กลิ่นกำยานไม้กฤษณาที่เคยอบอวลชวนให้ผ่อนคลายในหอจดหมายเหตุ กลับกลายเป็นกลิ่นคาวสนิมที่คละคลุ้งอยู่ในโสตประสาทของเซวียนหลิงอวี่ทันทีที่ม้วนกระดาษสีเหลืองทองถูกกางออกบนโต๊ะไม้จันทน์หอม
“เจ้าอ่านดูให้ชัดเถิด ท่านหญิงเซวียน... บรรทัดสุดท้ายนั่น เขียนด้วยลายพระหัตถ์ที่มิอาจเปลี่ยนเป็นอื่นได้” เสียงของขันทีหลวงเฒ่าแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสเวทนาที่ปิดไม่มิด
เซวียนหลิงอวี่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง นางเพียงจ้องมองอักษรบนม้วนพระราชโองการที่เต้นเร่าอยู่เบื้องหน้า สายตาของนางไล่เรียงตั้งแต่ตราประทับมังกรห้าเล็บ ไปจนถึงข้อความที่เขียนด้วยหมึกดำขลับดั่งหยาดเลือด... *‘เนรเทศเซวียนหลิงอวี่ ไปยังชายแดนอุดร เขตแดนพรมแดนร้างไร้ผู้คน กำหนดออกเดินทางก่อนตะวันลับขอบฟ้า’*
มือเรียวบางที่เคยจับพู่กันเขียนฎีกาถวายฮ่องเต้อย่างมั่นคง บัดนี้กลับสั่นสะท้านอยู่ใต้แขนเสื้อผ้าไหมชั้นดี นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นเริง แต่มันคือเสียงสะท้อนของความพ่ายแพ้ในเกมกระดานที่นางเป็นผู้ถือหมากมาตลอด
“หลี่กุ้ยเฟยช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก” นางรำพึงเบาๆ ขณะค่อยๆ พับม้วนพระราชโองการเก็บด้วยกิริยาเชื่องช้า “นางรู้ว่าหากข้าตายในวังหลัง ข้าจะเป็นเพียงซากศพที่น่ารังเกียจ แต่หากข้าถูกเนรเทศออกไป... ความลับเรื่องคลังเสบียงที่หายไปย่อมถูกฝังกลบในทะเลทรายที่ไม่มีใครหาเจอ”
“ท่านหญิง... ข้าน้อยได้รับคำสั่งให้มาเร่งรัด” ขันทีเฒ่าขยับตัวด้วยความอึดอัด
“ข้าทราบแล้ว” นางลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้างามดั่งภาพวาดของนางไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงแววตาที่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็ง
ทันใดนั้น บานประตูไม้แกะสลักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง กลิ่นอายความเย็นเยือกที่คุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาในห้อง ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆาเงินก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเซวียนหลิงอวี่ ดวงตาคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวของจ้าวเฟยหรงกวาดมองม้วนพระราชโองการในมือหญิงสาว ก่อนจะปักหมุดความสนใจลงที่ใบหน้าของนางอย่างไม่อาจละสายตา
“เจ้าจะยอมจากไปเช่นนี้หรือ เซวียนหลิงอวี่?” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ทว่าภายใต้ความเย็นชาคือเพลิงแค้นที่ปะทุอยู่เงียบๆ
“ท่านอ๋อง... ท่านคิดว่าในยามนี้ ข้ายังมีหนทางอื่นอีกหรือเพคะ?” หญิงสาวถามกลับ สายตาประสานเข้ากับดวงตาของบุรุษผู้เป็นดั่งจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่สุดในราชสำนัก
จ้าวเฟยหรงก้าวเข้าใกล้จนระยะห่างของทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจกั้น เขาเอื้อมมือไปเชยคางนางขึ้นอย่างถือดี นิ้วโป้งกร้านจากการจับดาบเกลี่ยเบาๆ บนผิวแก้มเนียนละเอียด “หากเจ้าก้าวเท้าออกจากเมืองหลวง นั่นหมายถึงชีวิตเจ้าจะตกอยู่ในกำมือของคนของหลี่กุ้ยเฟยที่รออยู่ตามเส้นทาง... เจ้าคิดหรือว่าข้าจะปล่อยให้ของล้ำค่าที่ข้าเฝ้าถนอมมาตลอด ต้องไปจบชีวิตในดินแดนทุรกันดารเช่นนั้น”
เซวียนหลิงอวี่หัวใจกระตุกวูบ เคมีที่แผ่ออกมาจากบุรุษตรงหน้าทำให้นางเกือบจะสูญเสียการควบคุม “ท่านไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยข้า แต่ท่านมาเพื่อจะถามว่า ข้าจะมอบ ‘กุญแจ’ ดอกนั้นให้ท่านหรือไม่... ใช่ไหมเพคะ?”
