เสียงถอนหายใจพรืดใหญ่ดังขึ้นแทบจะประสานเสียงกันในห้องทำงานแคบๆ ของไซต์งานก่อสร้างต่างจังหวัด ท่ามกลางความตกตะลึงที่ยังค้างคาจากจังหวะที่บานประตูถูกผลักเปิดออกผ่ากลางความเงียบ พริมาแทบจะดีดตัวออกจากวงแขนของธามด้วยความเร็วแสง ใบหน้าสวยเฉี่ยวร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดราวกับถูกตบด้วยฝ่ามือที่มองไม่เห็น หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ในห้องพักชั่วคราว
"เอ่อ... คือว่า ฉันหากระดาษโน้ตไม่เจอค่ะคุณธาม ก็เลย..." เสียงใสของเลขาฯ หน้าใหม่สะดุดกึกเมื่อกวาดสายตามาเห็นสภาพของเจ้านายหนุ่มที่ยืนหายใจหอบเล็กน้อย กับมัณฑนากรสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่ด้วยท่าทางลนลานจนน่าเอ็นดู
ธามกระแอมออกมาเบาๆ สองทีเพื่อเรียกสติ ปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้กลับมาเรียบตึงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าใบหูที่แดงก่ำจนลามไปถึงต้นคอกลับหักล้างมาดขรึมๆ ของเขาจนหมดสิ้น
"เอกสารอยู่บนโต๊ะครับ หยิบไปแล้วก็ออกไปได้แล้ว... แล้วคราวหลัง ช่วยหัดเคาะประตูก่อนจะพรวดพราเข้ามาด้วย" ประโยคหลังธามหันไปเอ็ดเสียงเข้ม กลบเกลื่อนความกระดากอายในหัวใจ
"ค่ะ! ขอโทษค่ะคุณธาม" เลขาฯ สาวรีบคว้าแฟ้มเอกสารบนโต๊ะแล้วพุ่งตัวหายออกไปจากห้องราวกับกลัวว่าสถาปนิกหนุ่มจะแปลงร่างเป็นเสือโคร่งมากัดกิน
ปัง!
เสียงประตูปิดลงสนิท ทิ้งให้ความเงียบงันกลับมาโรยตัวคลุมพื้นที่อีกครั้ง พริมาหันขวับกลับมามองหน้าชายหนุ่มทันที ดวงตากลมโตฉายแววทั้งเขินทั้งเคือง
"เพราะคุณคนเดียวเลยนะธาม! เกือบไปแล้วไหมล่ะ ถ้าไม่ใช่เลขาฯ คุณเข้ามา แต่เป็นผู้รับเหมาหรือคนงานคนอื่น ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ" พริมาแหวใส่เสียงเบาแต่เฉียบขาด เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอกด้วยการพ่นคำบ่นใส่เขา
ธามแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาแพรวพราวที่ซ่อนไว้ภายใต้กรอบแว่นสายตา
"แล้วใครใช้ให้คุณถอยหลังมาสะดุดขาตัวเองจนเซมาชนผมล่ะครับคุณพริมา หรือว่า... ตั้งใจจะหาเรื่องมาซบผมกันแน่"
"อีตาธาม! นี่คุณ..." พริมาอ้าปากค้าง เถียงไม่ออกเพราะเหตุการณ์มันกึ่งจริงกึ่งบังเอิญ เธอนั่นแหละที่ตกใจเสียงกุญแจจนเสียหลัก "ฉันไม่ได้พิศวาสคุณขนาดนั้นหรอกนะคะ! ถอยไปเลยค่ะ อากาศก็ร้อน พื้นที่ก็แคบ ยังจะต้องมาต่อปากต่อคำกับคุณอีก"
เธอดันอกแกร่งของเขาเบาๆ เพื่อเปิดทางเดินออกไปสูดอากาศข้างนอก แต่มีหรือที่คนอย่างธามจะยอมปล่อยให้เหยื่อ... เอ๊ย! คู่กัดหลุดมือไปง่ายๆ มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวไว้ทันที แรงดึงเบาๆ ทำให้พริมาเซกลับเข้ามาปะทะแผงอกเขาอีกรอบอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ปล่อยนะคะ!"
