เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นปูนซีเมนต์ของทางเดินชั้นสี่ดัง *ก๊อกแก๊ก* ถี่กระชั้น ราวกับฝูงกิ้งกือติดสปริง ข้าวปุ้นวิ่งหนีตายสุดชีวิตจนหน้าตาตื่น ลมหายใจหอบกระชั้นจนอกกระแทกซี่โครง แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ ประโยคคำสั่งเด็ดขาดของวินจากตอนที่แล้วยังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท—*วิ่งไปซะ อย่าหันมามองผม!*—แต่วินาทีนี้ ให้ตายเถอะ ใครจะไปกล้าทำตามคำสั่งนั้นสมบูรณ์แบบได้เล่า ในเมื่อไอ้เงาดำทะมึนที่ห้อยหัวอยู่เหนือกรอบประตูห้อง 404 เมื่อครู่ มันกำลังเลื้อยตามหลังเธอมาติดๆ ด้วยความเร็วแสง พร้อมเสียงกระดูกหักลั่นกรอบแกลบราวกับกิ่งไม้แห้งหักคาอุ้งมือ
"คุณพระคุณเจ้า หลวงพ่อคูณ หลวงปู่ทวด ช่วยลูกด้วย! ลูกตักบาตรด้วยทอดมันปลามาตลอดชีวิตนะเว้ยเฮ้ย!"
ข้าวปุ้นกรีดร้องในใจ สองขาเรียวเล็กก้าวฉับๆ จนแทบจะเหยียบชายกระโปรงตัวเองล้ม หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด แต่มือเจ้ากรรมก็ยังอุตส่าห์ควานหาสมาร์ตโฟนในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ขึ้นมาได้แบบเฉียดฉิว นิ้วเรียวสั่นเทาระรัวหน้าจอด้วยความไวแสงเพื่อกดเข้าแอปพลิเคชันแชตสีเขียวที่ชื่อว่า *‘ช่างภาพปากหมา (ที่ติดหนี้ฉันอยู่สองร้อย)’*
[ข้าวปุ้นสุดสวยและรวยมาก]: วินนนนนน! อีตาช่างภาพเฮงซวย! แกอยู่ไหน ผีมันตามฉันมาแล้วเนี่ย! มันหน้าตาเหมือนคนคอหักแถมลูกตาหลุดออกมาข้างหนึ่งด้วย ฮือออออ! ฉันจะตายมั้ยเนี่ยยยยยยยยย!
แชตขึ้นสถานะ ‘กำลังพิมพ์...’ แทบจะทันที ราวกับอีกฝ่ายนั่งเฝ้าหน้าจอรอเยาะเย้ยเธออยู่แล้ว
[วินเอง]: วิ่งเร็วเป็นหมาโดนน้ำร้อนลวกขนาดนั้น ยังมีเวลามาบรรยายหน้าตาผีอีกเหรอครับคุณอินฟลูเอนเซอร์สายกิน
[ข้าวปุ้นสุดสวยและรวยมาก]: ปากนะปาก! อยากเอาตีนลูบหน้าแกชะมัด! นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นนะเว้ย! มันมาถึงหลังคาตู้กดน้ำแล้วเนี่ย! ช่วยด้วยยยยยยย!
[วินเอง]: หยุดวิ่งก่อนครับ
[ข้าวปุ้นสุดสวยและรวยมาก]: บ้าเหรอ! ให้หยุดวิ่งเนี่ยนะ! อยากให้ฉันโดนมันลากไปทำสามีผีวิญญาณเร่ร่อนรึไง!
[วินเอง]: ถ้าคุณยังวิ่งแหกปากแบบนั้น แรงสั่นสะเทือนกับพลังงานความกลัวของคุณจะไปกระตุ้นให้มันล็อกเป้าแม่นยิ่งกว่าเรดาร์ทหารสหรัฐฯ นะครับ... หยุด หายใจเข้าลึกๆ แล้วมองไปที่กระเป๋าผ้าดิบข้างตัวคุณ
ข้าวปุ้นสะดุ้งสุดตัว ขณะที่เท้าทั้งสองข้างหยุดชะงักกึกโดยอัตโนมัติบริเวณหน้าห้องพักหมายเลข 408 หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกปาก เธอกวาดสายตามองไปที่กระเป๋าผ้าดิบสกรีนลายรูปแมวอ้วนกินหมูกระทะที่ห้อยอยู่ตรงข้อศอก ลมหายใจติดขัดจนหน้าดำหน้าแดง
[ข้าวปุ้นสุดสวยและรวยมาก]: กระเป๋าผ้า? กระเป๋าผ้าอะไร เลิกเล่นตลกนะวิน! ฉันพกแต่พาวเวอร์แบงค์กับลิปสติกสามแท่ง!
