ตราประทับสีแดงฉานบนกระดาษสัญญายาวสามเมตร ฟุ้งกระจายกลายเป็นละอองแสงสีทองหมองคล้ำ ก่อนจะซึมหายเข้าไปในกลางหน้าผากของผมอย่างรวดเร็วราวกับถูกสูญญากาศดูดกลืน
ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความหนักอึ้ง ราวกับมีกระสอบทรายสิบตันถูกโยกย้ายมาวางไว้บนบ่าทั้งสองข้าง ลมหายใจของผมติดขัดชั่วขณะ ดวงตาพร่ามลายไปชั่วขณะเมื่อตัวเลขสถิติบิลค่าไฟ ค่าเช่าห้อง และหนี้สินบัตรเครดิตในสมองถูกรีเซ็ตใหม่หมด—แต่มันถูกแทนที่ด้วยภาระหนี้ระดับจักรวาลที่มียอดค้างชำระเป็น "จำนวนความสุขของมนุษยชาติ"
"ยินดีด้วยครับ คุณเก่ง... ไม่สิ ท่านกรรมการผู้จัดการคนใหม่" เสียงเรียบเฉยแต่แฝงความเยียบเย็นของหญิงสาวจากแผนกทรัพยากรบุคคลระหว่างมิติ ดังขึ้นแทรกเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของผม เธอก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างเป็นทางการ แต่แววตาหลังกรอบแว่นทรง Cat-eye กลับไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อย "กฎข้อแรกของการเป็นผู้บริหารระดับสูงคือ ห้ามลาออก ห้ามตาย และห้ามบ่นจนกว่าจักรวาลจะสมดุลครับ"
ผมอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ มือสั่นเทาจนไม่กล้าแม้แต่จะยกขึ้นมาเกาหัว นิ้วโป้งข้างขวายังคงมีรอยหมึกสีแดงเรืองแสงประทับอยู่เด่นชัด
"เดี๋ยวก่อนสิครับคุณ..." ผมเค้นเสียงลอดไรฟัน "ผมเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนต๊อกต๋อยที่เก่งเรื่องหลบหนีเจ้าหนี้กับทำเอกสารเบี้ยเลี้ยงตกเบิกนะ! ให้ผมมาบริหารบริษัทรับจ้างกู้โลกบ้าๆ นี่ แถมพ่วงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ... นี่มันมัดมือชกชัดๆ!"
"มันคือการปรับโครงสร้างองค์กรในยามวิกฤตครับ ท่านประธาน" เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้องพักแคบๆ ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเอกสารกองโต
เทพแอรีส... เทพแห่งสงครามผู้เคยยิ่งใหญ่ บัดนี้กำลังนั่งยองๆ อยู่บนเก้าอี้สำนักงานพลาสติกราคาถูก สภาพของเขาดูน่าอนาถเสียยิ่งกว่าวันที่ผมเก็บตกมาจากกองขยะข้างศาลเจ้าเสียอีก เสื้อกล้ามสีขาวมีคราบมาม่ารสหมูสับหกเรี่ยราด กางเกงนอนลายช้างขาดวิ่นที่หัวเข่า เส้นผมสีทองอร่ามที่เคยสยายอย่างสง่างาม บัดนี้ชี้ฟูไร้ระเบียบเพราะเจ้าตัวใช้มือขยี้มันจนยุ่งเหยิงด้วยความเครียด
แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องสะอึก ไม่ใช่สภาพภายนอกของเขา... แต่ออร่าเทพเจ้าที่เคยแผ่พุ่งจนน่าเกรงขาม บัดนี้มันเหือดแห้งหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงร่างของมนุษย์ธรรมดาที่ดูแก่ลงไปนับสิบปี
ผมหันไปมองหน้าคู่หูที่ร่วมสุขร่วมทุกข์ (ส่วนใหญ่ร่วมซวย) กันมานานนับสิบตอน "แอรีส... นายทำอะไรลงไป?"