"อย่าเพิ่งดิ้นสิครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดริมหู ลลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอทำเอาพริมาขนลุกซู่ไปทั้งตัว "งานออกแบบรีสอร์ทโปรเจกต์นี้เราต้องลุยด้วยกันอีกสามวันเต็มๆ ถ้าคุณยังขืนเถียงคำไม่ตกฟากแบบนี้ มีหวังผมได้ประสาทกินตายก่อนงานเสร็จแน่"
"ถ้ากลัวประสาทกินนัก ก็กลับกรุงเทพฯ ไปสคะคะ... ปล่อยฉัน!" พริมาพยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่แรงผู้ชายกับผู้หญิงมันต่างกันราวฟ้ากับเหว สุดท้ายเธอก็ต้องยอมยืนนิ่งให้อีกฝ่ายกุมข้อมือไว้แบบนั้น ยอมจำนนต่อความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือของเขาอย่างน่าประหลาด
ธามมองใบหน้าบึ้งตึงที่พยายามซ่อนความเขินอายไว้มิดชิด รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักอย่างไร้เสียง เขาไม่ได้ปล่อยมือ แต่กลับเปลี่ยนเป็นกุมกระชับแน่นขึ้นอีกนิดก่อนจะจูงมือเธอเดินออกจากห้องทำงานเล็กๆ ออกสู่พื้นที่ไซต์งานกลางแจ้งที่มีแสงแดดช่วงบ่ายส่องกระทบโครงสร้างไม้และปูน
การลงพื้นที่ตรวจไซต์งานต่างจังหวัดในครั้งนี้ เป็นบททดสอบความอึดของทั้งคู่ สถาปนิกผู้เน้นความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติอย่างธาม ต้องมาเจอกับมัณฑนากรสาวสายลุยที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนหน้างานตามสถานการณ์จริงอย่างไร้กรอบตายตัว ความเห็นที่ไม่เคยตรงกันสักเรื่องกลายเป็นชนวนเหตุของการปะทะคารมตลอดการเดินทางตั้งแต่เช้า
"ระวังหน่อยครับ ตรงนั้นพื้นยังไม่แห้งดี" ธามเอ่ยเตือนเสียงเรียบเมื่อเห็นพริมาทำท่าจะก้าวเท้าลงไปเหยียบปูนฉาบใหม่
"ฉันเห็นหรอกน่า ไม่ต้องมาสั่ง..." พริมาสะดุดกึกเกือบจะเถียงต่อ แต่สายตาเหลือบไปเห็นธามที่ยื่นมือมาประคองข้อศอกเธอไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เธอลื่นล้ม สัมผัสที่มั่นคงและทะนุถนอมนั้นทำให้คำพูดทั้งหมดติดอยู่ที่ลำคอ
ธามชะงักไปนิดเมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงความใส่ใจออกไปชัดเจนเกินไป ชายหนุ่มรีบปล่อยมือออกทันทีแล้วกระแอมกลบเกลื่อน
"ผมแค่อยกลัวว่าถ้าคุณขาหักขึ้นมา งานมันจะสะดุดแล้วเดือดร้อนผมไปด้วยต่างหาก อย่าเข้าใจผิดล่ะ"
พริมาเบะปากใส่ความซึนเดระของพ่อคุณ ทว่าหัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะไปเสียแล้ว "ค่ะ! พ่อคนปากแข็ง กลัวงานสะดุดมากกว่ากลัวฉันเจ็บสินะคะ เชอะ!"
บรรยากาศการทำงานช่วงบ่ายดำเนินไปอย่างทุลักทุเลท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวของจังหวัดชายทะเล ทั้งคู่เดินตรวจความเรียบร้อยของห้องพักแต่ละหลังในรีสอร์ท แม้จะมีปากเสียงกันบ้างตามประสาคนธาตุไม่ค่อยจะตรงกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในยามที่ต้องทำงานร่วมกันจริงๆ สายตาที่พวกเขามองงานและการประสานงานกันกลับเข้าขาและลงตัวอย่างน่าทึ่ง
จนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง แสงสีส้มอมชมพูสาดส่องผืนน้ำทะเลที่อยู่ไม่ไกลจากไซต์งาน ลมทะเลพัดโชยกลิ่นไอเค็มปะทะผิวกาย ช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน
พริมาเดินมาหยุดยืนพิงระเบียงไม้ของห้องพักโซนริมหาดที่สร้างเสร็จไปแล้วบางส่วน เธอยกมือขึ้นรวบผมยาวสลวยที่ชื้นเหงื่อขึ้นมวยไว้หลวมๆ เผยให้เห็นลำคอระหงและผิวเนียนใสที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น
ธามที่เดินถือขวดน้ำดื่มเย็นจัดมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นเงียบๆ ชายหนุ่มเปิดฝาขวดน้ำแล้วยื่นส่งให้หญิงสาวโดยไม่พูดอะไร
พริมาหันมาเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจ แต่ก็ยอมรับมาถือไว้ "ขอบคุณค่ะ... นึกว่าคุณจะแล้งน้ำใจจนปล่อยให้ฉันคอแห้งตายเสียอีก"
"ผมไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้นเสียหน่อย" ธามทอดสายออกไปมองทะเลกว้าง น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมมาก ไร้ซึ่งความกวนประสาทหรือคำพูดเชือดเฉือน "วันนี้... เหนื่อยไหมครับ"
