เศษกระจกนิรภัยเคลือบสารกันความร้อนร่วงกราวลงมากระทบพรมขนสัตว์ในห้องทำงานส่วนตัว เสียงนั้นแหลมคมบาดหูราวกับเสียงกรีดร้องของโลหะ และก่อนที่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของนักโบราณคดีจะสั่งให้รินรดากระโดดหลบพ้นรัศมีอันตราย ร่างสูงโปร่งในชุดแจ็คเก็ตหนังสีเข้มก็พุ่งทะลุผ่านกรอบหน้าต่างที่แตกกระจายเข้ามาอย่างไร้เสียงเตือน แรงปะทะทำให้ข้าวของบนโต๊ะทำงานกระจายเกลื่อน แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือปลายกระบอกเก็บเสียงสีดำสนิทที่จ่อตรงมายังกึ่งกลางหน้าผากของเธออย่างแม่นยำ
ไม่มีเสียงทักทาย ไม่มีพิธีรีตอง
"ถ้าไม่อยากให้สมองของคุณไปประดับอยู่บนผนังด้านหลัง กรุณาถอยห่างจากแท่นศิลาจารึกนั่นสามก้าวครับ คุณรินรดา"
เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบ เย็นชา แต่มั่นคงจนน่าขนลุก คิรากรในยามนี้ไม่มีมาดสุภาพบุรุษจอมปลอมที่เธอเคยพบเจอในหอสมุดแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ก่อน ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกแก๊ปสาดประกายคมปลาบ กวาดมองสำรวจรอบห้องด้วยความรวดเร็วรากับเรดาร์ทหาร ก่อนจะวกกลับมาสบตาเธอ นัยน์ตาสสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพความตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้กรอบแว่นสายตาอย่างมิดชิด
รินรดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากเย็น เธอยังคงยืนนิ่งหลังตรง มือข้างที่ถือพู่กันขนกระรอกสำหรับปัดฝุ่นโบราณวัตถุกำแน่นจนข้อกระดูกนิ้วขาวซีด เธอมองผ่านลำกล้องปืนไปยังใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณมุมปากข้างขวา แม้สถานการณ์จะคับขันถึงชีวิต แต่สายตาของนักวิชาการสาวกลับฉายแววท้าทายมากกว่าหวาดกลัว
"คุณนี่มัน... สุนัขป่าไร้ยางอายจริงๆ คิรากร" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ "บุกรุกเข้ามาในยามวิกาล ใช้กำลังทำลายทรัพย์สิน และยังกล้าเอาอาวุธมาขู่คนที่ปกป้องมรดกของชาติเนี่ยนะ จรรยาบรรณของคุณมันคงขายกินไปพร้อมกับสมบัติที่คุณขโมยมาสินะ"
คิรากรเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็วก่อนจะจางหายไป เขายังคงรักษาท่าทางการเล็งปืนไว้อย่างมั่นคง แต่สายตาเหลือบไปมองแผ่นศิลาจารึกอักษรคูนิฟอร์มที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอ แผ่นศิลานั้นคือ "ศิราจารึกแห่งชูเมอร์" ชิ้นส่วนสำคัญที่เพิ่งถูกขุดพบและส่งมอบให้เธอนำมาแปลความหมายเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
"จรรยาบรรณงั้นหรือครับ?" คิรากรทวนคำ น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยันชัดเจน "จรรยาบรรณที่บอกให้คุณเอาหลักฐานชิ้นสุดท้ายของอารยธรรมโบราณไปขังไว้ในตู้กระจกติดแอร์ เย็นเยียบ ไร้จิตวิญญาณ เพื่อให้พวกนักการเมืองท้องถิ่นกับนายทุนหน้าเลือดใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพความสำเร็จเนี่ยนะ... คุณรินรดา คุณต่างหากที่กำลังฆ่าประวัติศาสตร์ทางอ้อม"
"คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินฉัน!" รินรดาตวาดกลับ ดวงตาคู่สวยลุกโชนด้วยโทสะ อุดมการณ์ในฐานะนักโบราณคดีสายอนุรักษ์ถูกท้าทายอย่างรุนแรง "โบราณวัตถุควรอยู่ในที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ถูกซุกซ่อนอยู่ในรังโจร หรือถูกขายทอดตลาดมืดให้พวกเศรษฐีบ้าสะสมเพื่อสนองตัณหา!"
