“ถ้าคิดจะหอบข้าวของสกปรกพวกนี้ออกไปจากบ้านตระกูลลู่ ก็ไสหัวไปตัวเปล่าเถอะ! อย่าหวังว่าจะได้ข้าวสารแม้แต่เมล็ดเดียวติดมือไป!”
เสียงแหลมสูงของแม่เฒ่าลู่แผดก้องจนสะเทือนไปทั่วลานบ้าน ฝูงชนชาวบ้านหมู่บ้านหง Hsing ที่ทราบข่าวต่างพากันมามุงดูความสนุกสนานที่หน้ากำแพงดินอัดแน่น พวกเขายืนจับกลุ่มกระซิบกระซาบ ชี้ไม้ชี้มือด้วยสายตาสมเพชเวทนาและรอคอยที่จะหัวเราะเยาะความล่มจมของสะใภ้รองผู้ไม่เจียมตัว
หลี่จินหรงไม่ได้สะทกสะท้านต่อเสียงแว๊ดๆ นั้นเลยแม้แต่น้อย นางยืนไขว่ห้างพิงกรอบประตูเรือนพักหลังเล็กที่ผุพัง ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มเยnเยือก ดวงตากลมโตเป็นประกายคมปลาบกวาดตามองคนตระกูลลู่ที่ยืนเรียงหน้ากระดานราวกับฝูงแร้งรอทึ้งซากสัตว์
ข้างกายของนางคือลู่หานเจียง สามีหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่แม้จะมีใบหน้าเคร่งขรึมและมีแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้ว ทว่าท่าทียืนบังหน้าภรรยาของเขาแผ่ไอสังหารและฃความปกป้องออกมาอย่างเด่นชัด สองมือหนากำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปーンที่แขนบ่งบอกว่าเขากำลังอดกลั้นขีดสุดเพื่อไม่ให้ใช้กำลังกับคนที่เป็นแม่บังเกิดเกล้า
“แม่พูดจาให้เกียรติจินจินด้วยครับ” ลู่หานเจียงเอ่ยเสียงต่ำ รอดไรฟัน ความกดดันระดับทหารผ่านศึกแผ่ซ่านจนแม่เฒ่าลู่ชะงักไปชั่วขณะ แต่ความโลภและนิสัยเอาเปรียบฝังรากลึกมีหรือจะยอมถอย
“ไอ้ลูกอกตัญญู! แกจะเข้าข้างเมียตัวกินไก่นี่หรือไง? อยู่กินกันมาสามปี มีแต่ผลาญเงินทอง ซ้ำยังไม่ยอมทำงานหนักในไร่ วันๆ เอาแต่หมักดองอะไรอยู่ในห้องส่งกลิ่นเหม็นเน่า! อยากแยกบ้านนักใช่ไหม ได้! แต่อย่าลืมว่าแกต้องแบ่งเงินเดือนทหารครึ่งหนึ่งส่งมาให้ฉันกับพ่อแกทุกเดือน และที่ดินแปลงท้ายหมู่บ้านที่เป็นดินเค็มปลูกอะไรไม่ขึ้นนั่น เอาไปเลย! แต่อย่าหวังความช่วยเหลือจากบ้านหลักอีก!”
แม่เฒ่าลู่เชิดหน้าขึ้นสูง สะบัดมือพรืดด้วยความมั่นใจ นางมั่นใจว่าสะใภ้รองผู้หยิ่งยโสคนนี้จะต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอขมาภายในสามวันอย่างแน่นอน เพราะในยุค 80 ข้าวยากหมากแพง หากไม่มีที่ดินดีๆ และครอบครัวหนุนหลัง คนนอกย่อมอดตายได้ง่ายๆ
เสียงหัวเราะคิกคักจากชาวบ้านดังขึ้นเบาๆ
*“โอ้โห ให้ที่ดินดินเค็มรกร้าง ใครจะไปทำมาหากินได้ล่ะนั่น”*
*“นั่นสิ สะใภ้รองคงคิดว่าตัวเองฉลาดนัก สุดท้ายก็ร่วงไม่เป็นท่าแน่”*
จินหรงยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ตกลงมาทัดใบหูอย่างไม่ใส่ใจ นางก้าวเท้าเดินออกมาเบื้องหน้า กลิ่นอายความเย่อหยิ่งและทรงอำนาจแบบนักธุรกิจมือฉกาจจากโลกยุคปัจจุบันแผ่ซ้ำซ้อนจนแม่เฒ่าลู่เผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
“ที่ดินดินเค็มสามหมื่นตารางเมตรแปลงนั้น... ตกลงตามนี้ครับ คุณแม่” จินหรงเน้นเสียงคำว่า ‘ครับ’ เล็กน้อยเพื่อล้อเลียนความดื้อรั้น แต่นางเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ผิดพิรุธ “เอ๊ด... ตกลงตามนี้นะคะ... เอ๊ย ตามนี้นะครับ!” นางเกือบหลุดสำนวนเดิมออกมา รีบแก้เกมด้วยรอยยิ้มกริ่ม “ตกลงตามนี้ครับ! แม่พูดคำไหนคำนั้น ห้ามคืนคำเด็ดขาด”
ลู่หานเจียงเหลือบมองภรรยาแวบหนึ่ง แววตาของเขามีความกังวลเจืออยู่บ้าง ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจและดวงตาเป็นประกายราวกับถือไพ่เหนือกว่าของจินหรง ความกังวลเหล่านั้นก็มลายหายไปสิ้น เขารู้ดีว่าภรรยาของเขาไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา นางมักมีแผนการลับเสมอ
