มูเตลูแบบนี้ พี่ไม่ไหวจะเคลียร์•ตอนที่ 7

ความลับในแฟลชกล้อง

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
"บอกแล้วไงคะว่าห้ามกดถ่ายมั่วซั่ว! นี่คุณแกล้งโง่หรือหูหนวกโดยกำเนิดคะคุณวิน!" เสียงแว้드의ดังก้องไปทั่วห้องสตูดิโอเก่าคร่ำครึ กลิ่นอับชื้นของกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าและฝุ่นผงคละคลุ้งอยู่ในอากาศยามเที่ยงคืน ข้าวปุ้นกำลังกระโดดเหยงๆ เหมือนกระต่ายตื่นตูม มือเรียวบางคว้าหมอนอิงโซฟามาปิดหน้าอกปิดใจ ทำท่าทางราวกับรังสีมรณะกำลังแผ่พุ่งออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาบนโต๊ะทำงาน วิน ช่างภาพหนุ่มผู้มีใบหน้านิ่งเรียบราวยรูปสลักหินแกรนิต ถอนหายใจเบาๆ เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หมุน แววตาคมกริบมองหญิงสาวตรงหน้าที่สติหลุดลอยไปถึงดาวอังคารเรียบร้อยแล้ว มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างนึกสนุก แบบฉบับของคนที่ชอบเห็นคนอื่นสติแตกเป็นงานอดิเรก "ผมไม่ได้กดมั่วซั่วเสียหน่อยครับ... เอ้ย! ค่ะ... ผมหมายถึง ฉันแค่กดตามสัญชาตญาณช่างภาพ" วinแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อโดนสายตาดุๆ ของคนขี้โวยวายส่งค้อนวงใหญ่มาให้ "แล้วอีกอย่าง คุณจะโวยวายทำไมก่อนคะข้าวปุ้น รูปมันก็แค่วิทยาศาสตร์... แสงสะท้อนจากเลนส์กล้องบวกกับความชื้นในห้อง มันก็เลยเกิดเป็นภาพซ้อนแปลกๆ เท่านั้นเอง" "วิทยาศาสตร์บ้านป้าคุณสคะ!" ข้าวปุ้นกรี๊ดเสียงหลง ตาโตเท่าไข่ห่าน นิ้วเรียวสั่นเทาชี้ไปที่หน้าจอแล็ปท็อปที่เปิดภาพถ่ายล่าสุดจากกล้อง DSLR ตัวโปรดของวิน "แสงสะท้อนบ้านไหนเขามีหน้าคนโผล่มาอยู่ข้างหลังฉันแถมยังทำหน้าแยกเขี้ยวใส่จนเห็นเหงือกสีคล้ำขนาดนั้นวะคะ! แล้วดูมือยัยนั่นส... มันพาดอยู่บนไหล่ฉันนะเว้ย! ไหล่ขวาเนี่ย! หนักอึ้งจนถึงตอนนี้คุณไม่เห็นเหรอคะ!" วินหันกลับไปมองจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง บนหน้าจอแสดงภาพถ่ายโคลสアップของข้าวปุ้นที่กำลังทำหน้าเหวอใส่กล้องตอนกินขนมเค้ก แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านหลังร่างบางของเธอนั้น... ชัดเจนเสียยิ่งกว่าความคมชัดระดับ 4K เงาสีดำทะมึนของหญิงสาวผมยาวรุงรัง ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพรงสีขาวโพลนไร้แววตา กำลังอ้าปากกว้างจนมุมปากฉีกถึงใบหู มือเรียวยาวเล็บดำสนิทกำลังวางทาบอยู่บนลาดไหล่บอบบางของข้าวปุ้นอย่างสนิทสนม บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบฮาบลงทันทีอย่างไร้สาเหตุ ลมหายใจของข้าวปุ้นเริ่มติดขัด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ขอบตาคลอด้วยหน่วยน้ำใสๆ ความปากเก่งเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงลูกนกตกน้ำที่พยายามขยับตัวเข้ามาหลบหลังเงาร่างสูงใหญ่ของวินโดยไม่รู้ตัว "อื้อ... วิน..." เสียงของเธอสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ มือเล็กเอื้อมไปขยุ้มชายเสื้อแจ็กเก็ตยีนของชายหนุ่มไว้แน่น ราวกับว่าสิ่งนั้นคือเครื่องยึดเหนี่ยวเดียวในโลกที่มืดมนและน่ากลัวนี้ "ฉัน... ฉันไม่อยู่แล้วนะ พาฉันออกไปจากที่นี่เถอะ ขอร้องล่ะ... ฉันกลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้วเนี่ย