"ถ้าพวกคุณยังกล้าก้าวขาเข้ามาเหยียบธรณีประตูบ้านของฉันอีกแม้แต่ก้าวเดียว อย่าหาว่าฉันคนนี้ไม่เตือน!"
เสียงตบโต๊ะไม้ดังปัง! สนั่นเรือนพักหลังน้อย จนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีหม่นสั่นสะเทือน น้ำชาอุ่นๆ กระเซ็นเปรอะเปื้อนขอบโต๊ะ หลินว่านจินยืนสง่านิ่ง ใบหน้ารูปไข่เชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาดำขลับทอประกายเย็นเยียบและเฉียบคมราวกับใบมีดที่เพิ่งลับจนคมกริบ เธอไม่ได้เป็นสะใภ้ขี้ขลาดตาขาวที่ก้มหน้ายอมให้ใครมารังแกเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว
เบื้องหน้าของเธอคือ "หลินเฉียง" ญาติผู้พี่ฝั่งตระกูลเดิมที่ขึ้นชื่อเรื่องความหน้าหนาและเกียจคร้าน ชายหนุ่มร่างท้วมไว้หนวดเคราครึ้ม สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่สกปรกมอมแมม เขากำลังทำหน้าบูดบึ้ง หอบหายใจฮืดฮาดด้วยความโมโหที่ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
"หลินว่านจิน! แกมันนังอกตัญญู! กล้าดียังไงมาไล่พี่ชายแท้ๆ ของตัวเองแบบนี้!" หลินเฉียงแผดเสียงลั่น ชี้หน้าด่ากราดด้วยความเหลืออด "บ้านหลังนี้ก็แค่บ้านทหารกระจอกๆ ที่สามีแกเช่าอยู่ แกมีวาสนากินดีอยู่ดี มีเงินซื้อแป้งสาลีขาวมาทำหมั่นโถวส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วตรอกซอกซอยจนคนเขานินทากันทั้งหมู่บ้าน แต่กลับไม่มีปัญญาเจียดเงินสักสิบหยวนให้พี่ชายเอาไปลงทุนค้าขายอย่างนั้นเรอะ? แกเห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว!"
เป่าเป็าลูกชายตัวน้อยวัยสี่ขวบสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เจ้าตัวเล็กวิ่งเตาะแตะเข้าไปหลบหลังชายเสื้อของคุณแม่ พร้อมกับซบใบหน้าแก้มยุ้ยลงกับเอวบาง มือเล็กๆ กำชายเสื้อแน่น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาคลอเบ้าด้วยความหวาดกลัว
หลินว่านจินก้มมองลูกน้อย ความอ่อนโยนในแววตาพลันมลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นในอก ความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ตระกูลฝ่ายแม่และญาติพี่น้องพวกนี้ไม่เคยเห็นเธอเป็นมนุษย์ เคยสูบเลือดสูบเนื้อ ขูดรีดเงินทอง และหลอกใช้เธอสารพัดตั้งแต่สมัยยังไม่แต่งงาน พอเธอแต่งเข้าบ้านทหารตระกูลลู่ พวกเขาก็ยังตามมาเกาะแกะไม่เลิกรา คิดจะสูบความสุขสบายจากหยาดเหงื่อของเธอและสามี
"ลงทุนค้าขาย?" ว่านจินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เงินสิบหยวนที่คุณพูดหน้าตาเป็นยังไง คุณจำได้ไหมว่าครั้งล่าสุดที่คุณมาไถเงินฉันไปเมื่อครึ่งปีก่อน คุณบอกว่าจะเอาไปซื้อปุ๋ยทำนา แต่ลับหลังกลับเอาไปเล่นการพนันจนหมดตัว จนป้าสะใภ้ต้องมาโวยวายร้องไห้โฮที่บ้านฉันรอบหนึ่งแล้ว นี่คุณยังมีความละอายใจหลงเหลืออยู่บ้างไหม ถึงกล้าแบกหน้ามาขอเงินฉันก้อนใหญ่อีกรอบ?"
