คุณหนูมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80•ตอนที่ 29

วินิจฉัยโรคให้สหายผู้กอง

ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
เสียงตบโต๊ะไม้ดังสนั่นจนถ้วยชาเคลือบกระเบื้องสั่นสะเทือน กลิ่นอายของความอัดอั้นและร่องรอยบาดแผลจากสนามรบไม่ได้ถูกซ่อนไว้ภายใต้เครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้าอีกต่อไป สหายผู้กอง ‘จ้าว 215’ หรือ จ้าว 100 เหว่ย นั่งหน้าซีดเผือดอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ขาข้างขวาของเขาเหยียดตรงด้วยความฝืนทน ขณะที่มือหนากำราวเก้าอี้แน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว “เฉิงหยวน ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าพามาลำบากภรรยาเจ้าเลย อาการบาดเจ็บที่ขาและลมปราณติดขัดจากการรบที่ชายแดนปีก่อน หมอหลวงประจำกองทัพยังส่ายหน้า หมอชาวบ้านที่ไหนจะมารักษาหาย” จ้าว 100 เหว่ยแค่นหัวเราะด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นบิดเบี้ยวตามแรงขยับ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก สะท้อนความทรมานที่เขาต้องแบกรับมานานนับปี ทุกครั้งที่ฝนตกหรือยามดึกดื่น ข้อต่อขาข้างนั้นราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงจนนอนไม่หลับ ลู่เฉิงหยวนไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายืนนิ่งเป็นภูเขาผาอยู่เบื้องหลังสหารร่วมรบ ดวงตาคมกริบทอดมองภรรยาตัวน้อยที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์บนโต๊ะไม้กลางห้องโถงอย่างใจเย็น ความเชื่อมั่นในตัวหลินว่านจินของเขามีมากเสียยิ่งกว่าหมอทหารยศนายพลเสียอีก “ถ้าภรรยาผมบอกว่ารักษาได้ ท่านก็นั่งนิ่งๆ แล้วอ้าปากรับยาเสียเถอะสหายจ้าว” ลู่เฉิงหยวนเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง สายตาที่มองจ้าว 100 เหว่ยมีความเห็นอกเห็นใจเจืออยู่ ทว่าเมื่อหันกลับมามองภรรยา แววตานั้นกลับเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนละมุนละไมจนแทบหยดย้อย หลินว่านจินสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามสะอาดตา ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ในศตวรรษที่ 21 เธอคือแพทย์หญิงมือหนึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและศาสตร์โบราณ เมื่อทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ พร้อมกับมิติฟาร์มวิเศษที่เต็มไปด้วยสมุนไพรหายาก โรคเรื้อรังที่คนยุค 80 มองว่าเป็น "โรคเวรโรคกรรม" สำหรับเธอแล้ว มันคือความท้าทายที่รักษาได้ไม่ยากเย็น “สหายจ้าว อาการของคุณไม่ได้เกิดจากกระดูกหักอย่างเดียว แต่มันมีพิษจากความชื้นและไอเย็นในสนามรบตกค้างอยู่ในเส้นโลหิต ลมปราณติดขัด เลือดลมไม่เดิน ยิ่งปล่อยไว้ นานวันเข้าขาข้างนั้นจะพิการถาวรจนเดินไม่ได้อีกเลย” ว่านจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงด้วยอำนาจการวินิจฉัยที่เฉียบ เธอวางเข็มเงินชุดหนึ่งลงบนโต๊ะ เสียงโลหิตกระทบถ้วยกระเบื้องเบาหวิว ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับขณะกวาดสายตามองจุดชีพจรบนขาของอีกฝ่าย จ้าว 100 เหว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง คำพูดของนางตรงกับอาการที่เขาเผชิญอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว