เงาโบราณในห้องนิรภัยอดีต•ตอนที่ 7

เงาสะท้อนในกระจกทองสัมฤทธิ์

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและผงดินอายุกว่าสองพันปีกำลังลอยอบอวลอยู่ในความเงียบงันของห้องใต้ดินนิรภัย แสงจากคบเพลิงโคมไฟพกพาสีส้มอมแดงสาดส่องกระทบโครงสร้างอิฐมอญโบราณ ทอดเงายาวน่ากลัวทาบทับไปบนผนังศิลาแลง คิรากรยืนอยู่เบื้องหลังรินรดา ระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ ทว่าช่องว่างทางความคิดกลับห่างไกลราวเหวลึก "คุณกำลังใช้ความรู้สึกตัดสินมากกว่าหลักฐานทางวิชาการนะครับ... ดร.รินรดา" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของคิรากรดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม แต่สายตาคมกริบราวกับสัตว์นักล่าในความมืดกำลังจดจ้องแผ่นหลังบางที่กำลังเกร็งเครียด รินรดากัดริมฝีปากแน่น นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวสั่นเทาเล็กน้อยขณะถือแปรงปัดฝุ่นโบราณคดี "หลักฐานทางวิชาการเหรอคะ... อ้อ ขออภัย ผมหมายถึง... หลักฐานทางวิชาการไม่ได้สอนให้เราละเลยสัญชาตญาณหรอกนะคะ เอ๊ย!" รินรดาชะงักคำพูดของตัวเองทันทีเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิดเพี้ยน ใบหน้าหวานเฉียบขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความหงุดหงิดปนอับอายที่เกือบเสียฟอร์มต่อหน้าโจรร้ายข้ามชาติผู้นี้ คิรากรหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเจือแววขบขันอย่างปิดไม่มิด "ระวังหน่อยนะครับ ดร.รินรดา การเสียสมาธิในสถานที่แบบนี้ อาจทำให้คุณมองไม่เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่... หรือบางที คุณอาจจะเห็นมันเข้าแล้วจริงๆ" รินรดาไม่ตอบโต้ เธอกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ชำเลืองมองกระจกทองสัมฤทธิ์โบราณขนาดใหญ่ที่วางตั้งอยู่บนแท่นศิลาเบื้องหน้า พื้นผิวด้านหลังของมันสลักลวดลายเทพเจ้าโบราณและอักษรลิ่มที่เธอกำลังศึกษาอยู่ แต่สิ่งดึงดูดสายตาไม่ใช่ลวดลายเหล่านั้น... มันคือแผ่นกระจกด้านหน้าที่ผ่านการขัดแต่งด้วยสารเคมีเฉพาะจนใสกระจ่าง กระจกทองสัมฤทธิ์แผ่นนี้มีอายุไม่ต่ำกว่าสองพันปี พื้นผิวโลหะผสมควรจะขมุกขมัวและสะท้อนภาพเบลอๆ แต่วินาทีที่แสงจากคบเพลิงตกกระทบในมุมองศาที่พอเหมาะ ภาพสะท้อนภายในกระจกกลับคมชัดราวกับจอภาพยนตร์ดิจิทัลยุคใหม่ ทว่า... ภาพที่สะท้อนออกมานั้นไม่ใช่เงาของห้องนิรภัยใต้ดิน และไม่ใช่เงาของเธอหรือคิรากรที่ยืนอยู่ข้างหลัง รินรดากะพริบตาถี่ๆ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก ในเงาสะท้อนของกระจกทองสัมฤทธิ์ ปรากฏภาพของห้องโถงหินอ่อนโอ่อ่าสไตล์ยุโรปยุคศตวรรษที่ 19 โคมระย้าคริสตัลระยิบระยับส่องแสงสว่างจ้า และกลางห้องโถงนั้น มีร่างของชายคนหนึ่งกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนกองเลือดสดๆ ที่ค่อยๆ แผ่ขยายวงกว้างออกไปอย่างน่ากลัว สิ่งที่ทำให้รินรดาแทบหยุดหายใจ ไม่ใช่ความน่ากลัวของศพที่ปรากฏในกระจก... แต่เป็นเสื้อผ้าและนาฬิกาข้อมือราคาแพงบนร่างไร้ลมหายใจนั้น นั่นคือ "ศาสตราจารย์ ดร.