"บอกแล้วไงคะว่าเก้าอี้ตัวนี้มันมีเจ้าของ! ยัยหัวขาดตรงหัวมุมโน่น เชิญไปนั่งแถวห้องน้ำโน่นค่ะ แถวนี้คิวฉันจองไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อนแล้ว!"
เสียงแหลมสูงของข้าวปุ้นดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงพิพิธภัณฑ์เก่าร้าง ยามตีสองครึ่งที่บรรยากาศรอบตัวควรจะวังเวงจนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตก แต่วินกลับต้องมายืนกุมขมับ นวดขมับตัวเองป้อยๆ ด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายความบ้าบิ่นของเพื่อนร่วมทางสาวคนนี้
ให้ตายเถอะ... ผู้หญิงคนอื่นเวลาเจอวิญญาณไม่มีหัวยืนขวางทางเดิน เขาก็คงจะวิ่งป่าราบ กรีดร้องจนสติหลุด หรือไม่ก็เป็นลมพับคาอกผู้ชายไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับอินฟลูเอนเซอร์สาวปากแจ๋วอย่างข้าวปุ้นค่ะ หล่อนเล่นยืนเท้าสะเอว ชี้หน้าด่าผีฉอดๆ ราวกับกำลังยืนเถียงกับป้าแม่ค้าส้มตำหน้าปากซอยที่คิดเงินเกินราคา
ร่างโปร่งแสงของเจ้าของสถานที่ ที่ควรจะน่ากลัวจนขนหัวลุก กลับยืนเอ๋อรับประทาน หน้าตาเหวอสนิท ดวงตาที่เคยโถลงมาจากเบ้าแทบจะหลุดออกมานอกกะโหลกด้วยความงุนงง มันคงไม่เคยเจอ 'มนุษย์' ตนไหนกล้าไล่มันออกจากเก้าอี้หวายเก่าๆ ตัวนี้มาก่อนในรอบสามร้อยปี
"นี่คุณผี! ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องเหรอคะ? หรือต้องให้แปลเป็นภาษาสากล? Go away! ชิ้วๆ!" ข้าวปุ้นยังคงไม่หยุดพ่นคำพูด พร้อมกับโบกมือไล่วิญญาณตนนั้นราวกับไล่แมวเกเรแถวถังขยะ
วินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่ของตัวเองเบาๆ ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้าไปดึงแขนเสื้อของคนปากกล้าที่กำลังยืนท้าทายอำนาจมืดอย่างไม่เจียมสังขาร
"ข้าวปุ้น... พอเถอะครับ... เอ๊ย! พอเถอะค่ะ" วินเกือบหลุดปากคำผู้ชายออกไปตามความเคยชิน ดีที่สะกิดต่อมสติแล้วเปลี่ยนหางเสียงแทบไม่ทัน "คุณอยากโดนมันควักไสวออกมากินเล่นแก้เหงาหรือไง ถึงได้ไปยืนเปิดศึกกับวิญญาณเจ้าถิ่นแบบนั้น"
ข้าวปุ้นหันขวับมาค้อนใส่ช่างภาพหนุ่มตาขวาง ปากบางๆ ยื่นออกมาราวกับเด็กโดนขัดใจ "ก็นายดูมันสิคะวิน! มันมายืนจ้องหน้าฉันแถมยังทำท่าจะมาแย่งเก้าอี้ตัวนี้ไปจากฉัน ทั้งที่ฉันเป็นคนเดินมาเจอ {'มัน'} ก่อนแท้ๆ เสียมารยาทที่สุด!"
"มันเป็นผีครับ... เอ๊ย เป็นผีค่ะคุณพี่! ผีเขาไม่มีมารยาททางสังคมเรื่องการต่อคิวหรอ" วินกัดฟันกรอด พยายามส่งสายตาปรามแกมขอร้องให้เธอสงบปากสงบคำลงบ้าง "แล้วอีกอย่าง เก้าอี้หวายฝุ่นเขรอะขึ้นราเนี่ยนะที่คุณอยากจะนั่งนักหนา สภาพเหมือนผ่านสงครามโลกครั้งที่สามมาแล้วนะ"
"นายไม่เข้าใจหรอกวิน ขานэมันล้า! เดินถ่ายสตอรี่มาสามชั่วโมงเต็มๆ ถ้าฉันไม่ได้นั่งตรงนี้ ร่างกายฉันจะแหลกสลายเป็นผุยผง และถ้าฉันตาย วิญญาณฉันก็จะมาหลอกนายเป็นคนแรกเลยคอยดู!" ข้าวปุ้นขู่ฟ่อ ตาขวางใส่ทั้งผีและคนข้างๆ อย่างไม่ยอมแพ้ใคร
วิญญาณไร้หัวตัวต้นเรื่องยืนเคว้งคว้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ถอยกรูดหายลับไปกับความมืดตรงมุมเสาอย่างเสียไม่ได้ มันคงยอมแพ้ให้กับความปากดีและพลังงานล้นเหลือเกินมนุษย์มนาของข้าวปุ้น ที่แม้แต่ผีสาមានยังต้องยอมหลีกทางให้
ข้าวปุ้นเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ชนะ ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอด้วยความภูมิใจ ก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้หวายตัวปัญหานั้นอย่างไม่แคร์สื่อ ทว่า... ทันทีที่สะโพกแตะลงบนเบาะ เสียงเอี๊ยดอาร์ดประหลาดก็ดังขึ้น พร้อมกับความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าขึ้นมาจนเธอต้องสะดุ้งโหยง
บรื๋อ! ทำไมมันหนาวเข้ากระดูกดำแบบนี้ล่ะเนี่ย... ข้าวปุ้นแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ความกล้าที่เพิ่งพ่นใส่ผีไปเมื่อครู่เริ่มระเหยหายไปกับสายลมเย็นเยือกที่พัดวนรอบตัว
