โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 26

พายุที่โหมกระหน่ำ

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
เสียงคำรามกึกก้องราวกับอสุนบาตยามวิกาลไม่ได้มาจากท้องนภา หากแต่มาจากฝניเกือกม้าหลายหมื่นคู่ที่เหยียบย่ำแผ่นดินปฐพีจนสั่นสะเทือน เลือดและเพลิงผลาญสะท้อนเปรอะเปื้อนขอบฟ้าทิศบูรพา ประหนึ่งมังกรเพลิงกระหายเลือดที่กำลังโอบล้อมเมืองหลวงต้าเซวียนไว้ด้วยกรงเล็บอันแหลมคม ภายในตำหนักชิงหลันยามนี้ ไร้ซึ่งความเงียบสงบอันเคยเป็น กลิ่นกำยานราคาแพงถูกกลบด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและฝุ่นควันจากสงครามที่ลอยมาตามสายลมราตรี เซวียนหลิงอวี่ในชุดขุนนางสตรีสีครามเข้ม ปักลายกระเรียนขาวคาบสมุนไพร บัดนี้ชายผ้าคลุมยาวเปื้อนฝุ่นดินจากการวิ่งวุ่นรวบรวมฎีกาด่วนตลอดคืน นางยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษร สายตาคมกริบจับจ้องแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นดินที่ถูกกางออกโดยมีหมุดไม้แกะสลักปักระោងข้าศึกซึ่งรุกคืบเข้ามาใกล้กำแพงเมืองทุกขณะ "พวกมันประชิดถึงประตูเฉิงอานแล้วค่ะใต้เท้า... กองกำลังกบฏของแม่ทัพตงหยางใช้ค่ายกลโล่เหล็กทะลวงแนวป้องกันชั้นนอกแตกพ่ายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม" เสียงรายงานจากองครักษ์เงาผู้หนึ่งดังขึ้น น้ำเสียงเจือความตื่นตระหนกจนมือที่ประสานคารวะสั่นเทาเล็กน้อย หลิงอวี่มิได้ตื่นตระหนกตาม นางเพียงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบจิตใจที่กำลังตีรวน ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งลำหญ้าวกวนสัมผัสลงบนหมุดไม้สีชาดที่แทนตัวกองกำลังกบฏ ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ในยามที่บ้านเมืองสั่นคลอน สติปัญญาคือเกราะคุ้มกายที่แข็งแกร่งที่สุด "หลี่กุ้ยเฟยเคลื่อนไหวหรือยังคะ" นางเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนผู้รายงานต้องก้มหน้าต่ำลง "ทูลใต้เท้า... พระสนมเอกทรงแสร้งประชวรหนักเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ และมีข่าววงในว่านางแอบส่งตราพยัคฆ์สำรองออกนอกวังเพื่อเปิดประตูเมืองรับพวกกบฏแล้วขอรับ!" มุมปากของเซวียนหลิงอวี่กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น ช่างน่าขันสิ้นดี หญิงสาวผู้ใช้เล่ห์กลกุมอำนาจในวังหลังมาเนิ่นนาน บัดนี้กลับยอมขายชาติบ้านเกิดเพียงเพื่อแลกกับการขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการในเงาของกบฏตาชั่งเดียว ทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามืออันหนักหน่วง ลมหนาวพัดกรรโชกวูบใหญ่จนเปลวเทียนวับแวม ร่างสูงโปร่งในชุดเกราะสีดำสนิท ประดับลวดลายจิ้งจอกเงินสะท้อนแสงไฟ ก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าหนักแน่นมั่นคง กลิ่นอายความเยือกเย็นและกลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยมาพร้อมกับการปรากฏตัวของเขา จ้าวเฟยหรง หรือเยี่ยอ๋อง ผู้ที่คนทั้งใต้หล้าต่างหวาดผวา บัดนี้เส้นผมสีดำสนิทรวบตึง พระพักตร์หล่อเหลาดุจเทพสลักไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงเนตรคมปลาบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองนางด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดัน "เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่ หลิงอวี่" สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวเข้าประชิดตัว