แอรีสไม่สบตาผม เขาเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสที่สะท้อนภาพตึกแถวโทรมๆ และสายฝนปรอยๆ ที่เริ่มโปรยปรายลงมาในยามบ่าย
"ฉันสละมันแล้ว..." แอรีสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ไร้ซึ่งพลังอำนาจใดๆ "พลังเทพสงครามทั้งหมด... บารมี การควบคุมกอง ศาสตราวรอาวุธระดับดิวิไนต์ และสิทธิพิเศษในการกินมาม่าฟรีตลอดชีพจากสภาเทพ... ฉันเอาไปแลกมา"
"แลก? แลกกับอะไร?" ผมถาม หัวใจเต้นรัวระส่ำด้วยความสังหรณ์ใจแปลกประหลาด
"แลกกับสิทธิพิเศษในการแก้ไข 'สัญญาจ้าง' ของนายยังไงล่ะ" แอรีสหันกลับมามองผม แววตาสีฟ้าครามที่เคยเย็นชาและเต็มไปด้วยความทะนงตน บัดนี้กลับฉายแววอ่อนล้า แต่ลึกซึ้งจนผมไม่กล้าสบตาตรงๆ "ยัยตัวแสบจาก HR นั่นบอกว่า ถ้าไม่มีการเซ็นสัญญาจาก 'คนวงใน' ระดับสูง บริษัทนี้จะถูกลบออกจากสารบบ และวิญญาณของนายก็จะถูกรีไซเคิลไปเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนลิฟต์ระหว่างมิติ... ฉันยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้หรอก เก่ง"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนกระทบกระจกและเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ เป็นระยะ
หญิงสาวจาก HR ยิ้มมุมปากเล็กน้อย เธอดีดนิ้วเบาๆ ครั้งหนึ่ง เอกสารกองโตบนโต๊ะก็มลายหายไปเหลือเพียงแฟ้มหนังสีดำบางๆ เล่มเดียว วางอยู่ตรงหน้าผม
"การทำธุรกรรมเสร็จสิ้นสมบูรณ์ค่ะ ท่านประธาน และในเมื่อคุณแอรีสได้สละสถานะอมตะเพื่อแลกเปลี่ยนเงื่อนไขพิเศษ... ตอนนี้เขาคือ 'มนุษย์ธรรมดา' ที่มีหนี้สินพ่วงท้ายร่วมกับคุณครึ่งต่อครึ่ง... ขอให้สนุกกับการบริหารบริษัทในวันแรกนะคะ"
สิ้นเสียงของเธอ ร่างของหญิงสาวก็สลายกลายเป็นละอองควันสีเทาจางหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ผมกับแอรีสนั่งเผชิญหน้ากันท่ามกลางความจริงอันโหดร้ายของโลกมนุษย์
ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างหมดแรง ข้อศอกทั้งสองข้างท้าวลงกับโต๊ะ กุมขมับแน่น สมองประมวลผลไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเวลาไม่ถึงสิบนาที จากมนุษย์เงินเดือนที่กำลังจะตกงาน กลายเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทกู้โลก และเพื่อนสนิทที่เคยเป็นถึงเทพสงคราม ยอมทิ้งความเป็นอมตะเพื่อเอาชีวิตรอดร่วมกับผมเนี่ยนะ?
นี่มันพล็อตนิยายเกรดบีบ้าบออะไรกันฟะเนี่ย!
"นายมันบ้า..." ผมพึมพำลอดไรฟัน เสียงสั่นเครือเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว "นายเป็นถึงเทพเจ้าสงครามนะแอรีส! จะมาลดตัวลงมาเป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นหนี้หัวโต นั่งกินมาม่าประทังชีวิตไปวันๆ เหมือนฉันทำไมวะ? นายทิ้งชีวิตอมตะอันสุขสบายไป... เพื่อแลกกับตาแก่ขี้เกรงใจอย่างฉันเนี่ยนะ มันคุ้มตรงไหน!"
แอรีสหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้ง แต่แฝงไปด้วยความโล่งอกอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยมาม่าที่เหลือแต่น้ำซุปก้นถ้วยขึ้นมาซดอึกใหญ่ ก่อนจะวางมันลงแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาผมตรงๆ
"คุ้มสิ... ทำไมจะไม่คุ้ม" แอรีสยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่มีคราบความเย่อหยิ่งเหลืออยู่เลย มีเพียงรอยยิ้มของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง "ตอนที่ฉันอยู่บนสภาเทพ ฉันมีทุกอย่าง... พลัง อำนาจ การสรรเสริญเยินยอ แต่ฉันไม่เคยมี 'เพื่อน' ที่ร่วมกินมาม่ารสหมูสับต้มยำหม้อเดียวกันยามสิ้นเดือนเลยสักคน... อีกอย่างนะเก่ง"
แอรีสเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องมองลึกเข้ามาในนัยน์ตาของผม
"นายบอกว่าฉันเก่งเรื่องใช้ความกำลังแก้ปัญหา... แต่นับจากวันนี้ไป นายต่างหากที่เป็น 'สมอง' ของบริษัทนี้ ส่วนฉัน... จะขอเป็น 'แรงงานทาส' ที่ยอมให้นายใช้งานอย่างคุ้มค่าจ้างรายวันเอง!"