"แก... นังสารเลว! ปากคอเราะร้ายนักนะ!" หลินเฉียงหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความอับอายจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เข้าง้างมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอนหญิงสาวตรงหน้าให้หายแค้น
ทว่า—
*โครม!*
ประตูไม้หน้าบ้านถูกถีบเปิดออกอย่างแรงด้วยพละกำลังมหาศาล ลู่เฉิงหยวนสามีหนุ่มนายกองก้าวเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าถมึงทึง ดวงตาดุจพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร ร่างกายกำยำสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมารอบทิศทาง อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็นราวกับฤดูหนาวมาเยือนกะทันหัน
หลินเฉียงชะงักกึก มือที่เงื้อมขึ้นค้างกลางอากาศค่อยๆ สั่นเทา เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อเผชิญหน้ากับนายทหารผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดในค่ายฝึก
"เมื่อครู่... แกบอกว่าจะทำอะไรภรรยาฉันนะ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังหลุดออกมาจากลำคอของลู่เฉิงหยวน มันไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจนหลินเฉียงเข่าอ่อนยวบ ยืนแทบไม่อยู่
"คะ... Cached... เปล่าสักหน่อย ผู้กองลู่! ผม... ผมแค่หยอกล้อกับน้องสาวเล่นๆ เท่านั้นเอง!" หลินเฉียงรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มแห้งๆ เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง
"หยอกเล่นงั้นเหรอ?" ว่านจินก้าวออกมายืนเคียงข้างสามี ดวงตาดอกท้อหรี่ลงอย่างรู้ทัน เธอยกย่องรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก "ในเมื่อคุณบอกว่าเราเป็นพี่น้องที่รักกันดี งั้นฉันจะสงเคราะห์ให้คุณได้สมใจอยาก... เฉิงหยวนค่ะ พี่ชายฉันบอกว่าอยากได้เงินไปลงทุนมาก จนตัวสั่นเทาไปหมดแล้ว คุณช่วยพาพี่ชายฉันไป 'ลงทุน' ให้สาสมใจที่กองอำนวยการหมู่บ้าน หรือไม่ก็ส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินในกระเป๋าเขาสlหน่อยดีไหมคะ ว่าช่วงนี้เขาไปแอบเล่นการพนันที่ไหนมาบ้าง?"
คำพูดของว่านจินเปรียบเสมือนหมัดฮุกตรงเข้าปลายคางของหลินเฉียงอย่างจัง การพนันในยุคนี้เป็นความผิดร้ายแรง หากทางการตรวจสอบพบ มีหวังได้ไปใช้แรงงานปรับปรุงค่ายกักกันนับสิบปี!
"นัง... นังตัวแสบ! แกมันปีศาจชัดๆ!" หลินเฉียงหน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"ฉันจะนับถึงสาม..." ลู่เฉิงหยวนก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย ใบหน้าคมเข้มไร้ซึ่งรอยยิ้ม "ถ้าแกยังไม่ไสหัวออกไปจากบ้านของฉัน เตรียมตัวไปนอนซังเตรับใช้ชาติได้เลย หนึ่ง..."
ยังไม่ทันนับถึงสอง หลินเฉียงก็ไม่กล้าอยู่รอช้า เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกนอกประตูบ้านราวกับสุนัขจนตรอก วิ่งสะดุดขาตัวเองล้มลุกคลานคลุกฝุ่นจนรองเท้าหลุดไปข้างหนึ่งท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้านที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่รอบนอก
เรือนพักกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
หลินว่านจินถอนหายใจยาวเหยียด ร่างกายที่เกร็งเครียดมาตลอดผ่อนคลายลง ทว่าก่อนที่เธอจะได้หันไปขอบคุณสามี ลู่เฉิงหยวนก็รีบก้าวเข้ามาโอบกอดร่างบางของเธอไว้แนบอก ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความกังวลระคนห่วงใย
"ว่านจิน... เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? เจ้าบ้านั่นมันเกือบจะทำร้ายเธอแล้ว..." น้ำเสียงของสามีหนุ่มสั่นเครือเล็กน้อย ความเย็นชาเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความคลั่งรักและหวงแหนภรรยาจนออกนอกหน้า
"ฉันไม่เป็นไรค่ะเฉิงหยวน คุณมาได้ทันเวลาพอดีเลย" ว่านจินยิ้มละมุน ยื่นมือเรียวไปโอบกอดเอวสอบของเขาไว้เบาๆ เพื่อปลอบประโลมสามีผู้ซื่อตรงและรักเธอสุดหัวใจ
เป่าเป่าเห็นพ่อแม่กอดกัน ก็รีบวิ่งเข้าไปกอดขาผู้เป็นพ่อแน่น ส่งเสียงหัวเราะคิกคักชอบใจ บรรยากาศอบอุ่นกลับมาปกคลุมเรือนพักหลังน้อยอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ทว่า ในขณะที่ความสุขสงบกำลังก่อตัวขึ้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างสุภาพจากภายนอก... ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ลู่เฉิงหยวนขมวดคิ้วมุ่น เดินไปเปิดประตูด้วยความระแวดระวัง แต่ทว่า บุคคลที่ยืนอยู่หน้าประชิดธรณีประตูในยามวิกาลเช่นนี้ กลับไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป หรือแม้แต่ญาติจอมแสบคนเดิม...
แต่เป็นหญิงสาวในชุดโค้ทสีแดงสดหน้าตาสะสวยเฉี่ยว ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความริษยาและรอยยิ้มปริศนาที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว ซึ่งปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ และคำพูดที่ทำให้ทุกลมหายใจในห้องต้องสะดุดหยุดกักขัง!
"พี่เฉิงหยวน... จำฉันไม่ได้แล้วเหรอคะ? คู่หมั้นเก่าที่ท่านผู้ใหญ่เคยสัญญาไว้... ฉันกลับมาทวงสิทธิ์ของฉันคืนแล้วค่ะ"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
---
หมอภัทรแก้ไขชะตาขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ว่านจินและครอบครัวตระกูลลู่มา ณ ที่นี้นะครับ
คุณหนูมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80•ตอนที่ 9
ตบหน้าญาติจอมฉ้อฉลครั้งใหญ่
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!