วินยืนมองอาการ "ปากเก่งแต่ใจปลาซิว" ของคนตรงหน้าด้วยรอยมุมปากที่กระตุกขึ้นเล็กน้อย ซ่อนความเอ็นดูไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยตามสไตล์ช่างภาพหนุ่มผู้ผ่านโลกมาเยอะ เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ตัวหนาออกจากไหล่กว้าง แล้วก้าวเข้าไปคลุมทับลงบนไหล่เล็กบางของเธออย่างไร้ซุ่มเสียง
ข้าวปุ้นสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับวินที่โน้มตัวลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดปะทะเข้าที่ข้างแก้ม กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าจมูก ทอนความน่ากลัวของบรรยากาศรอบตัวให้เจือจางลงไปถนัดตา หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะเสียอย่างนั้น
"ปากเก่งนักนะ... แต่ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำเลยนี่ครับ... เอ๊ย! นี่คะ" วินกระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างใบหู น้ำเสียงเจือแววเย้าแหย่ตามนิสัยเดิม "ไหนบอกว่าเก่งไง หือ?"
"ใครสั่นคะ! ไม่มี๊! แค่แอร์มัน... เอ่อ พิพิธภัณฑ์นี้เขามีแอร์รวมด้วยเหรอวะเนี่ย" ข้าวปุ้นรีบแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษไข้ผีหรือเพราะสายตาคู่คมที่กำลังจ้องมองเธอด้วยความหมายบางอย่างที่อ่านไม่ออกกันแน่
"ดึกมากแล้วครับ... เอ๊ย ดึกมากแล้วนะคะคุณอินฟลูเอนเซอร์" วินย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเธอ มือหนายื่นไปจัดชายเสื้อแจ็คเก็ตให้เข้าที่อย่างเบามือ "เลิกหาเรื่องคุยกับผีแล้วกลับกันเถอะ ก่อนที่ฉันจะต้องอุ้มคุณออกไปจริงๆ"
"ใครจะยอมกลับง่ายๆ ล่ะ รูปสตอรี่ยังลงไม่ครบสามสิบช็อตเลย..." ข้าวปุ้นพึมพำเสียงเบา หลบสายตาคมคายคู่นั้นโดยการแกล้งมองไปทางอื่น ทว่ามือเล็กกลับกำชายเสื้อแจ็คเก็ตของวินไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แสดงออกถึงความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฟอร์มจัด
วินหัวเราะในลำคอเบาๆ กับความดื้อรั้นที่ไม่รู้จักเวลาน้ำท่วมปากของเธอ เขายืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง พลางยื่นมือหนาออกมาตรงหน้า "ลุกขึ้นมาได้แล้วครับ... เจ้าหญิงแห่งความป่วน"
ข้าวปุ้นชะงัก มองมือใหญ่นั้นสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ฉาบด้วยแสงสลัวของไฟฉาย ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันช่างขัดแย้งกับความหลอนของสถานที่เสียเหลือเกิน หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก
ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเธอกำลังจะยื่นไปแตะสัมผัสกับฝ่ามือของวินนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคน ก็ดังขึ้นก้องกังวานมาจากโถงทางเดินมืดสนิทด้านหลัง ทั้งที่ประตูทางเข้าทุกบานถูกล็อคสนิทจากด้านนอกตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว!
"วิน..." ข้าวปุ้นเสียงสั่นเครือ บีบแขนวินแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ "นาย... นายได้ยินเสียงนั่นไหม..."
วินไม่ตอบ เขาดึงตัวข้าวปุ้นเข้ามาชิดอกแกร่งทันที นัยน์ตาคมกริบหันขวับไปมองความมืดเบื้องหน้า พร้อมกับที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของเขาซึ่งเปิดหน้าแชตค้างไว้ จู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ
ข้อความใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแชตของทั้งคู่ โดยที่ไม่มีใครกดพิมพ์มันเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว:
*[ข้อความจากระบบ]: "ระวังตัวไว้ให้ดี... เพราะคนที่คุณกำลังกอดอยู่ตอนนี้... อาจจะไม่ใช่ 'คน' อีกต่อไปแล้ว"*
ขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความหลอนแบบฟีลกู๊ดด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! - เสียงกระซิบยามดึก
มูเตลูแบบนี้ พี่ไม่ไหวจะเคลียร์•ตอนที่ 6
สกิลปากดีไม่มีที่สิ้นสุด
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูแบบนี้ พี่ไม่ไหวจะเคลียร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!