“ดี! ดีมาก! งั้นก็ลงชื่อในหนังสือตัดขาดและแยกบ้านซะตรงนี้ต่อหน้าผู้ใหญ่บ้าน!” แม่เฒ่าลู่รีบควักกระดาษแผ่นเก่าและพู่กันที่เตรียมไว้ออกมาอย่างกระตือรือร้น ราวกับกลัวว่าลูกชายและสะใภ้จะเปลี่ยนใจ
ผู้ใหญ่บ้านซุนที่ถูกเชิญมาเป็นพยาน ถอนหายใจยาวเหยียด เขาคีบยาเส้นพ่นควันโขมงออกมาก่อนจะจรดปากกาลงนามตามหน้าที่ โดยนึกเวทนาหนุ่มสาวคู่นี้อยู่ในใจ
จินหรงรับกระดาษแผ่นนั้นมาพลิกดูด้วยสายตาเฉียบคม นางหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงที่แอบหยิบออกมาจากห้างสรรพสินค้ามิติ (ซึ่งซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อ) เซ็นชื่อของตนเองลงไปอย่างหนักแน่นและงดงาม ลู่หานเจียงเองก็จรดปากกาเซ็นตามอย่างไร้ความลังเล
“เอาล่ะ! ต่อแต่นี้ไป พวกแกสองคนไม่ใช่คนตระกูลลู่แล้ว ไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ! อย่าเหยียบเข้ามาใกล้รั้วบ้านฉันอีก!” แม่เฒ่าลู่ตะโกนไล่หลังด้วยความสะใจ ขณะที่พี่ใหญ่ลู่และภรรยาต่างยืนกอดอกยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่ระเบียง
จินหรงหันหลังกลับ นางไม่แม้แต่จะชายตามองคนใจจืดใจดำเหล่านั้น นางคว้ามือหนาของลู่หานเจียงมากุมไว้แน่น สัมผัสด้านชาจากหยาดเหงื่อและความยากลำบากทำให้ใจของนางกระตุกวูบด้วยความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาด
“ไปกันเถอะครับสามี ไปสร้างอาณาจักรของเรากัน” จินหรงกระซิบเสียงหวาน รอยยิ้มของนางงดงามจนลู่หานเจียงเผลอใจเต้นแรง
สองสามีภรรยาเดินเคียงคู่กันออกจากประตูบ้านตระกูลลู่ ท่าท่ามกลางสายตานับร้อยที่จับจ้องด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าคนทั้งสองจะไปซุกหัวนอนที่ไหนในดินแดนรกร้างแห่งนั้น
ทว่า... เมื่อพวกเขาเดินพ้นแนวรั้วไม้เข้ามาสู่เขตที่ดินดินเค็มรกร้างที่ได้รับส่วนแบ่งมา จินหรงก็หยุดเดิน นางกวาดสายตามองผืนดินกว้างใหญ่ที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยคราบเกลือขาวโพลนในยามบ่าย ทว่าภายในห้วงมิติในหัวของนางเวลานี้ ระบบฟาร์มเทพเจ้าและคลังสรรพสินค้าขนาดมหึมากลับส่งเสียงเตือนสัญญาณต้อนรับด้วยแสงไฟเรืองรองอันน่าตื่นตาตื่นใจ!
*ติ๊ง! ปลดล็อกพื้นที่เกษตรกรรมพิเศษ: ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการเพาะปลูกระดับเทพ*
จินหรงยกย่องมุมปากขึ้นอย่างท้าทาย ในขณะที่ลู่หานเจียงหันมามองภรรยาด้วยแววตาพร้อมลุยทุกสถานการณ์ ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าและเสียงล้อเกวียนหนักๆ ก็ดังขึ้นจากเส้นทางลูกรังเบื้องหน้า... รถบรรทุกทหารคันใหญ่ยักษ์จอดสนิทฝุ่นตลบอยู่ตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับร่างสูงสง่าของชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแต่งกายระดับสูงก้าวลงมา พร้อมคำรามก้องด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจว่า:
“ใครคือเจ้าของที่ดินแปลงนี้? ฉันมาตามหาผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายฉันไว้ที่ชายแดน!”
— **ใบชาหอมหมื่นลี้**
ฮูหยินสายสตรองกับฟาร์มเทพเจ้าในยุค 80•ตอนที่ 3
ประกาศกร้าว: ขอแยกบ้าน!
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินสายสตรองกับฟาร์มเทพเจ้าในยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!