[วินเอง]: หยิบ ‘กล่องข้าวเหนียวมะม่วง’ ที่คุณซื้อมาจากตลาดนัดข้างตึกเมื่อตอนเย็นขึ้นมาครับ
ข้าวปุ้นขมวดคิ้วยุ่งด้วยความงุนงง มือสั่นระริกควานหาคว้ากล่องพลาสติกใสบรรจุข้าวเหนียวมูนสีเหลืองนวลกับมะม่วงอกรสสุกงอมที่ถูกทับถมอยู่ใต้กระเป๋าเครื่องสำอาง เธอยกมันขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดของทางเดินที่มีเพียงแสงไฟนีออนกะพริบวิบวับเป็นระยะ
[ข้าวปุ้นสุดสวยและรวยมาก]: ข้าวเหนียวมะม่วงเนี่ยนะ? จะให้ฉันกินประชดผีรึไง หรือจะให้เอาขว้างหัวมัน? มะม่วงออกจะแพง กิโลละตั้งร้อยแปดสิบนะยะ!
[วินเอง]: เอาข้าวเหนียวออกมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดเท่าเหรียญสิบ แล้ววางไว้บนพื้นตรงหน้าคุณสามก้อน... แล้วท่องตามผม
[ข้าวปุ้นสุดสวยและรวยมาก]: เดี๋ยวๆๆๆ ทำไมต้องปั้นข้าวเหนียว? นี่เรากำลังไล่ผีหรือกำลังตั้งวงกินข้าวเหนียวส้มตำคะคุณขา?!
[วินเอง]: ถ้าไม่อยากให้วิญญาณเจ้าที่แถวนี้เขามาทวงส่วนแบ่งเพราะกลิ่นกะทิเตะจมูกจนต้องหิ้วคุณไปอยู่ด้วย ก็ทำตามที่บอกเถอะครับ... พิมพ์ตามที่ผมบอกนะ ‘ขอเซ่นไหว้ด้วยข้าวทิพย์แดนมนุษย์ ขอเชิญท่านไปสู่คติภพ อย่าได้พบความทุกข์ระทม’ ท่องในใจสามจบ แล้ววางลงพื้น ห้ามหันหลังกลับเด็ดขาดจนกว่าผมจะบอก’
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลงอย่างน่าประหลาด เสียงลมหายใจหอบสะท้านของข้าวปุ้นดังสะท้อนก้อง กลิ่นอับชื้นของตึกเก่าผสมผสานกับกลิ่นหอมหวานมันของกะทิและมะม่วงสุกอบอวลอยู่ในอากาศชวนให้รู้สึกมึนงง ข้าวปุ้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือสั่นเทาจนเกือบทำกล่องข้าวเหนียวหล่นพื้น เธอกัดริมฝีปากแน่นด้วยความกลัวผสมความโมโหระคนกัน แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
นิ้วเรียวจัดการปั้นข้าวเหนียวมูนสีขาวนวลก้อนเล็กๆ สามก้อนอย่างลวกๆ วางเรียงลงบนพื้นปูนเย็นเฉียบ หลับตาปี๋แล้วท่องคาถาตามที่วินบอกในใจสามจบอย่างรวดเร็วราวกับเด็กท่องบทอาขยานสอบปลายภาค
*พรึบ!*
ทันทีที่วางก้อนสุดท้ายลง เสียงกรีดร้องโหยหวนแหลมสูงที่เคยอยู่ประชิดแผ่นหลังก็ถูกกระชากถอยหลังกลับไปราวกับโดนแรงดึงดูดมหาศาล กลิ่นเหม็นเน่าซากศพจางหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านวูบหนึ่งจนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
ข้าวปุ้นยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง มือยังคงถือมือถือค้างไว้หน้าจอ
[วินเอง]: เก่งมากครับ... ตอนนี้หันหลังกลับมาได้แล้ว
ข้าวปุ้นสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ค่อยๆ หมุนตัวกลับไปมองช้าๆ ด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าภาพสยองขวัญเมื่อครู่จะกลับมาหลอกหลอนอีกรอบ แต่ทว่า... ทางเดินปูนซีเมนต์ยาวเหยียดกลับว่างเปล่า มีเพียงความเงียบงัดและแสงไฟนีออนที่นิ่งสนิทไร้รอยกะพริบ
และที่ปลายทางเดินนั้น... ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อฮู้ดสีดำสนิทของช่างภาพหนุ่มกำลังยืนพิงผนังกำแพงกอดอกมองมาทางเธอ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มกวนประสาทที่เห็นทีไรก็ชวนให้หมั่นไส้จนอยากจะวิ่งเข้าไปทุบสักทีสองที แต่ในวินาทีนี้... รอยยิ้มนั้นกลับทำให้หัวใจที่เต้นรัวระทึกด้วยความกลัวเมื่อครู่ เปลี่ยนจังหวะมาเต้นระส่ำระสายด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างแทน
ข้าวปุ้นเม้มปากแน่น ถลึงตาใส่ร่างสูงที่ยืนทำเท่ท่ามกลางบรรยากาศวังเวง แล้วรัวนิ้วพิมพ์แชตส่งหาคนตรงหน้าทันที
[ข้าวปุ้นสุดสวยและรวยมาก]: ไอ้บ้าวิน! รู้แผนแบบนี้ทำไมไม่บอกตั้งแต่ทีแรกฮะ! ปล่อยให้ฉันวิ่งตับแลบเกือบตายคาตึก แถมข้าวเหนียวมะม่วงของฉันก็เหลือแค่มะม่วงเปล่าๆ แบบนี้ใครจะรับผิดชอบหยะ!
วินหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นลอยละลิ่วมาตามทางเดิน ก่อนที่นิ้วเรียวยาวของเขาจะกดพิมพ์ตอบกลับมาในแชต ทั้งที่สายตายังคงจ้องตรงมาที่เธอไม่ละไปไหน
[วินเอง]: ก็เห็นคุณอยากออกกำลังกายกระชับต้นขาไม่ใช่เหรอครับ... อีกอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วงกล่องนั้น เดี๋ยวผมพาไปเลี้ยงใหม่ที่ร้านดังหน้าปากซอย ถือเป็นการไถ่โทษที่ทำให้คุณ ‘ใจสั่น’ ก็แล้วกันนะครับ
ข้าวปุ้นรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่พุ่งขึ้นมาเกาะกุมพวงแก้มทั้งสองข้างอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองป้อยๆ พลางค้อนขวิดใส่คนกวนประสาทที่เดินสาวเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ทว่า ในจังหวะที่วินกำลังก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า ห่างกันแค่เพียงเอื้อมมือ และดวงตาสีเข้มคู่นั้นกำลังจ้องมองลึกลงมาในดวงตาของเธอด้วยประกายความหมายบางอย่างที่อ่านไม่ออก ข้าวปุ้นก็เผลอใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก
ดวงตาสีเข้มของช่างภาพหนุ่มหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่คอเสื้อแจ็กเก็ตของเธอ นิ้วเรียวของเขายื่นเข้ามาใกล้เพื่อจะปัดฝุ่นหรืออะไรสักอย่างออกให้โดยสัญชาตญาณ... แต่ทว่า จังหวะนั้นเอง นิ้วของเขากลับสะดุดเข้ากับสร้อยข้อมือแปลกประหลาดที่ห้อยตุ้งติ้งอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเธอที่เปิดอ้าอยู่
โลหะเย็นเฉียบชิ้นเล็กๆ ร่วงหล่นลงกระทบพื้นปูนดัง *กริ๊ง* เบาๆ
ทั้งคู่ก้มลงมองพร้อมกัน... มันคือเหรียญโบราณสลักอักขระแปลกประหลาดที่มีรอยคราบสีดำคล้ายคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่รอบขอบเหรียญ และที่สำคัญที่สุด... ด้านหลังเหรียญนั้นมีชื่อและวันเดือนปีเกิดของ *วิน* สลักไว้อย่างชัดเจน!
ข้าวปุ้นหน้าถอดสีทันที ขณะที่เงยหน้าขึ้นสบตากับวินอีกครั้ง รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาคมกริบที่ฉายแววเย็นเยียบและคาดไม่ถึงจ้องมองเธอเขม็ง
[วินเอง]: เหรียญนี่... มาอยู่ในกระเป๋าคุณได้ยังไงครับ ข้าวปุ้น?
(อ่านต่อตอนที่ 3: "เงาในเลนส์กล้อง" - ร่วมลุ้นและอมยิ้มไปกับความสัมพันธ์สุดปั่นของทั้งคู่ต่อได้ในตอนหน้าค่ะ!)
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความหลอนแบบฟีลกู๊ดด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! - เสียงกระซิบยามดึก
มูเตลูแบบนี้ พี่ไม่ไหวจะเคลียร์•ตอนที่ 2
แชตลวงกับของเซ่นไหว้
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูแบบนี้ พี่ไม่ไหวจะเคลียร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!