ราวกับนางเข้าไปนั่งอยู่ในความเจ็บปวดของเขา ทว่าเขายังคงมีความกังขา “เจ้า... รู้ได้อย่างไรว่าข้าเจ็บตรงจุดไหน?” “หมอที่ดี ไม่เพียงแต่มองเห็นโรคด้วยตา แต่ต้องมองเห็นหัวใจของผู้ป่วยด้วย” ว่านจินยิ้มมุมปาก “สหายลู่... ช่วยจับตัวเขาให้นิ่งที อย่าให้ขยับเขยื้อนเด็ดขาด การฝังเข็มขับพิษชุดนี้ จำเป็นต้องอาศัยความแม่นยำระดับเส้นผม” ลู่เฉิงหยวนพยักหน้ารับคำทันที เขาก้าวเข้าไปใช้สองมือแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กกดไหล่ของจ้าว 100 เหว่ยให้นั่งแนบติดเก้าอี้ แม้สหายรักจะพยายามขัดขืนด้วยสัญชาตญาณทหาร แต่พละกำลังของนายกองลู่กลับเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด “สหายจ้าว อดทนหน่อยนะ” ลู่เฉิงหยวนเอ่ยสั้นๆ ว่านจินไม่รอช้า นิ้วเรียวสวยราวลำหยกหยิบเข็มเงินเล่มยาวขึ้นมา ปลายเข็มสะท้อนแสงตะเกียงวับวาม เธอหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อดึงพลังปราณจากมิติฟาร์มเข้าสู่ปลายนิ้ว ก่อนจะพุ่งปลายเข็มลงไปยังจุด ‘จูซานหลี่’ และจุด ‘หยางหลิงเฉวียน’ บนขาของจ้าว 100 เหว่ยด้วยความเร็วและแม่นยำราสายฟ้าแลบ! *ฉึก!* “อั่ก...!” จ้าว 100 เหว่ยส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ใบหน้าคมเข้มบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วเส้นประสาทขาข้างที่ไร้ความรู้สึกมาแรมปี กระแสลมปราณอุ่นๆ จากเข็มเงินเริ่มแผ่ซ่านเข้ากัดเซาะไอเย็นและลิ่มเลือดที่อุดตันอยู่ภายใน “อย่าเพิ่งขยับ หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลาย...” เสียงหวานใสของว่านจินดังก้องกังวานราวกับมนต์สะกด เธอใช้นิ้วเคาะที่โคนเข็มเบาๆ เพื่อกระตุ้นจังหวะการไหลเวียนของโลหิต บรรยากาศในห้องโถงเงียบงันลงทันตา มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของจ้าว 100 เหว่ยและเสียงเป่าเป่าลูกชายตัวน้อยที่กำลังเคี้ยวขนมกวาดคออย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในมุมห้อง โดยไม่สนใจความตึงเครียดรอบตัวเลยแม้แต่น้อย ผ่านไปราวสิบห้านาที เม็ดเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วผุดขึ้นเต็มใบหน้าของจ้าว 100 เหว่ย ทว่าความเจ็บปวดแปลบปลาบเมื่อครู่กลับค่อยๆจางหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึก ‘ร้อนผ่าว’ และ ‘เบาสบาย’ อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานานนับปี ขาข้างที่เคยชาด้านและไร้เรี่ยวแรงเริ่มมีกระแสความรู้สึกวิ่งพล่านราวกับชีวิตกำลังไหลกลับคืนสู่ร่างอีกครั้ง ว่านจินค่อยๆ หมุนเข็มและดึงออกอย่างนุ่มนวล ทันทีที่เข็มเล่มสุดท้ายถูกถอนออก ดำคล้ำที่เคยปรากฏอยู่บริเวณข้อพับขาของจ้าว 100 เหว่ยก็เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ และมีคราบเหงื่อสีดำส่งกลิ่นคาวคลุ้งซึมออกมาตามรูขุมขน นั่นคือพิษร้ายและเลือดเสียที่ถูกขับออกมา จ้าว 100 เหว่ยหอบหายใจหนักหน่วง เขาก้มมองขาของตัวเองด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากจะเชื่อสายตา เมื่อเขาลองขยับนิ้วเท้าดู ปรากฏว่า... มันขยับได้ตามสั่งแล้ว! “นี่มัน... ข้า... ข้าไม่ได้รู้สึกแบบนี้มาสามปีแล้ว!” จ้าว 100 เหว่ยเงยหน้าขึ้นมองหลินว่านจินด้วยแววตาที่สั่นระริก