ปลอกกระสุนทองเหลืองขนาด 9 มิลลิเมตรกลิ้งตกลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ส่งเสียงก้องกังวานในความเงียบสงัดของห้องจัดแสดงนิทรรศการชั้นใต้พิพิธภัณฑ์ มันยังอุ่นอยู่ และกลิ่นดินปืนจางๆ ก็ลอยกรุ่นปะปนกับกลิ่นอับชื้นของโบราณวัตถุอายุพันปี
รินรดากลั้นหายใจ แผ่นหลังแนบสนิทไปกับเสาศิลาแกรนิตสลักลวดลายเทพเจ้าโบราณ มือข้างที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวสั่นเทาเล็กน้อยขณะกำกระบอกไฟฉายแรง
สูงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เธอมองร่างสูงโปรดของคิรากรที่พุ่งตัวเข้ามาด้วยสัญชาตญาณ มือแกร่งคว้าต้นแขนของเธอแล้วดึงหลบวิถีกระสุนที่เจาะทะลุกระจกตู้จัดแสดงโบราณวัตถุยุคสำริดจนแตกละเอียด เศษแก้วกระจายเกลื่อนพื้นราวกับเกล็ดน้ำแข็ง
"เงียบ" คิรากรกระซิบชิดริมหู ลมหายใจของเขาอุ่นร้อนปะปนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นเหงื่อจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกแก๊ปสีดำกวาดมองไปทั่วความมืดเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็นและคำนวณ "พวกมันไม่ได้มาแค่คนเดียว และเป้าหมายไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน... พวกมันต้องการเก็บกวาด"
รินรดากัดริมฝีปากแน่น ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความโกรธขึงในวิชาชีพ "เก็บกวาด? นี่มันสมบัติของชาติ พวกมันกล้าดียังไงถึงใช้กระสุนกับประวัติศาสตร์!"
"ประวัติศาสตร์ไม่มีชีวิตรอดมาเล่าเรื่องได้หรอกครับ คุณรินรดา... แต่กระสุนเมื่อครู่มีเจตนาปลิดชีพเราชัดเจน" คิรากรตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนแสงไฟฉายวับวาด เขาขยับตัวช้าๆ ดึงปืนพกสีดำด้านขนาดกะทัดรัดออกจากซองใต้แจ็คเก็ตหนังอย่างเงียบเชียบ ความเป็นมืออาชีพที่ฉายชัดในแววตาของโจรข้ามชาติผู้นี้ทำให้รินรดารู้สึกทั้งอุ่นใจและขัดแย้งในคราวเดียวกัน
ในโลกของเธอนั้น โบราณวัตถุคือหลักฐานทางอารยธรรมที่ต้องถูกบันทึกและจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์ด้วยความเคารพ แต่วิถีของคิรากรคือการรักษาความลับเหล่านั้นให้อยู่รอด แม้จะต้องซ่อนเร้นมันจากโลกภายนอกก็ตาม และในนาทีนี้ ความเชื่อที่ต่างขั้วกลับต้องพึ่งพากันเพื่อเอาชีวิตรอดจากเงาสีดำที่คืบคลานเข้ามาในความมืด
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงรองเท้าคอมแบทกระทบพื้นหินดังใกล้เข้ามาทีละน้อย มันจังหวะสม่ำเสมอ เป็นระเบียบ และไร้ความลังเล—ไม่ใช่เสียงของโจรสมัครเล่น หรือตำรวจท้อง
ถิ่นทั่วไป แต่นี่คือ "หน่วยปฏิบัติการพิเศษ" ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน
"ทางออกฉุกเฉินที่แผนผังระบุไว้ถูกปิดตายแล้ว" คิรากรพึมพำเบาๆ ขณะเหลือบมองสมาร์ตโฟนในมือที่สัญญาณดาวเทียมถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง "ระบบถูก Jammed (รบกวนสัญญาณ) พวกมันรู้โครงสร้างที่นี่ดีกว่าพวกเราเสียอีก"
รินรดาหน้าซีดลง "หมายความว่า... มีคนเกลือเป็นหนอนในกระทรวง หรือไม่ก็... หน่วยงานที่เราไว้ใจเป็นคนส่งพวกมันมา?"