ร่างสูงใหญ่กางแขนออกปกป้องสตรีตรงหน้าโดยสัญชาตญาณ ราวกับรู้ว่าภัยอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เพียงคืบ "หากหม่อมฉันไม่อยู่ที่นี่ แล้วใครจะคอยรักษาบัญชีรายชื่อขุนนางที่แปรพักตร์และหลักฐานการยักยอกเสบียงของหลี่กุ้ยเฟยเลคะท่านอ๋อง" นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาแข็งกร้าวทว่าลึกล้ำไปด้วยความมั่นคง "พวกกบฏล้อมเมืองเพื่อต้องการทำลายหลักฐานเหล่านี้ หากหม่อมฉันหนี ความพยายามตลอดสามปีที่ท่านกับหม่อมฉันร่วมมือกันเดินหมากกระดานนี้ก็จะสูญเปล่า" จ้าวเฟยหรงขบกรามแน่นจนสันนูน มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้แน่น ราวกับต้องการถ่าย 100% ความอบอุ่นทั้งหมดที่มีให้แก่สตรีผู้ดื้อรั้นที่สุดในแผ่นดินผู้นี้ "เจ้ามันดื้อรั้นนัก... เสบียงสำรองถูกเผาทำลายไปครึ่งหนึ่งแล้ว กองทัพพิทักษ์ราชบัลลังก์กำลังต้านทานอย่างสุดกำลัง แต่มันยื้อเวลาได้อีกไม่นาน ข้าเตรียมเส้นทางลับไว้ให้เจ้าแล้ว จงไปซ่อนตัวที่อารามร้างนอกเมือง..." "แล้วท่านล่ะคะ?" หลิงอวี่สวนกลับทันควัน นัยน์ตาคู่สวยไหวระริกด้วยความเจ็บปวดที่พยายามกดเก็บไว้ "ท่านอ๋อง... ท่านคิดจะใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันล่อพวกมันเข้าสู่ค่ายกลเพลิงที่ตำหนักใหญ่ โดยไม่บอกหม่อมฉันเลยสินะคะ" บทสนทนาหยุดชะงักลงในความเงียบอันน่าอึดอัด มีเพียงเสียงฟ้าร้องคำรามและเสียงโห่ร้องของกองทัพกบฏที่ดังใกล้เข้ามาทุกที ประหนึ่งมัจจุราชที่กำลังเคาะประตูเรียกหา จ้าวเฟยหรงจ้องมองนางด้วยแววตาที่สั่นไหวเป็นครั้งแรกในชีวิต บุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด กลับพ่ายแพ้ให้กับหยาดน้ำใสที่คลอหน่วยอยู่ในดวงตาคู่สวยของสตรีตรงหน้า "ข้าเกิดมาเพื่อปกป้องต้าเซวียน... และปกป้องเจ้า" เขากระซิบเสียงพร่า ปลายจมูกโด่งรั้นคลอเคลียอยู่ข้างขมับนางอย่างตัดพ้อ "หากข้าไม่ยอมสละหมากตัวนี้ ชัยชนะที่แท้จริงจะไม่ทางเป็นของเรา" ในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ก็ดังขึ้นกะทันหันที่ด้านนอกตำหนัก พร้อมกับเสียงหัวoเราะเยียบเย็นของผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นกับขุนนางหญิงผู้ทรงคุณธรรม น่าเสียดายนัก... ที่พวกท่านจะไม่มีโอกาสได้ครองคู่กันในภพนี้อีกแล้ว!" สิ้นเสียงนั้น บานประตูก็ถูกกระชากเปิดออกโดยกลุ่มองครักษ์ชุดดำนับสิบ ทว่าที่โดดเด่นที่สุดคือร่างระหงในชุดฮองเฮาสีทองอร่าม หลี่กุ้ยเฟยทรงก้าวเข้ามาด้วยพระพักตร์ที่บิดเบี้ยวด้วยความริษยา ในพระหัตถ์เรียวยาวทรงถือพระราชโองการปลอมแปลงฉบับหนึ่ง พร้อมกับถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมหวานอันตรายของ "สุราอัศสกาล" เซวียนหลิงอวี่หรี่ตามองภาพตรงหน้าอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูง นางขยับตัวบังหน้าจ้าวเฟยหรงไว้เล็กน้อย แม้รู้ว่าบุรุษด้านหลังแข็งแกร่งปานใด แต่นางคือผู้คุมกฎแห่งหอจดหมายเหตุ ผู้ใดจะอาจหาญมาทำลายความยุติธรรมต่อหน้าผืนแผ่นดินนี้ไม่ได้เด็ดขาด! หลี่กุ้ยเฟยแย้มพระสรวลเหี้ยมเกรียม ยกถ้วยสุราพิษขึ้นสูงและตรัสด้วยสุรเสียงเย้ยหยัน "เซวียนหลิงอวี่... ทางเลือกอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว จะดื่มสุรานี้เพื่อรักษาเกียรติของขุนนาง หรือจะให้กองทัพกบฏบุกเข้ามาตัดหัวพวกเจ้าทั้งคู่แล้วเผาตำหนักนี้ให้มอดไหม้เป็นจุล!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%