จ้าวเฟยหรงกระตุกยิ้มที่มุมปาก “คนฉลาดมักจะคุยง่ายเสมอ”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันด้วยความตึงเครียด เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าต่างบานใกล้ๆ เป็นหัวหน้าองครักษ์เงาของจ้าวเฟยหรงที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง “ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องแล้ว! มีหน่วยสังหารบุกเข้ามาที่เรือนรับรองของท่านหญิง และดูเหมือนว่า... พวกมันไม่ได้มาเพื่อเนรเทศ แต่มันมาเพื่อ ‘ล้างบาง’ ตามคำสั่งลับที่ไม่ได้ผ่านพระราชโองการ!”
ใบหน้าของจ้าวเฟยหรงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที เขาคว้าข้อมือของเซวียนหลิงอวี่ไว้แน่น “ดูท่าเกมนี้จะซับซ้อนกว่าที่ข้าคิด หลี่กุ้ยเฟยไม่เพียงแค่ต้องการเนรเทศเจ้า นางกำลังจะสร้างฉาก ‘การตายระหว่างทาง’ เพื่อปิดปากเจ้าไปตลอดกาล”
เซวียนหลิงอวี่มองไปที่พระราชโองการในมือ ก่อนจะตัดสินใจสะบัดม้วนกระดาษนั้นลงพื้นอย่างไม่ใยดี “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ไม่มีความจำเป็นต้องยึดถือคำสั่งของคนตายเดินดินอีกต่อไป ท่านอ๋อง... หากท่านจะลากข้าลงสู่นรกด้วยกัน ก็จงพาข้าหนีออกไปทางลับนี้เดี๋ยวนี้!”
ทั้งสองก้าวเข้าสู่ความมืดมิดของอุโมงค์ลับภายใต้หอจดหมายเหตุ เสียงดาบกระทบกันที่ภายนอกเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จ้าวเฟยหรงหยุดกะทันหันก่อนจะดึงนางเข้ามาโอบกอดแน่น ท่ามกลางเสียงกระซิบที่ชวนให้ขนลุก “จำไว้... หลังจากคืนนี้ เจ้าไม่ใช่ขุนนางหญิงอีกต่อไป แต่เจ้าคือ ‘คนของข้า’ หากเจ้ายังอยากมีชีวิตรอด ก็อย่าได้ละสายตาจากข้างหลังเป็นอันขาด”
ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะได้ก้าวพ้นปากทางออก ลมวูบหนึ่งก็พัดเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะที่แหลมเล็กและคุ้นเคยอย่างยิ่งยวด แสงไฟจากคบเพลิงเผยให้เห็นร่างของขันทีเฒ่าที่เพิ่งจะนำพระราชโองการมาส่ง ทว่าในมือของเขากลับถือกระบี่อาบยาพิษสีม่วงเข้มไว้มั่น
“ท่านอ๋อง... ท่านหญิง... ทรงคิดว่าทางลับนี้ปลอดภัยนักหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ขันทีเฒ่าฉีกยิ้มจนเห็นเหงือกที่ดำคล้ำ “พระนางกุ้ยเฟยทรงรับสั่งไว้ว่า... หากมังกรไม่อาจแยกจากหงส์ได้ ก็จงเด็ดปีกทั้งคู่ให้ร่วงลงสู่ปรโลกไปพร้อมกันเสีย!”
พร้อมกับประโยคนั้น เสียงกลไกหน้าไม้รอบทิศทางก็ดังขึ้นพร้อมกันราวกับเสียงสวรรค์พิโรธ ลูกดอกอาบพิษนับสิบพุ่งเข้าใส่ทั้งสองคนจากทุกทิศทาง โดยไร้ทางถอยหนีในอุโมงค์แคบๆ แห่งนี้!
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านผลงานของ “ดอกโบตั๋นพันปี” มาโดยตลอดนะคะ หวังว่าความเข้มข้นในบทนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นไปกับชะตากรรมของพวกเขานะคะ
โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 17
คำสั่งเนรเทศ
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!