อานนท์" อาจารย์ที่ปรึกษาและหัวหน้าโครงการขุดค้นของเธอเอง! "ริน..." เสียงเรียกแผ่วเบาจากคิรากรที่อยู่ใกล้ชิดกว่าเดิมทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว มือที่ถือแปรงปัดฝุ่นเกือบหลุดร่วงลงพื้น "คุณหน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยนะ มีอะไรในกระจกแผ่นนั้นที่ทำให้คุณกลัวขนาดนั้นเชียว หรือว่า... คุณเห็นหน้าตัวเองในอนาคต?" รินรดาหันขวับกลับมามองหน้าเขา แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดระแวงอย่างปิดไม่มิด "ศาสตราจารย์อานนท์... อาจารย์อานนท์อยู่ที่นี่ เขา..." เธอกลืนคำพูดกลับลงไปเมื่อตระหนักได้ว่า โครงการนี้ศาสตราจารย์อานนท์ไม่ได้เดินทางมาด้วย เขาอยู่ที่กรุงเทพฯ ห่างจากแหล่งโบราณคดีกลางทะเลทรายแห่งนี้หลายพันกิโลเมตร "อาจารย์ของคุณเหรอครับ?" คิรากรหรี่ตาลง รอยยิ้มมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความจริงจัง เขาก้าวเข้ามาประชิดด้านข้างของรินรดา กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นอายดินปืนและกระดาษเก่าลอยเข้าจมูกเธอ ชายหนุ่มโน้มตัวลงมองผ่านไหล่บางไปยังกระจกทองสัมฤทธิ์แผ่นนั้น ภายในกระจก... ภาพของห้องโถงหินอ่อนและร่างไร้วิญญาณของศาสตราจารย์อานนท์ได้เลือนหายไปแล้ว แทนที่ด้วยความว่างเปล่าและเงาสะท้อนมืดมิดของผนังอิฐมอญเบื้องหลังตามความเป็นจริง รินรดานิ่งง็งัน สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ตาฝาด มือที่สั่นเทายกขึ้นแตะขมับตัวเอง "ฉัน... ฉันเห็นจริงๆ นะคะ มันไม่ใช่ภาพหลอน มันคือห้องโถงของคฤหาสน์ตระกูลวรกุลที่กรุงเทพฯ..." คิรากรไม่พูดอะไร เขายื่นมือหนาออกไปแตะที่ขอบโลหะของกระจกทองสัมฤทธิ์ นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามร่องอักษรโบราณที่สลักไว้รอบกรอบอย่างพิจารณา แววตาของจอมโจรหนุ่มฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง "นี่ไม่ใช่ภาพหลอนจากอาการเหนื่อยล้าทางจิตวิทยาอย่างที่ตำราจิตแพทย์บอกคุณหรอกครับ ดร.รินรดา" คิรากรเอ่ยเสียงกระซิบข้างใบหูของเธอ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้จนรินรดาต้องรีบเบี่ยงตัวถอยหลัง "กระจกแผ่นนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีโลหะวิทยาโบราณที่ก้าวหน้าเกินยุค มันไม่ได้สะท้อน 'ภาพปัจจุบัน' แต่มันทำหน้าที่เหมือนตัวรับสัญญาณ... หรืออาจจะบันทึก 'เหตุการณ์' ที่มีความผูกพันทางจิตวิญญาณอย่างรุนแรงเอาไว้" "คุณกำลังจะบอกว่า..." รินรดาเบิกตากว้าง "สิ่งที่ฉันเห็นเมื่อครู่ คืออนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น... หรือมันเกิดขึ้นแล้วที่กรุงเทพฯ?" "เราต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้" คิรากรตัดบทน้ำเสียงเฉียบขาด มือแข็งแรงคว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้โดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ "สัญญาณสื่อสารผ่านดาวเทียมที่ผมซ่อนไว้ด้านบนเพิ่งส่งเสียงเตือน... มีคนกำลังเปิดห้องนิรภัยชั้นนอกด้วยรหัสผ่านหลัก และถ้าคำนวณจากเวลา..." เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังสะท้อนก้องกังวานลงมาจากบันไดหินวนเบื้องบน พร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันของอาวุธปืนที่ถูกปลดเซฟเตรียมพร้อม รินรดาสบตากับคิรากรในความสลัวของแสงคบเพลิง ในสถานการณ์คับขันที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม อุดมการณ์ที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างนักวิชาการผู้ยึดมั่นในกฎหมายกับจอมโจรผู้แหกคุกโลก กลับถูกละลายหายไปเหลือเพียงความไว้วางใจเดียวที่มีต่อกันในยามนี้ คิรากรดึงรินรดาให้หมอบราบลงไปหลบหลังแท่นศิลาโบราณ ขณะที่แสงไฟฉายกราดส่องสว่างวาบลงมาตามทางเดิน และเสียงตะโกนเป็นภาษากลุ่มติดอาวุธก็ดังลั่นขึ้น "พวกมันอยู่ในนี้! ล้อมไว้ให้หมด อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจอดีตอันดำมืดนี้ไปกับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณในห้องนิรภัยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%