หมึกสีชาดบนฎีกาฉบับสุดท้ายหยดลงกระทบเนื้อกระดาษดังแตะเบาๆ ทว่าดังก้องกังวานในความเงียบสงัดของตำหนักจดหมายเหตุ เซวียนหลิงอวี่มิได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา แม้จะสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกคุ้นเคยที่แผ่ซ่านเข้ามาในรัศมีสามก้าว กลิ่นอายสนหิมะและเหล้าหมักไป๋จิ่วจางเจียที่ลอยมาแตะนาสิกนั้นเด่นชัดเสียจนนางไม่ต้องเหลือบแลก็รู้ว่าเป็นผู้ใด
"ดึกดื่นค่อนคืนป่านนี้แล้ว ขุนนางเซเวียนยังไม่ยอมพักผ่อนอีกหรือคะ หรือว่าตัวหนังสือในหอจดหมายเหตุนี้ มีค่ามากกว่าความปลอดภัยของท่านเอง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่แต่แฝงไว้ด้วยประกายคมกริบดังขึ้นเหนือศีรษะ จ้าวเฟยหรงในอาภรณ์คลุมสีนิลสนิทกลมกลืนกับราตรี ภายใต้เงาสลัวของคบเพลิง พระพักตร์หล่อเหลาดั่งหยกสลักปรากฏรอยยิ้มหยันจางๆ ที่มุมโอษฐ์ ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความขบขันใดๆ
เซวียนหลิงอวี่ค่อยๆ วางพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแท่นหยกขาว นางเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง แววตาของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ไม่มีลมระลอก "ทูลเยี่ยอ๋อง เรื่องในหน้าที่ของหอจดหมายเหตุย่อมต้องสะสางให้ลุล่วง ส่วนความปลอดภัย... หม่อมฉันตระหนักดีว่าสิ่งใดควรระวัง และผู้ใด... ที่ควรเว้นระยะห่าง"
คำว่า 'เว้นระยะห่าง' หลุดออกจากริมฝีปากบางเฉียบราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผ่นน้ำแข็ง ความเงียบงันชั่วขณะหนึ่งเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสอง ห่างกันเพียงเอื้อมมือ ทว่ากลับราวกับมีคูเมืองกั้นขวาง
จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานไม้จันทน์หอมโดยไม่รออนุญาต ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกแตะลงบนขอบกระดาษฎีกาที่ยังหมึกไม่แห้งดี "ระยะห่างกระนั้นหรือ? วันก่อนในห้องลับใต้ดิน เจ้ามิได้กล่าวเช่นนี้"
หัวใจของหลิงอวี่กระตุกวูบ ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นย้อนกลับมาในโสตประสาทอย่างเด่นชัด คืนที่วังหลวงปั่นป่วน ขุนนางกังฉินลอบวางเพลิงทำลายหลักฐาน และนางเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากมิใช่เพราะอ้อมแขนแข็งแกร่งของบุรุษผู้นี้ที่ดึงนางเข้าหาแนบอก ท่ามกลางห้วงเวลาแห่งความเป็นความตาย... ไออุ่นและจังหวะชีพจรที่เต้นระรัวแนบชิดกันในครานั้น เกือบจะทำลายกำแพงที่นางเพียรสร้างมาทั้งชีวิต
แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะเช่นกัน
"คืนนั้นเป็นเรื่องเฉพาะหน้า หม่อมฉันเพียงทำตามหน้าที่ของขุนนางผู้ถือหางเสือแห่งความยุติธรรม" หลิงอวี่เบือนสายตาหลบประกายตาร้อนผ่าวที่จ้องมองมา นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว เว้นระยะห่างตามที่ปากเอ่ย "และบัดนี้ เมื่อภัยอันตรายจากกลุ่มของหลี่กุ้ยเฟยเริ่มขยับเข้ามาใกล้หอจดหมายเหตุ การที่เยี่ยอ๋องทรงเสด็จมาเยือนยามวิกาลเช่นนี้ หาใช่เรื่องฉลาดไม่เพคะ"
"เจ้ากำลังไล่ข้า?" จ้าวเฟยหรงหรี่ตาลงอันตราย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนเปลวไฟบนตะเกียงวูบไหว "คิดว่าการทำเช่นนี้จะปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของกุ้ยเฟยได้งั้นรึ? หลิงอวี่ เจ้าฉลาดแต่กลับโง่งอมในเรื่องที่ไม่อาจโง่ได้! ลำพังตัวเจ้าคนเดียว ต่อให้มีกฎหมายนับร้อยมาค้ำคอ ก็เป็นได้แค่เบี้ยตัวเล็กๆ ที่ถูกนางบดขยี้ในคราเดียว!"