"คำตอบนั้นเก็บไว้ถามพวกมันตอนรอดออกไปดีกว่าครับ" คิรากรยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันความตายที่ทำให้คนมองรู้สึกหมั่นไส้แต่ก็ปฏิเสธเสน่ห์อันตรายนั้นไม่ได้ "จับชายเสื้อผมไว้ให้แน่น อย่าส่งเสียง และที่สำคัญที่สุด... เชื่อใจผม"
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันโต้แย้ง รินรดาก็รู้สึกถึงแรงดึงที่ทรงพลัง คิรากรพาเธอพุ่งตัวออกจากเสาศิลาไปยังซอกแคบระหว่างแท่นจัดแสดงศิลาจารึกและผนังปูนเปลือย เสียงปืนรัวสนั่นหูตามหลังมาทันที กระสุนเจาะเข้ากับแผ่นศิลาโบราณจนเศษหินกระเด็นบาดแก้มนวลของเธอเป็นรอยแผลบางๆ มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
คิรากรชำเลืองมองรอยแผลนั้นชั่วเสี้ยววินาที แววตาที่เคยเยือกเย็นฉายประกายวาวโรจน์ขึ้นอย่างน่ากลัว เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้มืออีกข้างดันแผงไม้จำลองผนังถ้ำโบราณที่ซ่อนกลไกสปริงไว้—ซึ่งเป็นทางลับที่นักโบราณคดีอย่างรินรดายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่—แล้วดันตัวเธอเข้าไปในความมืดก่อนจะแทรกตัวตามเข้าไปแล้วดึงแผงไม้ปิดสนิทลงอย่างแนบเนียน
ความเงียบสงบกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่อากาศภายในช่องลับนี้ทั้งแคบและอับชื้น จนทำให้ทั้งคู่ต้องแนบชิดกันโดยปริยาย
รินรดารู้สึกได้ถึงไออุ่นจากแผ่นอกแกร่งของชายหนุ่มที่ทาบทับอยู่เหนือร่างของเธอ ลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอแต่ถี่กระชั้นเล็กน้อยบ่งบอกว่าเขาเองก็ไม่ได้ผ่อนคลายอย่างที่แสดงออก
"คุณ... รู้จักทางลับนี่ได้ยังไง?" รินรดาเอ่ยถามเสียงกระซิบ ริมฝีปากของเธออยู่ห่างจากคางของเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตร
"ตอนที่ผมเข้ามาสำรวจพื้นที่นี้เมื่อสามเดือนก่อน ผมไม่ได้สนใจแค่โบราณวัตถุชิ้นเอกหรอกครับ... ผมสนใจทางหนีทีไล่เสมอ" คิรากรตอบเสียงนุ่มทุ้มในความมืด ดวงตาของเขาจ้องมองเธอผ่านแสงรำไรที่เล็ดลอดเข้ามาตามรอยต่อของแผงไม้ "และดูเหมือนสัญชาตญาณของผมจะไม่เคยทำให้ผิดหวัง"
"คุณมันพวกนอกรีต..." รินรดากระซิบตอบด้วยความขัดเคืองเล็กๆ พยายามเบือนหน้าหนีสายตาที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดนั้น "วัตถุโบราณไม่ใช่เครื่องมือให้คุณใช้เล่นเกมหลบหนีนะคิรากร"
"แต่ตอนนี้ มันกำลังช่วยชีวิต 'ผู้พิทักษ์ประวัติศาสตร์' อย่างคุณอยู่นะครับ" คิรากรสวนกลับด้วยน้ำเสียงเจือแววขบขันแกมเอ็นดู "หรือคุณอยากจะออกไปอธิบายให้พวกมันฟังว่า จรรยาบรรณวิชาชีพห้ามไม่ให้ยิงปืนในเขตโบราณสถานดีล่ะ?"