"คุณมองโลกในแง่ดีเกินไปจนน่าสมเพช..." คิรากรก้าวเข้าไปประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วจนรินรดาสะดุ้งถอยหลังสะดุดขอบพรม แต่ก่อนที่เธอจะล้มลง แขนแข็งแรงข้างหนึ่งก็คว้าเอวเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนแทบชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน กลิ่นอายบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นฝนและป่าเขาจากตัวเขาลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส
รินรดานิ่งงังไปชั่วขณะ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก ไม่ใช่เพราะปากกระบอกปืนที่ลดระดับลงมาข้างลำตัวแล้ว แต่เป็นเพราะประกายตาที่ลึกล้ำและดึงดูดใจอย่างประหลาดของชายหนุ่มตรงหน้า มันเป็นความขัดแย้งทางจิตวิญญาณที่รุนแรง ระหว่างความถูกต้องตามกฎหมายที่เธอยึดมั่น กับความดิบเถื่อนทรงเสน่ห์ที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์ของเขา
"ปล่อยฉันนะ!" เธอผลักอกเขาเต็มแรง คิรากรยอมถอยหลังออกไปสองก้าวแต่โดยดี เขายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับพิจารณาเรือนร่างและแววตาของเธออย่างลึกซึ้ง ราวกับกำลังประเมินว่าผู้หญิงคนนี้อันตรายต่อแผนการของเขามากแค่ไหน
"ผมไม่ได้มาเพื่อเถียงเรื่องปรัชญาพิพิธภัณฑ์กับคุณหรอกครับ..." คิรากรพูดเสียงต่ำ สายตาเบนกลับไปที่แผ่นศิลาจารึกบนโต๊ะ "อีกไม่ถึงสิบนาที ทีมเก็บกวาดของกลุ่ม 'โอไรอน' จะมาถึงที่นี่ พวกมันไม่ได้ใจดีแบบผม พวกมันไม่สนใจหว่านล้อมด้วยคำพูด และถ้าพวกมันพบว่าคุณแปลอักษรบนศิลานั่นสำเร็จ... ชีวิตของคุณจะจบลงทันที"
คำพูดนั้นทำให้รินรดารู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง "โอไรอน? กลุ่มนายหน้าค้าโบราณวัตถุมืดระดับโลก... ทำไมพวกเขาถึง..."
"เพราะจารึกแผ่นนั้นไม่ได้บันทึกเรื่องราวพงศาวดารกษัตริย์อย่างที่พวกคุณเข้าใจ..." คิรากรก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน วางมือลงบนขอบโต๊ะโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่ากลัว "แต่มันคือแผนผังที่ตั้งของ 'คลังแสงแห่งบาบิโลน' อาวุธชีวภาพจากยุคโบราณที่สามารถล้างบางประชากรครึ่งโลกได้ในชั่วข้ามคืน... และคุณเพิ่งจะแปลรหัสผ่านบรรทัดสุดท้ายเสร็จเมื่อบ่ายนี้ใช่ไหมล่ะ?"
รินรดาเบิกตากว้าง หัวใจกระหน่ำรัวราวกับกลองศึก ความจริงข้อนี้ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ เธอมองหน้าจอมโจรหนุ่มสลับกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังเปิดไฟล์งานค้างไว้ ข้อมูลที่เธอคิดว่าเป็นเพียงตำนานปรัมปรา กลับมีตัวตนและอันตรายเกินกว่าจะจินตนาการ
"ถ้าคุณรู้แบบนั้น..." รินรดาเสียงสั่น พยายามตั้งสติ "ทำไมคุณถึงไม่ขโมยมันไปตั้งแต่แรก ทำไมต้องมาเตือนฉัน?"
คิรากรหันกลับมามองเธอ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากดูเศร้าสร้อยอย่างประหลาดจนรินรดาแปลกใจ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ
"เพราะผมอยากให้คุณเลือกเอง... รินรดา" เขาเรียกชื่อเธอห้วนๆ เป็นครั้งแรก น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นไร้ซึ่งความเย้ยหยัน มีเพียงความจริงจังที่หนักแน่น "ระหว่างใช้ชีวิตในฐานะนักวิชาการผู้ซื่อตรงแต่ต้องตายอย่างไร้ค่าบนกองซากศพ... กับการร่วมมือกับโจรเลวๆ อย่างผม เพื่อทำลายต้นตอของหายนะนี้ซะ"
ห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอกกระทบกระจกที่แตก ทว่าก่อนที่รินรดาจะทันได้อ้าปากตอบคำถามที่เดิมพันด้วยชะตากรรมของโลก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่บริเวณทางเดินด้านนอกประตูห้อง... มันใกล้เข้ามาด้วยความเร็วสูง และไม่มีทีท่าว่าจะเคาะขออนุญาตเหมือนแขกทั่วไป
คิรากรดึงสลักปืนในมือออกด้วยความคล่องแคล่ว เสียงโลหะกระทบกันดังชัดเจนในความเงียบ เขาคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้หลวมๆ แต่เด็ดขาด
"หมดเวลาคิดแล้วครับ คุณนักโบราณคดี... คุณจะเลือกทางไหน?"
*ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจอดีตอันดำมืดนี้ไปกับผมนะครับ*
เงาโบราณในห้องนิรภัยอดีต•ตอนที่ 4
ทฤษฎีขัดแย้ง
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณในห้องนิรภัยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!