คำพูดนั้นทำเอาผมพูดไม่ออก จุกแน่นอยู่ในลำคอ ความรู้สึกอึดอัด หวาดกลัว และโดดเดี่ยวที่เกาะกุมหัวใจมาตลอดตั้งแต่ก้าวเข้าสู่โลกของภารกิจกู้โลก คล้ายถูกชะล้างออกไปด้วยประโยคเรียบง่ายแต่จริงใจของอดีตเทพสงครามผู้ตกอับคนนี้
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ดึงสติที่กระจัดกระจายกลับเข้าร่าง มือที่เคยสั่นเทาค่อยๆ วางราบลงบนโต๊ะทำงาน แววตาที่เคยมองโลกในแง่ร้ายและหวาดระแวง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความแน่วแน่ขึ้นมาทีละน้อย
ในเมื่อหนีไม่พ้น... ก็ต้องลุยต่อให้สุดทาง
ผมเอื้อมมือไปเปิดแฟ้มหนังสีดำบนโต๊ะ หน้าแรกของเอกสารปรากฏภาพโฮโลแกรมเรืองแสงสีฟ้า เป็นภารกิจแรกในฐานะกรรมการผู้จัดการเต็มตัว ข้อความตัวอักษรวิ่งขึ้นช้าๆ พร้อมเสียงแจ้งเตือนระบบที่ดังขึ้นในหัว
*[ประกาศจากระบบ: ตรวจพบรอยแยกมิติระดับ 5 ณ ใจกลางย่านการค้าใจกลางเมือง เป้าหมายคือการกู้คืน "งบประมาณประจำปีของสภาเทพ" ที่สูญหายไปในร้านสะดวกซื้อ...]*
ผมขมวดคิ้วมุ่น อ่านรายละเอียดภารกิจคร่าวๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแอรีสที่ตอนนี้กำลังนั่งแคะขี้เล็บด้วยความเบื่อหน่ายตามประสาคนว่างงาน
"นี่แอรีส..." ผมเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่เพิ่งค้นพบในตัวเอง
"หืม? ว่าไงครับท่านประธาน" แอรีสเงยหน้าขึ้นเลิกคิ้ว
"เปลี่ยนชุดซะ..." ผมยื่นแฟ้มเอกสารไปตรงหน้าเขา "วันนี้เรามีภารกิจแรก... ไปทวงหนี้ค่ามาม่าจากมิติคู่ขนานกัน!"
แอรีสชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากจะได้รูปนั้นจะค่อยๆ คลี่9ยิ้มกว้างออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความฮึกเหิมและกลิ่นอายของนักสู้ที่หลับใหล
"รับทราบครับ ท่านหัวหน้า... เอ้ย ท่านกรรมการผู้จัดการ!"
ทว่า ในวินาทีที่พวกเรากำลังจะก้าวขาออกจากห้องทำงานเพื่อเริ่มต้นภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ จู่ๆ ไฟนีออนบนเพดานก็กะพริบถี่รัวจนเกิดเสียงช็อตดัง *เปรี๊ยะๆ* บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนหนתเหน็บถึงกระดูกดำ
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งกำลังดังขึ้น... จากระเบียงทางเดินด้านนอกที่ควรจะว่างเปล่า
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งเป็นจังหวะ ราวกับมีใครบางคนกำลังยืนรออยู่หน้าห้องทำงานที่ถูกล็อกกลอนไว้อย่างแน่นหนาตั้งแต่นาน and แล้ว เสียงหวานหยาดเยิ้มแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุกก็ลอดผ่านรอยแยกของประตูไม้เก่าๆ เข้ามา...
"สวัสดีค่ะ... ดิฉันมาจาก 'แผนกตรวจสอบบัญชีหนี้สินระยะยาว'..." เสียงนั้นเว้นวรรคชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้เลือดในกายของผมและแอรีสเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็ง "และได้รับรายงานว่า... มีคนแอบอลวนลืมชำระ 'ดอกเบี้ยวิญญาณ' มาเป็นเวลาสามร้อยปีแล้วค่ะ... เปิดประตูให้ดิฉันหน่อยนะคะ... ท่านประธานคนใหม่"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและหัวเราะไปกับความกาวนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์•ตอนที่ 43
แอรีสยอมสละพลังเพื่อเก่ง
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างกู้โลก(ด้วยความกาว): กู้เงินยังยากกว่ากู้สถานการณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!