ความเย่อหยิ่งและท่าทีระแวงสงสัยในตอนแรกมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเคารพยำเกรงอย่างสุดซึ้ง “คุณสะใภ้หลิน... ฝีมือของท่าน... ท่านคือหมอเทวดากลับชาติมาเกิดชัดๆ!” ลู่เฉิงหยวนอมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เขายื่นผ้าขนหนูสะอาดให้ภรรยาซับเหงื่อ ก่อนจะตบบ่าสหายรักเบาๆ “ข้าบอกแล้วว่าเมียข้าเก่งที่สุด นางไม่ใช่แค่รักษาคน แต่คือนางฟ้าที่สวรรค์ส่งมาโปรดพวกเราต่างหาก” ว่านจินรับผ้าขนหนูมาเช็ดมืออย่างใจเย็น เธอยิ้มรับคำชมเบาๆ ก่อนจะหยิบขวดกระเบื้องสีขาวบรรจุ ‘ยาทิพย์ฟื้นฟูเส้นเอ็น’ ที่สกัดจากพืชวิเศษในมิติฟาร์มออกมาวางบนโต๊ะ “พิษในตัวท่านถูกขับออกไปแปดส่วนแล้วครับสหายจ้าว แต่อาการยังต้องฟื้นฟูต่อเนื่องอีกสักระยะ นำยานี้ไปกินวันละหนึ่งเม็ดก่อนนอน อีกสามวันขาข้างนี้จะกลับมาเดินเหินได้ปกติ และสามารถกลับเข้ากองทัพไปฝึกซ้อมได้เหมือนเดิมอย่างแน่นอน” จ้าว 100 เหว่ยรับขวดกระเบื้องมาด้วยมือที่สั่นเทา เขารู้สึกซาบซึ้งจนพูดไม่ออก บุญคุณครั้งนี้ยิ่งใหญ่ราวกับช่วยชีวิตเขาไว้เป็นครั้งที่สอง หากไม่มีสองสามีภรรยาคู่นี้ ชีวิตทหารของเขาคงต้องจบลงด้วยความพิการไปตลอดกาลอย่างแน่นอน “ข้า... จ้าว 100 เหว่ย ขอคารวะคุณสะใภ้หลินจากใจจริง! นับจากวันนี้ไป หากตระกูลลู่มีเรื่องเดือดร้อนอันใด ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็จะไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย!” เขาพยายามจะลุกขึ้นคุกเข่าคำนับ แต่ถูกลู่เฉิงหยวนดึงตัวไว้เสียก่อน “สหายกัน ไม่ต้องมากพิธีหรอก” ลู่เฉิงหยวนหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอุ่นและเต็มไปด้วยความปิติยินดีนั้นเอง... *ปัง!* เสียงถีบประตูไม้หน้าบ้านดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน ประตูบ้านที่ลงกลอนไว้อย่างดีพังกระเด็นหลุดออกจากวงกบ กลิ่นอายความโกรธเกรี้ยวและเสียงแหลมแสบแก้วหูของนางจาง (แม่สามีจอมสูบ) ก็พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับร่างท้วมๆ ที่สั่นเทาด้วยความโมโห “นังตัวดี! หลินว่านจิน! แกกล้าดียังไงถึงเอาข้าวปลาอาหารในบ้านไปแจกคนนอก แถมยังบังอาจพาผู้ชายแปลกหน้าเข้าบ้านลับๆ ล่อๆ แบบนี้ แกคิดจะสวมหมวกเขียวให้ลูกชายฉันรึไง! วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกให้หลาบจำ!” นางจางแผดเสียงแหลมสูงพร้อมกับพุ่งเข้ามาหมายจะกระชากผมของว่านจิน โดยมีญาติห่างๆ อีกสองคนถือไม้กวาดตามหลังมาหมายจะเข้ามาทุบทำลายข้าวของ ทว่าในจังหวะที่มืออันหยาบกร้านกำลังจะเอื้อมถึงตัวภรรยา ลู่เฉิงหยวนก็ก้าวออกไปขวางไว้ด้วยใบหน้ามืดทะมึนดั่งพายุฝน ดวงตาสีเข้มฉายแววดุดันน่ากลัวจนนางจางชะงักกึก ปลายเท้าถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงประกาศก้องของทหารยามประจำหมู่บ้านที่ทำให้ทุกคนในห้องถึงกับหน้าถอดสี “ประกาศจากกองบัญชาการทหารอำเภอ! มีคำสั่งด่วนที่สุดให้ตรวจสอบทรัพย์สินและที่ดินของตระกูลจาง เนื่องจากพบหลักฐานการทุจริตและแอบอ้างชื่อกองทัพไปหาผลประโยชน์ส่วนตัว... เชิญตัวนางจางไปให้ปากคำเดี๋ยวนี้!” ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมอภัทรแก้ไขชะตา" มาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%