กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับความอับชื้นของกระดาษโบราณนับหมื่นแผ่น ลอยอบอวลอยู่ภายใต้ความเงียบงันอันน่าอึดอัดของหอจดหมายเหตุหลวง ชั้นใต้ดินแห่งนี้ไร้ซึ่งแสงตะวัน แสงสว่างเดียวที่นำพาชีวิตมาสู่ความมืดมิดคือเปลวเทียนเล่มเล็กที่สั่นไหวตามแรงลมหายใจของเซวียนหลิงอวี่
ขุนนางหญิงแห่งหอจดหมายเหตุในชุดคลุมทางการสีเขียวเข้มขลิบดิ้นเงิน ปลายชายผ้าปักลายเมฆมงคลตามธรรมเนียมราชสำนัก ปอยผมสีดำขลับถูกรวบเก็บอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกขาวไร้ตำหนิ สะท้อนภาพสตรีผู้ยึดมั่นในระเบียบวินัยและความถูกต้องจนไร้ช่องโหว่ ทว่าในยามวิกาลเช่นนี้ ภายใต้ความกดดันจากอำนาจมืดเบื้องบน แววตานั้นกลับฉายประกายความระแวดระวังดั่งสัตว์ป่าที่กำลังถูกต้อนจนมุม
"ใต้เท้าเซวียน... กองฎีกาเบิกจ่ายเสบียงคลังของมณฑล jiangnan ประจำฤดูสารทปีนี้ ส่งมาถึงมือท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ... เอ๊ย... เรียบร้อยแล้วขอรับ" เสียงรายงานจากเสมียนรุ่นน้องตะกุกตะกักด้วยความหวาดกลัว
"วางไว้ตรงนั้น แล้วเจ้าออกไปเสีย ห้ามผู้ใดเข้าใกล้เขตหอจดหมายเหตุชั้นสามเด็ดขาด จนกว่าจะถึงยามโฉบ" เซวียนหลิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบขาดและเปี่ยมด้วยอำนาจในหน้าที่ นางไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากพู่กันในมือ ปลายพู่กันขนหมาป่าตวัดลงบนกระดาษสาอย่างมั่นคงและงดงาม
เมื่อร่างของเสมียนลับหายไปในความมืดพร้อมกับเสียงบานประตูไม้หนักอึ้งที่ปิดสนิท ความเงียบงันก็กลับมาครอบงำอีกครา หญิงสาวจึงค่อยๆ วางพู่กันลง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นเทาในอก
นี่ไม่ใช่เอกสารเบิกจ่ายธรรมดา... สัญชาตญาณของนางร่ำร้องเช่นนั้น
ปลายนิ้วเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างค่อยๆ แกะเชือกฟางที่มัดห่อกระดาษใหม่ออกทีละเปลาะ เอกสารทางราชการนับร้อยแผ่นถูกคลี่ออกเบื้องหน้า ท่ามกลางแสงเทียนที่กะพริบไหว ดวงตาคู่คมกวาดมองตัวเลขและตราประทับสีชาดอย่างรวดเร็วและแม่นยำ สมองอันปราดเปรื่องของนางทำงานแข่งกับเวลา ทว่ายิ่งอ่าน ลมหายใจของนางก็ยิ่งติดขัด
ตัวเลขการเบิกจ่ายข้าวสารสามแสนหาบเพื่อบรรเทาทุกข์ราษฎรผู้ประสบภัยแล้ง... ถูกแก้ไขด้วยหมึกคนละเฉด ยอดเงินจากท้องคลังหลวงหายไปกว่าครึ่ง มีการประทับตราลับของกรมคลังและ... ตราประทับรูปดอกโบตั๋นสลักลายหงส์ทอง ซึ่งเป็นตราเฉพาะตัวที่ใช้ในตำหนักในของหลี่กุ้ยเฟย!
หัวใจของเซวียนหลิงอวี่กระตุกวูบ ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวกำลังเปิดเปลือยต่อหน้า นางไม่ได้เผชิญหน้ากับการทุจริตธรรมดา แต่เป็นการยักยอกเสบียงหลวงเพื่อใช้เป็นทุนสนับสนุนกองกำลังลับนอกด่านของกลุ่มกบฏ โดยมีสตรีผู้ทรงอิทธิที่สุดในวังหลังหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ศีรษะบนบ่าของนางคงอยู่ไม่สู้ดีเป็นแน่ แต่หากนางเก็บงำความลับนี้ไว้ แผ่นดินและราษฎรนับแสนต้องล่มสลายลงด้วยน้ำมือของคนกลุ่มเดียว
"เจ้ากำลังคิดจะเผาทำลายหลักฐาน หรือจะเก็บมันไว้เป็นใบเบิกทางสู่นรกกันแน่, ใต้เท้าเซวียน?"
เสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น ดุจสายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาหิมะ ดังขึ้นจากมุมมืดอับแสงของชั้นหนังสือโบราณ
เซวียนหลิงอวี่สะ؛ดุ้งเฮือก มือเรียวปัดถาดหมึกเกือบคว่ำ นางดีดตัวลุกขึ้นยืนหลังตรง สองมือไขว้ไว้เบื้องหลังเพื่อซ่อนอาการสั่นเทา ดวงตาคู่คมหันขวับไปมองยังต้นเสียงทันที
ในเงาสลัวของคานไม้จันทน์ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมฆารมย์ด้วยด้ายเงินยวดยวน ก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่าสง่างามและทรงพลัง กลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับพยัคฆ์ซ่อนเล็บ ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหยกขาว ปลายจมูกโด่งเป็นสันคม และริมฝีปากที่หยักยิ้มเยาะอย่างเยือกเย็นคู่นั้น...
เยี่ยอ๋อง—จ้าวเฟยหรง!
ท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพิทักษ์ทิศเหนือ ผู้ที่ใครๆ ต่างลือกันว่าโหดเหี้ยม อำมหิต และไร้หัวใจ เหตุใดจึงมายืนหลบซ่อนอยู่ในหอจดหมายเหตุยามวิกาลเช่นนี้?
"ถวายบังคมเยี่ยอ๋องเพ่ะย่ะค่ะ..." นางย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างรวดเร็ว แม้หัวใจจะเต้นระรัวดั่งกลองศึก "ยามวิกาลเช่นนี้ เหตุใดท่านอ๋องจึงเสด็จมายังสถานที่อับชื้นเช่นหอจดหมายเหตุหลวงได้พ่ะย่ะค่ะ... อะแฮ่ม... เพคะ" นางเผลอหลุดปากผิดธรรมเนียมด้วยความตกใจ
จ้าวเฟยหรงก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนแสงเทียนสาดส่องกระทบใบหน้าคมคาย ดวงตาคมปลาวคู่นั้นมองนางราวกับเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองลูกนกน้อยในกรงขัง รอยยิ้มมุมปากของเขายิ่งลึกขึ้น ทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่น
"เปิ่นหวางเพียงผ่านมาตรวจตราความเรียบร้อยของเอกสารราชสำนัก... และบังเอิญได้กลิ่นของความตายที่ลอยอบอวลอยู่รอบตัวเจ้า"
นิ้วเรียวยาวของท่านอ๋องยื่นออกไปแตะลงบนแผ่นกระดาษลับที่มีรอยแก้ตัวเลขทุจริตเบื้องหน้าเซวียนหลิงอวี่อย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรเหล่านั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะช้อนสายตากลับมาสบตากับนางตรงๆ
"ดูท่า... เจ้าจะบังเอิญเจอสิ่งที่คนเบื้องบนเขาไม่อยากให้เจ้าเห็นเข้าเสียแล้วสิ, เซวียนหลิงอวี่"
ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่ายจากร่างของบุรุษตรงหน้า บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เซวียนหลิงอวี่เม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วว่านางควรจะถอยหรือรุกในสถานการณ์ที่กุมชะตาชีวิตเช่นนี้
ทว่า ก่อนที่นางจะได้กล่าวคำใดแก้ตัว จ้าวเฟยหรงกลับโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มของนาง เสียงกระซิบต่ำพร่าดังลอดไร牙ผ่านริมฝีปากที่ยกยิ้มร้ายกาจ
"หากไม่อยากให้หัวหลุดจากบ่า... ทางรอดเดียวของเจ้าตอนนี้ คือการร่วมมือกับเปิ่นหวาง... หรือไม่เช่นนั้น..."
นิ้วเรียวของเขาเลื่อนขึ้นมาแตะเบาๆ ที่ปลายคางมนของนาง บังคับให้เซวียนหลิงอวี่ต้องเงยหน้าสบตากับเขาโดยไม่1อาจหลบหนี
"...ข้าคงต้องฆ่าปิดปากพยานคนสำคัญเช่นเจ้าเสีย ณ ที่ตรงนี้"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เกมการเมืองและวังวนแห่งความรักอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 1
เอกสารลับในกองอักษร
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!