โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 12

ลมพายุในราชสำนัก

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารองครักษ์นับสิบนายดังกึกก้องไปตามระเบียงทางเดินปูหินอ่อนของตำหนักกุ้ยเฟย เสียงเกราะเหล็กกระทบกันเป็นจังหวะที่ข่มขวัญผู้คน แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดสะบั้น เซวียนหลิงอวี่กลับยืนนิ่งสงบดุจรูปสลักหิน สายตาของนางจับจ้องไปที่ปลายนิ้วเรียวงามของหลี่กุ้ยเฟยที่กำลังกรีดกรายอยู่บนขอบถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายคราม “เจ้าคิดว่าความลับเรื่องเสบียงในเขตหัวเป่ยจะถูกฝังไว้ใต้กองเอกสารของหอจดหมายเหตุได้ตลอดไปหรือ... หลิงอวี่?” หลี่กุ้ยเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกเมื่อ นางค่อยๆ หมุนถ้วยชาในมือ ดวงตาคู่สวยดุจหงส์จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสมเพช “เจ้ามันก็แค่สตรีที่โชคดีได้เข้าใกล้เยี่ยอ๋อง แต่จงจำไว้... ในวังหลังแห่งนี้ สติปัญญาเพียงอย่างเดียวปกป้องเจ้าไม่ได้หรอก” เซวียนหลิงอวี่ไม่ได้ก้มหัวลงหลบสายตา นางคลี่ยิ้มบาง ทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับมีความเยือกเย็นที่ทำให้อีกฝ่ายต้องชะงัก “กุ้ยเฟยเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงผู้คุมกฎ หากกฎแผ่นดินไม่ศักดิ์สิทธิ์ ความมั่นคงของบ้านเมืองก็คงพังทลายลงในไม่ช้า... แต่ที่น่าแปลกใจคือ เหตุใดท่านถึงมั่นใจนักว่าหมากตานี้จะเป็นของท่านฝ่ายเดียว?” คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มของหลี่กุ้ยเฟยแข็งค้าง ทหารองครักษ์สองคนพุ่งตัวเข้ามาหมายจะบีบแขนของหญิงสาว แต่แล้วเสียงกระดิ่งลมที่ดังขึ้นแผ่วเบาจากทางด้านนอกตำหนักกลับทำให้ทุกคนหยุดชะงัก บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนไปทันที กลิ่นอายสังหารที่เคยเข้มข้นถูกแทนที่ด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น ผู้คนรอบข้างเริ่มขยับตัวด้วยความตระหนก เมื่อเงาร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักดิ้นทองรูปมังกรไร้เขี้ยวปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู จ้าวเฟยหรงก้าวเดินเข้ามาด้วยจังหวะที่มั่นคงราวกับจ้าวนักล่าที่กำลังเดินตรวจตราอาณาเขตของตน “ดูเหมือนว่าตำหนักของเจ้าจะคึกคักเป็นพิเศษในยามวิกาลเช่นนี้นะ... กุ้ยเฟย” น้ำเสียงของเยี่ยอ๋องเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้เหล่าทหารองครักษ์ต้องคุกเข่าลงพื้นโดยพร้อมเพรียง หลี่กุ้ยเฟยรีบลุกขึ้นยืน ใบหน้าซีดเผือดลงชั่วขณะ ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูอ่อนหวาน “ท่านอ๋อง... หม่อมฉันเพียงแค่กำลังจัดการขุนนางที่คิดจะสร้างความวุ่นวายด้วยข่าวลือเท็จพ่ะย่ะค่ะ ไม่นึกว่าท่านจะสนใจเรื่องเล็กน้อยในวังหลังเช่นนี้” “เรื่องเล็กน้อยหรือ?” จ้าวเฟยหรงหยุดยืนเบื้องหน้าเซวียนหลิงอวี่ ร่างสูงบังมิดสายตาของหลี่กุ้ยเฟยที่พยายามจะจ้องมอง “การที่ขุนนางผู้ตรวจการหอจดหมายเหตุถูกทหารในสังกัดของเจ้าควบคุมตัวโดยไม่มีพระราชโองการ... เจ้าคิดว่าฮ่องเต้จะทรงมองว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยกระนั้นหรือ?” เขายื่นมือไปปัดเศษฝุ่นที่ไหล่ของหลิงอวี่อย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นแฝงไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเย็นชา ก่อนจะหันกลับไปหาหลี่กุ้ยเฟยด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีดโกน “ข่าวลือที่เจ้าว่า... อาจจะเป็นความจริงที่เจ้าพยายามฝังกลบ และการที่เจ้าเคลื่อนไหวเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าเจ้าได้กระชากหน้ากากของตัวเองออกมาวางบนโต๊ะพนันแล้ว” หลี่กุ้ยเฟยกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางรู้ดีว่าจ้าวเฟยหรงไม่ใช่คนที่จะเข้ามาแทรกแซงหากไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาพอ การที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ ย่อมหมายความว่าแผนการทั้งหมดของนางถูกสั่นคลอนไปถึงรากฐานแล้ว แต่ในเมื่อถอยไม่ได้ นางจึงเลือกที่จะเดินหมากตัวสุดท้าย “ท่านอ๋องมั่นใจเกินไปแล้ว” หลี่กุ้ยเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ข้ารับใช้คนสนิทที่ยืนอยู่มุมมืด “หากท่านคิดว่าหลักฐานทั้งหมดอยู่ในมือท่านเพียงผู้เดียว ก็เชิญตรวจสอบให้ดีเถิด... เพราะในตอนนี้ ที่ห้องเครื่องกลางของวังหลวง กำลังมีเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่าเกิดขึ้น” เซวียนหลิงอวี่ขมวดคิ้ว นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง บรรยากาศเริ่มเต็มไปด้วยไอระเหยของพิษที่ซ่อนอยู่ในน้ำชาที่หลี่กุ้ยเฟยจิบเมื่อครู่ ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากนอกตำหนัก พร้อมกับเสียงกรีดร้องของนางกำนัล “เกิดอะไรขึ้น!” จ้าวเฟยหรงตะโกนสั่ง แต่ก่อนที่เขาจะได้ก้าวออกไป ขันทีชราคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกสุดขีด เขาหมอบกราบลงกับพื้นจนหน้าผากชิดหินอ่อน “ทูลท่านอ๋อง! เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่หอจดหมายเหตุพ่ะย่ะค่ะ... เอกสารลับทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีเสบียง... ถูกทำลายจนสิ้นซาก!” ดวงตาของเซวียนหลิงอวี่เบิกกว้าง นี่ไม่ใช่แค่การทำลายหลักฐาน แต่นี่คือการประกาศสงครามครั้งใหญ่ หลี่กุ้ยเฟยแย้มยิ้มอย่างผู้ชนะในเกมที่นางเป็นคนกำหนดกติกาใหม่ทั้งหมด นางก้าวออกมาจากมุมมืด พลางหยิบม้วนกระดาษฉบับหนึ่งขึ้นมาถือไว้ในมือ “ท่านอ๋อง... ท่านมาสายไปก้าวหนึ่งเสมอ” หลี่กุ้ยเฟยยื่นม้วนกระดาษนั้นไปตรงหน้าจ้าวเฟยหรง “นี่คือพระราชโองการแต่งตั้งผู้ตรวจการคนใหม่แทนที่สตรีผู้โง่เขลาคนนี้... และคำสั่งด่วนให้ควบคุมตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งหมด โดยมีรายชื่อของท่านรวมอยู่ด้วย ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด!” ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งตำหนัก เซวียนหลิงอวี่มองเห็นจ้าวเฟยหรงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูอันตรายยิ่งกว่าที่นางเคยเห็นมา “เจ้าคิดว่าเจ้าคุมเกมได้ทั้งหมดจริงๆ หรือ... หลี่กุ้ยเฟย?” จ้าวเฟยหรงก้าวเข้าไปใกล้จนเกือบชิด ร่างของเขาสั่นสะท้านไปด้วยไอสังหารที่รุนแรง “หากเจ้ากล้าทำลายเอกสารเหล่านั้น ก็เท่ากับว่าเจ้าได้ทำลายหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตเจ้าไว้... เพราะสิ่งที่ข้าถืออยู่ในมือตอนนี้ ไม่ใช่แค่กระดาษ แต่คือตราประทับลับของฮ่องเต้ ที่จะส่งตัวเจ้าเข้าสู่คุกหลวงภายในยามสามของคืนนี้!” เขากระชากม้วนกระดาษในมือของนางทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันมาคว้าข้อมือของหลิงอวี่แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ทำให้หัวใจของนางเต้นรัว “อย่าเพิ่งวางใจ... เพราะเกมนี้... เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่จุดที่เลือดจะนองไปทั่วราชสำนัก” ท่ามกลางความโกลาหลที่กำลังจะปะทุขึ้น จ้าวเฟยหรงหยิบตราประทับขึ้นมาชูขึ้นเหนือศีรษะ ทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกผลักออกอย่างรุนแรงโดยกองทัพหลวงที่ไม่ได้สังกัดฝ่ายกุ้ยเฟย แต่เป็นกองกำลังลับที่เซวียนหลิงอวี่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีอยู่จริง... กองทัพเงาที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์เพียงแห่งเดียว หลี่กุ้ยเฟยทรุดลงกับพื้นเมื่อเห็นหัวหน้ากองกำลังที่เดินตามหลังมา... บุคคลที่นางคิดว่าซื้อตัวไว้ได้ กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ปิดฉากอำนาจของนางลงในค่ำคืนนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปในลมพายุแห่งราชสำนักครั้งนี้ไปกับดอกโบตั๋นพันปีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%