คำถามที่หลุดออกมาจากปากคนปากแข็งทำเอาพริมาถึงกับชะงัก เธอนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หันไปสบตาคมภายใต้กรอบแว่นที่เวลานี้ไม่มีความดุดันเหลืออยู่เลย มีเพียงความอ่อนโยนบางเบาที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้ง
"ก็... เหนื่อยค่ะ" พริมาตอบตามตรง เสียงของเธอนุ่มนวลขึ้นโดยไม่รู้ตัว "แต่... สนุกดีเหมือนกัน ได้เห็นอะไรที่คุณออกแบบมันกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ แบบนี้ มันสวยกว่าที่เห็นในกระดาษพิมพ์เขียวตั้งเยอะนะคะ"
ธามหันมามองหน้าเธอ รอยยิ้มจางๆ จุดประกายขึ้นในดวงตาคู่คม
"ผมก็คิดว่า... มันสวยขึ้นนะ"
พริมาขมวดคิ้วเล็กน้อย "อะไรสวยคะ ดีไซน์ตึกเหรอ"
"เปล่าครับ..." ธามเว้นจังหวะไปนิด ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่คืบ สายตาที่เขามองเธอนั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่พริมาไม่กล้าแม้แต่จะตีความ "หมายถึงวิว... ตอนที่มีคุณยืนอยู่ตรงนี้ต่างหาก"
ฉากตรงหน้าเงียบสงบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะ พริมารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดกึก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"คุณ... พูดจาบ้าอะไรเนี่ย" เธอก้มหน้าหลบสายตา แก้เขินด้วยการยกขวดน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่
ธามหัวเราะในลำคอเบาๆ กับท่าทีน่ารักที่หาดูได้ยากนั้น มือหนาเอื้อมออกไปหมายจะเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรอกแก้มเนียนของหญิงสาวอย่างเผลอไผล
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะสัมผัสโดนผิวแก้มของเธอ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของธามก็แผדเสียงดังแหลมขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกทิ้งทันที!
ธามชะงักมือค้าง ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดระคนขัดใจ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยอมชักมือกลับแล้วล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ
พริมาลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก (ปนเสียดายเล็กน้อย?) เธอเสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำของตัวเอง
ธามกดรับสายด้วยน้ำเสียงติดห่วนเล็กน้อยเพราะความขัดใจที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ "มีอะไรครับ... ว่าไงนะ!"
น้ำเสียงห้วนจัดที่เปลี่ยนไปกะทันหันทำให้พริมาต้องหันกลับมามองหน้าเขา สัญชาตญาณบอกเธอทันทีว่ามีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้น สีหน้าของธามที่เคยผ่อนคลายเมื่อครู่ กลับเคร่งเครียดและดำมืดลงในพริบตา แววตาคมกริบฉายแววตกใจและกังวลอย่างปิดไม่มิด
ธามวางสายลงช้าๆ มือที่ถือโทรศัพท์สั่นน้อยๆ เขากวาดสายตามองพริมาด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากบอกอะไรสักคำ
เสียงรถยนต์กระบะคันเก่าพุ่งเข้ามาจอดเทียบหน้าไซต์งานอย่างกะทันหันด้วยแรงเบรกเอี๊ยดลั่น ประตูรถเปิดผางออก พร้อมกับร่างของหัวหน้าคนงานที่วิ่งหน้าตาตื่นกระหืดกระหอบเข้ามาหาพวกเขาด้วยความตกใจสุดขีด!
"คุณธามครับ!แย่แล้วครับคุณธาม! โกดังเก็บวัสดุไม้สักทองล็อตพรีเมียมที่จะใช้แต่งภายในโซนวีไอพี... เกิดไฟไหม้เสียหายทั้งหมดแล้วครับ!"
สิ้นเสียงรายงานนั้น ร่างของธามก็ช็อกค้างไปทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ขณะที่พริมาอุทานออกมาอย่างตกใจสุดขีดเมื่อหันไปสบตากับชายหนุ่มที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างกาย!
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "เอมเมอรัลด์อายส์" มาโดยตลอดนะคะ*
เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยขวางโลก•ตอนที่ 13
ระยะห่างที่หายไป
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยขวางโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!