ้มนุษย์หน้าจืดคนนี้กลับยืนยันที่จะทำหน้าที่ของ "คนธรรมดา" จนถึงวินาทีสุดท้ายอย่างน่าประหลาด
แต่ทว่า... ในจังหวะที่เก่งกำลังกดเลือกเมนูข้าวขาหมูอยู่นั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์มือถือราคาถูกของเขาก็ดับวูบลงไปเฉยๆ พร้อมกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ตัดขาดอย่างไร้สาเหตุ
ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ของเก่ง... แต่หลอดไฟนีออนบนเพดานกระพริบถี่รัวสามครั้ง ก่อนจะดับสนิทลงพร้อมกันทั่วทั้งตึก ความมืดมิดเข้าปกคลุมพื้นที่ในชั่วพริบตา ทิ้งไว้เพียงเสียงหอบหายใจของคนทั้งสองคนในความเงียบสงัด
และในความมืดสนิทนั้นเอง เสียงกริ่งประตูหน้าห้องก็ดังขึ้นสามครั้ง... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ทั้งที่ตึกทั้งตึกควรจะถูกตัดไฟและไม่มีใครสามารถเข้ามาได้จากแรงสั่นสะเทือนภายนอก... แต่เสียงเคาะประตูนั้นกลับชัดเจน เย็นยะเยือก และดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเก่งและแอรีสราวกับมันดังมาจากก้นบึ้งของนรก
"เอ่อ... ท่านแอรีสครับ" เก่งกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่มือข้างซ้ายค่อยๆ เอื้อมไปหยิบด้ามไม้กวาดเก่าๆ ที่ตั้งอยู่ข้างตู้รองเท้าขึ้นมาถือไว้
"หืม?" แอรีสขยับตัวเข้ายืนบังหน้าเก่งโดยสัญชาตญาณ ท่อนเหล็กในมือถูกกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ถ้าผมเปิดประตูไปแล้วเจอเจ้าหนี้บัตรเครดิตมายืนทวงเงินตอนนี้... ผมขออนุญาตกระโดดตึกตายก่อนที่อุกกาบาตจะตกใส่จริงๆ นะครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและหัวเราะไปกับความกาวนี้ด้วยกันเสมอนะครับ!
บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์•ตอนที่ 50
พลังของคนธรรมดา
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!