กลิ่นอายความชื้นของฝนห่าใหญ่ที่กระหน่ำซัดลงมาประดุจม่านน้ำตาแห่งความอาดูร คละเคล้าด้วยกลิ่นอายสนิมเหล็กและกลิ่นหอมเย็นยะเยือกของหมึกจีนชั้นดีที่ถูกเจือจางด้วยหยาดฝน เซวียนหลิงอวี่มิได้ใส่ใจกับอาภรณ์สีเขียวเข้มปักลายใบบัวที่เปียกชื้นแนบเนื้อจนส่งความหนบหนา สมาธิทั้งหมดของนางถูกตรึงไว้กับม้วนฎีกาฉบับสุดท้ายที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ชั้นเอกสารลับของหอจดหมายเหตุ
*แคว่ก...*
เสียงฉีกขาดของกระดาษสาเนื้อหยาบดังก้องขึ้นในความเงียบสงัด ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงคำรามก้องอยู่นอกหน้าต่างบานกระทุ้ง นัยน์ตาคู่คมดั่งกวางสาวของนางหรี่แคบลงเมื่อกวาดสายตาอ่านตัวอักษรหวัดๆ ที่ถูกเขียนด้วยความเร่งรีบ ทว่ากลับทรงพลังยิ่ง บัญชีรายชื่อการขนถ่ายเสบียงทัพหลวงครั้งนี้ไม่ได้รั่วไหลไปถึงมือหลี่กุ้ยเฟยอย่างบังเอิญ หากแต่มี 'หนอนบ่อนไส้' ระดับสูงที่จงใจส่งมันมาให้นางเพื่อใช้เป็นเครื่องมือปลิดชีพ!
"รู้ตัวช้าไปสามลมหายใจ... เกรงว่าเจ้าคงไม่มีโอกาสได้นำความลับนี้ไปทูลถวายฝ่าบาทแล้วกระมัง, ใต้เท้าเซวียน"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำ กังวาน เยียบเย็นราวกับสายลมหนาวพัดผ่านลานประหารดังขึ้นจากความมืดมิดบริเวณมุมอับของชั้นหนังสือโบราณ
เซวียนหลิงอวี่หัวใจกระตุกวูบ แต่นางมิได้กรีดร้องตื่นตระหนกสมกับเป็นสตรีบอบบาง นางค่อยๆ วางม้วนฎีกานั้นลงอย่างมั่นคง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกอย่างไม่เกรงกลัว แม้ความมืดจะปกคลุมจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน แต่กลิ่นอายอันกดดันและทรงอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างสูงโปร่งนั้นกลับชัดเจนเสียจนขนลุกซู้ด
แสงสายฟ้าแลบแปลบปลาบวาบขึ้นนอกหน้าต่าง แสงสีขาวโพลนเสี้ยววินาทีนั้นสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายดั่งเทพเซียนสลักจากหยกขาว ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับลึกล้ำดั่งเหวลึก ดุร้ายและเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกเงินแห่งบูรพาทิศ... จ้าวเฟยหรง หรือเยี่ยอ๋อง ผู้ที่ขุนนางทั่วราชสำนักต่างหวาดผวาจนตัวสั่น!
"ที่แท้ก็เป็นท่านเยี่ยอ๋อง..." หลิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มั่นคง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น แม้ว่าปลายนิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อจะกำกริชเล่มเล็กไว้แน่น "ยามวิกาลเช่นนี้ ฝนตกหนักหนาปานนี้ เหตุใดท่านอ๋องจึงต้องทรงลงทุนปีนกำแพงหอจดหมายเหตุเพื่อมาเยี่ยมเยียนข้ารับใช้ตัวเล็กๆ เช่นหม่อมฉันด้วยเล่าเพคะ?"
จ้าวเฟยหรงก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากเงาดำ ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนไปกับรัตติกาล หยาดน้ำฝนเกาะพราวอยู่ตามเส้นผมสีดำสนิทและไหลหยดลงบนโครงหน้าคมสัน หยดน้ำเหล่านั้นมิได้ลดทอนความน่าเกรงขามลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยิ่งขับเน้นความเย้ายวนอันตรายออกมาอย่างเด่นชัด
เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าingหลิงอวี่ในระยะห่างเพียงคืบ กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของเลือดและฝนลอยเข้าจมูกนาง "เจ้าฉลาดเกินไป เซวียนหลิงอวี่... และความฉลาดมักเป็นภัยมหันต์ต่อสตรีที่ไม่มีเส้นสายคอยหนุนหลัง"
"หม่อมฉันเพียงทำหน้าที่ตามกฎหมายของแผ่นดิน" นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง แม้ว่าส่วนสูงของนางจะด้อยกว่าเขาอยู่ช่วงตัวหนึ่งก็ตาม "หรือว่าการขุดคุ้ยเรื่องการยักยอกเสบียงคลังหลวง จะไปขัดผลประโยชน์ของท่านอ๋องเข้าด้วยเช่นกัน?"