ฮือ..." วินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นเทาจากมือเล็กที่กำเสื้อเขาไว้แน่น ความรู้สึกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอกหนา หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มรัวเร็วกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะความกลัวผีสางเทวดาที่เขาเห็นจนชินตาตั้งแต่เด็ก... แต่มันเป็นเพราะความรู้สึก 'อยากปกป้อง' ยัยตัวแสบปากเก่งคนนี้ต่างหาก ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือหนาไปกุมมือสั่นเทาของเธอที่กำเสื้อเขาไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อเยือกเย็นของข้าวปุ้น ทำให้หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยอมให้เขาจับแต่โดยดี "บอกแล้วว่าอย่าซ่าให้มันมากนัก..." วินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือความอ่อนโยนเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ต่างจากทุกครั้งที่มักจะกวนประสาท "เห็นไหมคะว่าของเขาแรงจริง... แต่ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน ผีที่ไหนมันจะกล้าทำอะไรคุณ... นอกจากมันจะอยากโดนฉันเทศน์จนหูชาแทน" "ปากดี..." ข้าวปุ้นสูดน้ำมูกฟืดใหญ่ พยายามกลั้นเสียงสะื้นแต่ก็ยังอดแขวะไม่ได้ "ถ้าผีมันลากฉันไปกินตับจริงๆ นายจะรับผิดชอบยังไงเล่า!" "ถ้ามันลากคุณไป... ผมก็จะตามไปเอาเรื่องมันถึงยมโลกเลยค่ะ" วินตอบหน้าตาเฉย พร้อมกับส่งยิ้มมุมปากที่แสนจะกวนประสาทมาให้ แต่แววตากลับจริงจังจนข้าวปุ้นหัวใจกระตุกวูบ "เพราะถ้าไม่มีคุณคอยมาโวยวายใส่ผมทุกวัน ชีวิตผมคงน่าเบื่อตายชัก" ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ข้าวปุ้นสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ขณะที่วินเหลือบสายตาไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองที่สว่างวาบขึ้นมา ข้อความแชตปรากฏชื่อของ "แม่มดหมอผีประจำตระกูล" ที่ส่งรูปถ่ายใบเดียวกันกับในคอมพิวเตอร์มา พร้อมกับข้อความสั้นๆ แต่ทำเอาเลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบจนจับขั้วหัวใจ [หมอผีป้าชื่น]: "ไอ้วิน! รูปที่แกส่งมาให้ดู... ไม่ใช่แค่ผีตามติดธรรมดาแล้วนะเว้ย... แววตาของวิญญาณในรูป มันกำลังจ้องมอง 'มึง' ที่ยืนอยู่ข้างนึงต่างหาก ไม่ใช่ยายหนูข้าวปุ้น... แต่มันกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า... 'ถึงเวลาต้องชดใช้กรรมเก่า' แล้ว!" วินหน้าถอดสีทันที ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่ออ่านข้อความนั้นจบ มือที่กุมมือข้าวปุ้นอยู่เผลอบีบแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ ทว่า... ก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านสตูดิโอ "ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก..." ก็ดังขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล ทั้งที่ประตูหน้าร้านถูกลงกลอนอย่างแน่นหนาและไม่มีทางที่ใครจะเข้ามาได้ในเวลานี้! --- ขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความหลอนแบบฟีลกู๊ดด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! - เสียงกระซิบยามดึก
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูแบบนี้ พี่ไม่ไหวจะเคลียร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%