เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยขวางโลก•ตอนที่ 15

บทสนทนาใต้แสงดาว

ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
“ถอยทำไมคะคุณธาดาธิป หรือกลัวว่าเข้าใกล้ฉันมากๆ แล้วกำแพงน้ำแข็งที่คุณสร้างไว้มันจะละลายจนหมดทรง” น้ำเสียงของพริมาไม่ได้สั่นเครือเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันคือความท้าทายที่เคลือบไว้ด้วยความหงุดหงิดปนน้อยใจอย่างปิดไม่มิด หลังจากที่ธามเลือกจะถอยกรูดออกไปยืนเว้นระยะห่างราวกับเธอเป็นวัตถุอันตรายเมื่อครู่ สีหน้าของสถาปนิกหนุ่มอัจฉริยะกลับคืนสู่โหมด ‘เจ้านายจอมเนี้ยบผู้ไร้หัวใจ’ ได้อย่างรวดเร็วจนน่าหมั่นไส้ ราวกับเหตุการณ์หัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อกี้เป็นเพียงภาพหลอนในอากาศธาตุ ธามขบกรามแน่นจนสันนูนชัดเจน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นกอดอก ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยราดรดความกระอักกระอ่วนลงไปจนมอดไหม้ “ผมไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น พริมา... แค่คิดว่าเรายืนหายใจรดต้นคอกันมากเกินไปในพื้นที่ส่วนตัว และที่สำคัญ งานออกแบบโปรเจกต์นี้ไม่ได้ระบุไว้ว่าสถาปนิกกับมัณฑนากรจะต้องตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋” “ปากแข็ง” พริมาพึมพำลอดไรฟัน ดวงตากลมโตฉายแววตวัดมองค้อนอย่างดุๆ “เก่งนักนะคะเรื่องผลักไสคนอื่นเนี่ย สถาปนิกธามผู้เพอร์เฟกต์ ชีวิตคุณคงถูกตีเส้น ตาราง และคำนวณมาหมดแล้วสินะคะว่าตื่นกี่โมง กินกาแฟรสชาติไหน และต้องผลักไสใครออกไปจากชีวิตบ้างถึงจะปลอดภัยจากความรู้สึกวุ่นวาย” ประโยคแทงใจดำนั้นทำให้ธามชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมไหววับชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ซึ่งเป็นเกราะป้องกันตัวตามสัญชาตญาณของเขา “แล้วคุณล่ะพิมพ์มาดา... คนที่วิ่งชนทุกความเสี่ยง ใช้ชีวิตเหมือนคนรีบตายเพราะกลัวว่าโลกจะหมุนไม่ทันใจ คุณยอมรับตัวเองได้จริงๆ หรือเปล่า หรือแค่ใช้ความปากเก่งและความลุยไม่มีที่สิ้นสุด กลบเกลื่อนความกลัวที่จะต้องล้มเหลวและถูกปฏิเสธกันแน่” ฉับพลัน... บรรยากาศบนดาดฟ้าตึกโครงการรีโนเวตย่านเก่าที่เงียบสงบในยามค่ำคืนก็เหมือนจะลดอุณหภูมิลงไปหลายองศา ดวงดาวนับร้อยดวงบนท้องฟ้าพร่างพราวราวกับกำลังจ้องมองความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกร้าวของคนทั้งคู่ พริมาเม้มริมฝีปากแน่น คำพูดของธามไม่เชิงว่าดูถูก แต่มันคือการ ‘อ่านใจ’ เธอทะลุปรุโปร่งจนน่าตกใจ ความมั่นใจในตัวเองที่เธอสวมใส่เป็นเกราะกำบังมาตลอดชีวิต ถูกสายตาคมกริบคู่นั้นผ่าซีกออกอย่างง่ายดาย เธอเกลียดความจริงข้อนี้... เกลียดที่เขาดันรู้ทันว่าลึกๆ แล้ว เธอก็กำลังวิ่งไล่ตามความคาดหวังบางอย่าง เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าผู้หญิงคนนี้มีค่าพอ โดยไม่ต้องก้มหัวให้ใคร “ใช่ค่ะ... ฉันกลัว” พริมาสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดสบตากับเขาตรงๆ เสียงของเธอเบาลงแต่หนักแน่นพอที่จะสะท้อนก้องในความเงียบ “ฉันกลัวว่าถ้าวันหนึ่งฉันหยุดวิ่ง ทุกคนที่คาดหวังในตัวฉันจะเดินหนีหายไปหมด กลัวว่าความไม่สมบูรณ์แบบของฉันมันจะน่าเกลียดจนไม่มีใครอยากมอง... พอใจคุณหรือยังคะ?” ธามนิ่งงิ่งไป อากัปกิริยาเย่อหยิ่งและท่าทีเจ้ากี้เจ้าการเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเงียบงันที่บีบหัวใจ ความตึงเครียดรอบตัวเปลี่ยนผ่านเป็นความเปราะบางอันตระหนก ธามไม่เคยคิดเลยว่าภายใต้รอยยิ้มมั่นใจและวาจาเชือดเฉือนของมัณฑนากรสาว จะมีบาดแผลที่คล้ายคลึงกับเขาซ่อนอยู่ขนาดนี้ บาดแผลของการเป็น ‘เด็กดี’ และ ‘คนเก่ง’ ที่ต้องแบกรับความคาดหวังของคนรอบข้างไว้จนหลังแทบหัก เพื่อแลกกับการได้รับการยอมรับ “คุณไม่ต้องแบกโลกไว้คนเดียวหรอก พริมา” ธามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลงอย่างผิดหูผิดตา ความเย็นชาถูกถอดถอนออกจนหมด เหลือเพียงความจริงใจที่ซ่อนอยู่ใต้ความปากร้ายมาตลอด “โลกใบนี้ไม่ได้ใจร้ายกับความไม่สมบูรณ์แบบของคุณขนาดนั้น... หรือต่อให้มันใจร้าย อย่างน้อยก็มีพื้นที่ตรงนี้...” นิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มยกขึ้นแตะเบาๆ ที่กลางอกซ้ายของตัวเอง ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ สื่อสารความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด “...ที่ปลอดภัยพอ ให้คุณหยุดวิ่งได้” พริมาถึงกับลมหายใจสะดุด หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความโกรธเมื่อครู่ กลับพลิกผันมาเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกและอิ่มเอมใจอย่างประหลาด เคมีบางอย่างระหว่างคนสองคนที่ชอบปะทะคารมกัน กลายเป็นสนามแม่เหล็กแรงสูงที่ดึงดูดเข้าหากันโดยไม่มีแรงต้านทาน เธอเคยคิดว่าเซฟโซนไม่มีอยู่จริง จนกระทั่งได้มาเห็นมันในแววตาที่ซ่อนความคลั่งรักไว้ไม่มิดของนายธามผู้ปากจัดคนนี้ พริมายิ้มออกมา รอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากการปั้นแต่งหรือการเอาชนะ แต่มันคือรอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจที่ยอมจำนน “ปากหวานเป็นเหมือนกันนี่คะ นึกว่าในหัวคุณมีแต่เรื่องแปลนตึกกับอิฐมวลเบาซะอีก” “ผมพูดความจริงต่างหาก เลิกทำเป็นเก่งแล้วมาฟังให้ดีๆ นะพริมา...” ธามก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่มีการถอยหนี ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สายลมผ่าน ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย สายตาพินิจพิเคราะห์ริมฝีปากที่ชอบเถียงเขาไม่หยุด ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตา “ผมไม่ได้คาดหวังให้คุณต้องสมบูรณ์แบบเพื่อใคร... แค่เป็นคุณ... เป็นพริมาที่ปากเก่งใส่ผมแบบนี้ไปนานๆ ก็พอแล้ว” จังหวะนั้น โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน เสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ผสานเป็นจังหวะเดียวกัน ความรู้สึกอัดอั้น ตึงเครียด และความคาดหวังทั้งมวลถูกหลอมละลายหายไปใต้แสงดาวระยิบระยับ พริมาเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสจากสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง เธอเผยอปากเตรียมจะเอ่ยคำตอบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในใจ... ทว่า... *กริ๊ก! แอ๊ดดดด...* เสียงเปิดประตูเหล็กดัดบนดาดฟ้าดังขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกและเปี่ยมความหมายลงอย่างไม่ไว้หน้า พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของสถาปกรุ่นน้องฝึกงานที่ตะโกนแทรกเข้ามากลางวง “พี่ธาม! พี่พริมา! แย่แล้วค่ะ! น้ำรั่วลงมาจากแทงค์กัปตันชั้นบน ทะลักท่วมห้องโถงชั้นล่างที่เพิ่งทาสีเสร็จเมื่อกี้เลยค่ะพี่! รีบลงไปดูด่วนเลยค่า!” ธามหลับตาลงพ่นลมหายใจพรืดใหญ่อย่างหัวเสียสุดขีด ขณะที่พริมาหลุดหัวเราะพรวดออกมาท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต เธอผลักอกแกร่งเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มกวนประสาทกลับคืนให้เขา “หมดเวลาโรแมนติกแล้วค่ะคุณสถาปนิก... ไปลุยน้ำตบปัญหากันดีกว่า!” (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความป่วนและฟินของคู่กัดคู่นี้เสมอนะคะ)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยขวางโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%