รินรดากัดฟันกรอด รู้สึกเถียงไม่ออก แต่ก่อนที่เธอจะได้สะบัดหน้าหนี เสียงฝีเท้าด้านนอกก็หยุดลงตรงหน้าแผงไม้ที่พวกเขากลบตัวอยู่พอดี
เสียงรองเท้าคอมแบทหยุดนิ่ง ร่างเงาตะคุ่มทาบทับลงบนรอยแยกของแผงไม้ กลิ่นอายคุกคามแผ่ซ่านเข้ามาในความอับชื้น รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ร่างกายเกร็งแข็งทื่อ มือเรียวเผลอขยุ้มเสื้อแจ็คเก็ตของคิรากรแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
คิรากรขยับตัวเข้ามาโอบไหล่เธอไว้แนบแน่นขึ้น มืออีกข้างเลื่อนไปปลดเซฟปืนอย่างเงียบเชียบที่สุด สายตาคมก్రిบจดจ้องไปยังรอยแยกของไม้ราวกับเสือดาวที่รอจังหวะตะครุบเหยื่อ บรรยากาศรอบตัวกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เม็ดเหงื่อผุดพรายตามขมับของรินรดา
ทว่า... เสียงวิทยุสื่อสารขนาดเล็กที่เหน็บอยู่บนปกเสื้อของมือสังหารด้านนอกก็ดังขึ้น ขัดจังหวะการตรวจค้น
*"เป้าหมายเคลื่อนย้ายไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้แล้ว... ท่านสั่งให้ยกเลิกการค้นหาจุดนี้ ถอนกำลังทั้งหมดทันที!"*
เสียงรายงานที่ลอดผ่านลำโพงวิทยุแม้จะเบา แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้ทั้งสองคนในห้องลับได้ยินถ้วนหน้า เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มมือสังหารจึงเริ่มถอยห่างออกไปทีละน้อย จนกระทั่งเงียบหายไปในที่สุด
รินรดาผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความโล่งอก เข่าของเธอแทบจะทรุดลงกับพื้นหากไม่ได้แขนแกร่งของคิรากรประคองเอวไว้เสียก่อน
"พวกมันถอยไปแล้ว..." เธอพึมพำเสียงแผ่ว
"ใช่ครับ แต่นั่นหมายความว่า... มีคนอื่นกำลังตกเป็นเป้าหมาย หรือไม่ก็..." คิรากรเว้นจังหวะ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง "พวกมันรู้ดีอยู่แล้วว่า เราจะต้องหนีมาทางนี้ และจงใจปล่อยให้เราหนีรอด เพื่อนำทางพวกมันไปสู่บางสิ่ง"
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจกระตุกวูบ "หมายความว่ายังไง?"
คิรากรไม่ตอบทันที เขาดันแผงไม้ออกช้าๆ แสงไฟสลัวจากห้องโถงด้านนอกเผยให้เห็นร่องรอยความเสียหาย แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาไม่ใช่รูกระสุนบนผนัง หากแต่เป็นรอยเท้าเปื้อนโคลนผสมคราบสารเคมีบางอย่างบนพื้นหินอ่อน ซึ่งไม่ใช่ของกลุ่มมือสังหารเมื่อครู่ และไม่ใช่ของพวกเขา
มันเป็นรอยเท้าของบุคคลที่สาม... ที่เพิ่งเดินผ่านออกไปทางห้องเก็บศิลาจารึกโบราณชั้นใน
คิรากรก้มลงแตะรอยโคลนั้นเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรินรดาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความขี้เล่นถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดระดับสูงสุด
"ดูเหมือนว่า... สิ่งที่เรากำลังตามหากันอยู่ ไม่ใช่แค่สมบัติโบราณธรรมดาแล้วล่ะครับคุณรินรดา" คิรากรเอ่ยเสียงต่ำ ชูวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่เก็บได้จากรอยโคลนั้นขึ้นมาให้เธอเห็น "เพราะตราประทับสัญลักษณ์นี้... เป็นขององค์กรลับที่ถูกยุบไปเมื่อสามสิบปีก่อน... องค์กรเดียวกันกับที่พ่อของคุณเคยทำงานให้ก่อนจะเสียชีวิตอย่างปริศนา"
รินรดาเบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบไปถึงขั้วหัวใจ เมื่อมองเห็นตราสัญลักษณ์รูป 'ดวงตาอูโรโบรอส' สลักอยู่บนเหรียญโลหะโบราณที่เปื้อนคราบเลือดสดๆ ร้อนๆ!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจอดีตอันดำมืดนี้ไปกับผมนะครับ
เงาโบราณในห้องนิรภัยอดีต•ตอนที่ 8
ผู้ไล่ล่าในเงามืด
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณในห้องนิรภัยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!