"ถึงจะเป็นแค่เบี้ย แต่มันก็เดินบนกระดานที่ข้าเลือกเอง!" หลิงอวี่เงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัวประกายไฟแห่งโทสะในนัยน์ตาคู่นั้น "หม่อมฉันไม่อาจดึงพระองค์ลงมาเสี่ยงในเกมอำนาจของวังหลังนี้ได้ เยี่ยอ๋องมีกองทัพในมือ มีราชกิจใหญ่หลวงที่ต้องสะสาง การที่พระองค์ทรงเข้ามาพัวพันกับคดีการยักยอกเสบียงของตระกูลหลี่เพียงเพราะ... เพราะข้า นั่นไม่คุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยในยملท้าย ทว่าหนักแน่นจนน่าใจหาย ความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยชาชาและห่างเหิน ปะทะเข้ากับความรู้สึกของบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด
จ้าวเฟยหรงชะงักไป นัยน์ตาคมกปรายมองสตรีตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง ความรู้สึกบางเบาดั่งสายหมอกและหนักหน่วงดั่งขุนเขาตีรวนอยู่ในอก เขาเป็นอ๋องผู้เหี้ยมโหด มือเปื้อนเลือด ไร้ซึ่งความปรานีต่อศัตรู ทว่ากับสตรีผู้นี้... นางกลับผลักไสเขาออกห่างเพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเอง ช่างเป็นความดื้อรั้นที่น่าชังและน่าตายใจยิ่งนัก
"เจ้าคิดว่าข้าต้องให้สตรีตัวเล็กๆ มาปกป้องจากความเสี่ยงงั้นหรือ?" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงความเย่อหยิ่งทระนง เยี่ยอ๋องก้าวเข้าไปประชิดจนหลิงอวี่ต้องถอยหลังไปชนกับชั้นตำหนักด้านหลัง ไร้ซึ่งหนทางหนี
ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างแก้wทำให้นางแทบหยุดหายใจ กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสงครามและอำนาจโอบล้อมร่างนางไว้ทุกด้าน "เยี่ยอ๋อง... โปรดทรงสำรวมด้วยเพคะ" นางกระซิบเสียงพร่า พยายามเบือนหน้าหนีสัมผัสใกล้ชิดที่อันตรายต่อหัวใจยิ่งกว่าคมดาบ
"ข้าจะสำรวมก็ต่อเมื่อเจ้าเลิกทำตัวเป็นดั่งหินผาที่เย็นชา" จ้าวเฟยหรงโน้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นสะท้อนถึงแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ "จำเอาไว้ เซวียนหลิงอวี่... ระยะห่างที่เจ้าสร้างขึ้น ไม่มีทางกั้นขวางข้าได้ หากข้าต้องการจะข้ามผ่าน"
ยังไม่ทันที่หลิงอวี่จะได้เอ่ยคำใดโต้แย้ง ประตูตำหนักไม้แกะสลักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือของใครบางคน เสียงฝีเท้าเร่งร้อนหลายคู่ก้าวเข้ามา พร้อมกับเสียงกงгун (ขันที) ประจำตำหนักในที่ตะโกนก้องด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงหลง
"แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ท่านอ๋อง! ขุนนางเซวียน! เกิดเรื่องใหญ่ที่ตำหนักบูรพาแล้ว!"
จ้าวเฟยหรงผละออกจากร่างของหลิงอวี่อย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณนักรบตื่นตัวขึ้นในทันที ดวงตาคมกริบหันไปมองผู้มาเยือนด้วยแววตาดุดัน
ขันทีหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทาจนแทบหมอบราบ ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยหยาาดเหงื่อท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับเพิ่งไปพบภูตผีปีศาจมา
"เกิดอะไรขึ้น?" จ้าวเฟยหรงเอמהเสียงเยียบเย็น
ขันทีผู้นั้นเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "พระสนมหลี่... พระสนมหลี่กุ้ยเฟย ทรง... ทรงกระออกเป็นโลหิตดำสนิท สิ้นพระชนม์คาแท่นบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และในพระหัตถ์ของพระนาง กำม้วนกระดาษที่มีลายพระหัตถ์ของฝ่าบาท... สั่งประทานยาพิษไว้ ทว่า... ทว่าใต้ภาพวาดบนผนัง กลับมีตราประทับลับของ... ของหอจดหมายเหตุของท่านเซวียนซ่อนอยู่พ่ะย่ะค่ะ!"
เซวียนหลิงอวี่หน้าถอดสีทันที เลือดในกายเย็นเฉียบลงฉับพลัน นางก้าวออกมาจากมุมห้อง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
นั่นไม่ใช่ตราประทับของนาง... แต่มันคือตราประทับโบราณที่หายสาบสูญไปจากคลังหลวงเมื่อสามปีก่อน!
เกมการเมืองเรือนหลังมิได้จบลง แต่กำลังถูกพลิกกระดานด้วยเลือด และเป้าหมายต่อไป... คือการตัดหัวขุนนางหญิงผู้ถือความจริงอย่างนางให้พ้นทาง
--------------------------------------------------------------------------------
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียวมาจนถึงตอนนี้ สัญญาว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังในตอนต่อไปค่ะ - ดอกโบตั๋นพันปี)*
โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 16
ระยะห่างที่งดงาม
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!