โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 8

รอยร้าวในความเชื่อใจ

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
"ท่านอ๋อง... หากความลับเปรียบดั่งอาภรณ์ที่สวมทับกันหลายชั้น ท่านคิดว่ารอยขาดเพียงเล็กน้อยบนสาบเสื้อ จะทำให้ผู้คนมองเห็นเนื้อแท้ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ได้เร็วขึ้นหรือไม่เพคะ?" เซวียนหลิงอวี่เอ่ยถามพลางวางพู่กันในมือลง จังหวะการเคลื่อนไหวของนางแช่มช้าทว่าหนักแน่น สายตาของนางมิได้ช้อนขึ้นมองบุรุษตรงหน้า แต่กลับจับจ้องไปยังรอยหมึกบนม้วนเอกสารลับที่นางเพิ่งคัดลอกเสร็จสิ้น กลิ่นกำยานไม้กฤษณาอบอวลอยู่ในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ของเยี่ยอ๋อง บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของตนเอง จ้าวเฟยหรงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์หอมชะงักมือที่กำลังถือตราประทับ เขาวางมันลงอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับกำลังพินิจดูว่าสตรีผู้เฉลียวฉลาดที่เขาเลือกมากับมือ กำลังเล่นเกมหมากรุกกระดานใดอยู่ "รอยขาดบนสาบเสื้อ... อาจเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อของช่างเย็บ" เสียงทุ้มต่ำของเขาสั่นไหวน้อยๆ แฝงความกดดันที่ทำให้อากาศรอบข้างหนักอึ้ง "แต่หากเป็นรอยแผลที่ถูกกรีดด้วยคมมีด นั่นย่อมหมายถึงผู้สวมใส่กำลังถูกรุกฆาต เจ้ากำลังหมายถึงสิ่งใดกันแน่ หลิงอวี่?" หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเขาตรงๆ นางเห็นประกายความเย็นชาที่เขาใช้ปิดกั้นความรู้สึกมาโดยตลอด ทว่าในครานี้ นางกลับเห็นเงาสะท้อนของ 'ความระแวง' ที่หลบซ่อนอยู่ลึกที่สุด นางหยิบม้วนกระดาษที่นางเพิ่งคัดลอกเสร็จยื่นให้เขา สิ่งนั้นมิใช่รายงานการคลังที่ได้รับมอบหมาย แต่เป็นบันทึกการเคลื่อนไหวของกองกำลังลับที่นางแอบตรวจพบในหอจดหมายเหตุ "ท่านอ๋องเคยตรัสว่า ท่านทำทุกอย่างเพื่อความยุติธรรมของแผ่นดิน" นางเว้นจังหวะ เสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำที่ไร้คลื่น "แต่รอยประทับบนคำสั่งเคลื่อนกำลังพลเมื่อคืนนี้... มิใช่ตราประทับของจวนอ๋อง หากแต่เป็นตราสัญลักษณ์ของ 'กลุ่มพยัคฆ์เงา' องค์กรที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อนพร้อมกับการล่มสลายของตระกูลที่ขัดแย้งกับวังหลวง" จ้าวเฟยหรงนิ่งงัน รัศมีรอบกายเขาเปลี่ยนไปในพริบตา ความอบอุ่นที่เคยสร้างฉากหน้าไว้มลายหายสิ้น เหลือเพียงกลิ่นอายสังหารที่เยียบเย็นดั่งหิมะในฤดูเหมันต์ เขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับโน้มตัวลงมาหาใกล้จนนางได้กลิ่นจางๆ ของโลหะและยาพิษที่คุ้นเคย "เจ้าช่างหาญกล้า ที่กล้าเปิดเผยไพ่ใบสุดท้ายต่อหน้าข้า" มือหนาเอื้อมมาเชยคางนางขึ้น แววตาของเขาซับซ้อนเกินกว่าที่นางจะคาดเดาได้ "เจ้าคิดว่าความรู้ที่เจ้ามี จะทำให้เจ้ามีชีวิตรอดไปจนถึงรุ่งสางหรือ?" "หลิงอวี่เป็นเพียงขุนนางเล็กๆ ที่ยึดถือกฎหมายเป็นที่ตั้ง" นางกล่าวโดยไม่หลบสายตา แม้ใจจะสั่นไหวกับสัมผัสที่แฝงไอสังหาร "หากต้องตายด้วยน้ำมือของคนที่ข้าเคารพและไว้ใจที่สุด นั่นก็นับเป็นชะตากรรมที่ข้าเลือกเอง... แต่ท่านอ๋องเพคะ สิ่งที่ท่านทำอยู่ ท่านแน่ใจแล้วหรือว่านั่นคือการกอบกู้แผ่นดิน หรือเพียงแค่การทวงคืนความแค้นส่วนตัวของตระกูลจ้าวที่ท่านจงใจปกปิดไว้?" คำถามนั้นดั่งศรปักลงกลางใจของเยี่ยอ๋อง จ้าวเฟยหรงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนมุมปาก ทว่าในดวงตาของเขากลับไหวระริกด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นมานานปี เขาปล่อยคางนาง แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปยังหน้าต่างบานแกะสลักที่เปิดอ้ารับลมยามค่ำคืน "ข้าไม่เคยบอกว่าข้าคือคนดี" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ในโลกที่มืดมิดเช่นนี้ หากไม่ถือดาบให้คมกว่าผู้ที่คิดจะทำลายเรา เราย่อมตกเป็นเหยื่อ... แต่เจ้าหลิงอวี่ เจ้ากำลังจะทำให้ตัวเองกลายเป็นเป้าหมายของคนทั้งสองฝั่ง หากหลี่กุ้ยเฟยรู้ว่าเจ้ากุมความลับนี้ไว้ ต่อให้ข้าอยากปกป้องเจ้าเพียงใด ก็คงยากที่จะต้านทานกระแสลมปั่นป่วนในวังหลัง" "หลี่กุ้ยเฟยไม่ได้เป็นเพียงศัตรูของข้า แต่เป็นศัตรูของกฎหมายที่ท่านเองก็ควรจะปกป้อง" นางลุกขึ้นยืนเคียงข้างเขา แม้ตัวจะเล็กกว่าทว่าความมุ่งมั่นกลับเปี่ยมล้น "หากท่านอ๋องเลือกที่จะไม่ไว้ใจข้าแล้ว ต่อแต่นี้ไป ข้าก็จะเหลือเพียงความสัตย์ซื่อต่อหน้าที่ของข้าเท่านั้น" ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง ความเชื่อใจที่เคยมีให้กันดุจดังแก้วผลึกที่ร้าวราน จ้าวเฟยหรงหันกลับมามองนาง แววตาที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉายชัดถึงความลังเลที่เขาไม่เคยเปิดเผยให้ผู้ใดเห็น ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบขององครักษ์เงาดังขึ้นหน้าห้อง ตามด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวเร็วและไร้มารยาท ผิดวิสัยของระเบียบในจวนอ๋อง "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์ผู้หนึ่งร้องบอกผ่านบานประตูด้วยน้ำเสียงแตกตื่น "มีพระราชโองการลับส่งตรงจากเขตหวงห้าม สั่งให้กักตัวขุนนางหญิง 'เซวียนหลิงอวี่' ในข้อหาจารกรรมเอกสารลับของแผ่นดิน... และคนที่นำพระราชโองการมา คือคนของหลี่กุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ!" เซวียนหลิงอวี่หน้าถอดสี ในขณะที่จ้าวเฟยหรงหันกลับมามองนางด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก เขายื่นมือออกไปหาหญิงสาวตรงหน้า แต่แล้วเขากลับชักมือกลับ ราวกับกำลังชั่งใจระหว่างการปกป้องนางกับอำนาจที่เขาต้องรักษาไว้ "หากเจ้าเดินออกไปหน้าประตูนั้น" จ้าวเฟยหรงกล่าวเสียงต่ำ นัยน์ตาจิ้งจอกของเขาฉายประกายอันตราย "เจ้าจะเป็นนักโทษที่ข้าไม่มีสิทธิ์ช่วย... หรือเจ้าจะเลือกเชื่อใจข้าเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก้าวลงไปยังอุโมงค์ลับใต้ฐานโต๊ะนี้เสีย?" ในขณะที่เซวียนหลิงอวี่ยังไม่ทันตัดสินใจ เสียงพังประตูก็ดังสนั่นขึ้นพร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบไปทั่วโถงทางเดิน หน้ากากแห่งความไว้ใจกำลังจะแตกสลายลงต่อหน้าต่อตา! หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านตื่นเต้นและติดตามบทต่อไปนะคะ ขอบพระคุณที่สนับสนุนดอกโบตั๋นพันปีเสมอมาค่ะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%