มุมปากหยักลึกของเยี่ยอ๋องยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ประหนึ่งรอยยิ้มของมัจจุราชที่กำลังพิจารณาวิญญาณบนตาชั่ง "เจ้าคิดว่าข้าเป็นพวกเดียวกับสนมหลี่งั้นหรือ? หึ... สตรีโง่เขลานางนั้นมีค่าพอให้ข้าต้องลงมือด้วยตัวเองเชียวหรือ"
"ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ท่านต้องการจากหม่อมฉันคืออะไรกันแน่?" หลิงอวี่ถามเสียงเข้ม พยายามข่มจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นปนตื่นเต้น นางไม่เคยเข้าใกล้สัตว์ร้ายที่อันตรายถึงเพียงนี้มาก่อนในชีวิต
จ้าวเฟยหรงโน้มใบหน้าลงมาใกล้ซอกคอระหงของนางจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวเนื้อที่เย็นเฉียบ น้ำเสียงกระซิบพร่าต่ำข้างใบหูของนางเต็มไปด้วยความเย้ายวนและคุกคามในคราวเดียวกัน
"ข้าต้องการตัวเจ้า... และบัญชีฉบับจริงที่ซ่อนอยู่ใต้รอยต่อของกระดานพื้นตรงนั้น"
ดวงตาของเซวียนหลิงอวี่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางลืมไปได้อย่างไรว่าบุรุษผู้นี้คือผู้กุมเครือข่ายข่าวกรองที่น่ากลัวที่สุดในแผ่นดิน! ทว่าก่อนที่นางจะได้ขยับตัวถอยหนี ฝ่ามือหนาอุ่นจัดราวกับเตาไฟก็เอื้อมมาคว้าเอวบางของนางไว้รวบเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ลมหายใจของทั้งคู่ผสานกันเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำด้านนอก
ในวินาทีที่สติของนางกำลังจะหลุดลอยไปกับสัมผัสอันอุกอาจและอันตรายนั้น เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับแสงคบเพลิงสว่างวาบก็ดังขึ้นที่บริเวณทางเดินชั้นล่าง พร้อมกับเสียงตะโกanก้องขององครักษ์วังหลัง
"ค้นให้ทั่ว! สนมหลี่มีรับสั่งว่าคนร้ายหนีมาทางนี้ ห้ามปล่อยให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
จ้าวเฟยหรงมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากลับกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า มือข้างหนึ่งยังคงโอบเอวบางไว้แน่น ส่วนอีกมือดึงร่างของหลิงอวี่ให้แนบชิดติดกับแผงอกแกร่งของตนจนแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน
"ดูท่าทาง... เราคงต้องร่วมมือกันหนีตายเสียแล้วกระมัง, ใต้เท้าเซวียนคนสวย" เขากระซิบชิดริมฝีปากนาง ก่อนจะฉวยโอกาสกดจูบลงบนกลีบปากอิ่มของนางอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงท่ามกลางความมืดมิด!
หลิงอวี่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ นางอ้าปากเตรียมจะต่อว่า แต่กลับเปิดโอกาสให้เรียวลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำอย่างเอาแต่ใจ รสชาติของความอันตราย ความดุดัน และความเย้ายวนหลอมรวมกันอยู่ในจุมพิตนั้น ประหนึ่งหมากกระดานที่ถูกพลิกผันด้วยมือของเซียนผู้ไร้พ่าย
และก่อนที่สติปัญญาอันรอบคอบของนางจะเรียกคืนมาได้ ประตูหอจดหมายเหตุชั้นในก็ถูกถีบพังโครมลงด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับแสงคบเพลิงสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามาภายในห้อง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เกมการเมืองและวังวนแห่งความรักอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 2
เผชิญหน้าใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!