“ข่าวลือเรื่องเสบียงทหารคลังหลวงพร่อง ล้วนเป็นเงาหัวที่หลี่กุ้ยเฟยจงใจปล่อยให้ข้าพเจ้าเก็บตก... แต่น่าเสียดายนัก ที่สุนัขย่อมไม่ยอมคายกระดูกชิ้นโต จนกว่าจะมีชิ้นใหม่ที่หอมหวานกว่ามาล่อตาล่อใจเพคะ”
เซวียนหลิงอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย นัยน์ตาดำขลับสะท้อนแสงเปลวเทียนสีชาดที่สั่นไหววูบวาบ นางปักปิ่นหยกขาวลายดอกโบตั๋นไว้มวยผม ท่วงท่าการต้มชาในเตาดินเผาสะท้อนความสง่างามเยือกเย็นที่ไม่เคยสั่นคลอน แม้รอบกายจะรายล้อมด้วยพายุแห่งอำนาจในวังหลัง
ในศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวอันเงียบสงบยามราตรี ไอร้อนจากกาชาชูรสชาติกลมกล่อมลอยกรุ่นเคล้ากลิ่นอายดอกเหมันต์ที่โปรยปรายบางเบา ด้านตรงข้ามของโต๊ะไม้จันทน์หอมคือ จ้าวเฟยหรง หรือเยี่ยอ๋องผู้ลือลั่น พระองค์ประทับพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ทว่าดวงเนตรคมกริบดุจเหยี่ยวราตรีกลับจับจ้องเรือนร่างบอบบางในอาภรณ์ขุนนางหญิงสีเขียวเข้มไม่วางตา
“เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เตาผิงที่หลี่กุ้ยเฟยสุมไว้ ร้อนระอุพอจะเผาเจ้าให้มอดไหม้ได้ในชั่วก้านธูปเดียว”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น พร้อมกับเรียวิ้วหนายื่นออกไปรับจอกชาอุ่นที่เซวียนหลิงอวี่รินถวาย ปลายนิ้วแกร่งสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวเล็กของนางโดยตั้งใจ ทว่าไม่มีผู้ใดชักมือกลับ บรรยากาศระหว่างทั้งสองอบอวลด้วยความลับและแรงดึงดูดอันตรายที่ไม่อาจปฏิเสธ
“ไฟจะเผาผลาญผู้ใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดเป็นคนเติมเชื้อเพลิงเพคะ” หลินอวี่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นงดงามดั่งบุปผาพิษที่ผลิบานในยามวิกาล “ในเมื่อหลี่กุ้ยเฟยอยากให้ตระกูลหลี่ครอบครองเส้นทางการค้าเกลือผูกขาดทางใต้ ข้าพเจ้าก็แค่จัดหา ‘หลักฐานชิ้นใหม่’ ที่หอมหวานและยั่วยวนพอจะทำให้เครือข่ายอิทธิพลของพวกมันหันมาแว้งกัดกันเอง”
จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ความพึงฉายชัดในแววตาคู่นั้น เยี่ยอ๋องผู้เยือกเย็นไม่เคยโปรดปรานสตรีใดที่เอาแต่ก้มหน้าพับเพียบรอความช่วยเหลือ แต่เซวียนหลิงอวี่... นางคือหมากตัวสำคัญที่เดินเกมเคียงคู่เขาอย่างทัดเทียม ดั่งพยัคฆ์ติดปีกที่บินทะยานเคียงมังกร
“เจ้าใช้ ‘ข่าวลือลวง’ เรื่องบัญชีลับใต้ดินของตระกูลสวี เพื่อให้เครือข่ายฝั่งใต้แตกคอกันเองสินะ” จ้าวเฟยหรงเอ่ยพพลางจิบชา ชายเสื้อปักลายมังกรห้ากรงเล็บขยับตามจังหวะลมหายใจ “แต่เจ้ามั่นใจหรือว่าพวกขุนนางเก่าแก่จะยอมหลงกลข่าวลือโคมลอยเพียงชิ้นเดียว”
“พวกมันไม่ได้หลงกลข่าวลือเพคะท่านอ๋อง... แต่พวกมันหลงกล ‘ความโลภ’ ของตนเองต่างหาก” หลินอวี่วางกาชาลงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะดึงม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากแขนเสื้อ เลื่อนส่งให้บุรุษตรงหน้า “นี่คือสำเนาจดลับที่ข้าพเจ้าจงใจทำหล่นไว้ในหอจดหมายเหตุ โดยให้คนสนิทของหลี่กุ้ยเฟย ‘บังเอิญ’ ไปพบเข้า เนื้อความกล่าวถึงการแบ่งผลประโยชน์จากคลังเกลือที่ไม่ลงตัวระหว่างตระกูลหลี่และตระกูลสวี... ยามนี้ ข่าวลือเรื่องการหักหลังกันเองได้แพร่สะพัดไปทั่วตลาดมืดแล้วเพคะ”
จ้าวเฟยหรงกวาดสายตาอ่านรวดเดียว มุมปากหยักลึกยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แผนการนี้แยบยลยิ่งนัก ไม่จำเป็นต้องใช้กองกำลังหรือฎีกาถวายฎีกาให้แปดเปื้อนมือ เพียงแค่ปล่อยให้ความหวาดระแวงกัดกินพันธมิตรของศัตรู เครือข่ายอิทธิพลที่แข็งแกร่งดั่งหินผาก็จะพังทลายลงจากรอยร้าวภายใน
“เจ้าช่างร้ายกาจนักหลินอวี่... สตรีฉลาดเช่นนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว” น้ำเสียงเย้าแหย่เจือแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
“หากไม่ร้ายกาจพอจะปกป้องตนเอง ข้าพเจ้าคงกลายเป็นวิญญาณไร้ญาติในตำหนักเย็นไปนานแล้วเพคะ” นางตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน นัยน์ตาคู่งามสบประสานกับนัยน์ตาพญาอินทรีย์ของเขาอย่างไม่ยอมแพ้
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปในทิศทางอันตึงเครียดแต่เร้าใจ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูระรัวที่ด้านนอกศาลาบัวก็ทำลายความเงียบงันลง ขันทีคนสนิทของเยี่ยอ๋องพุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวเฟยหรงขมวดคิ้วมุ่น วางจอกชาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น “มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงลนลานเช่นนี้”
ขันทีผู้นั้นคุกเข่าลงตัวสั่นเทา ละล่ำละลักรายงาน “สายข่าวจากวังหลวงส่งม้าเร็วด่วนที่สุดแจ้งมาว่า... พระราชโองการลับฉบับใหม่จากองค์ฮ่องเต้ ถูกส่งตรงถึงตำหนักของหลี่กุ้ยเฟยแล้วพ่ะย่ะค่ะ และเนื้อความในนั้น... คือการแต่งตั้งให้หลี่กุ้ยเฟยมีอำนาจตรวจสอบบัญชีลับของหอจดหมายเหตุโดยตรง พร้อมทั้งมีรับสั่งให้จับกุมตัว... ใต้เท้าเซวียนหลิงอวี่ ไปคุมขังไว้ที่คุกหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!”
เซวียนหลิงอวี่ชะงัก รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่แข็งค้างอยู่บนเรียวปาก ปลายนิ้วที่ถือถ้วยชาชาเย็นเฉียบลงในพริบตา
สถานการณ์พลิกผันราวพลิกฝ่ามือ ข่าวลือที่นางจงใจปล่อยเพื่อทำลายเครือข่ายอิทธิพลกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ถูกหลี่กุ้ยเฟยใช้ย้อนศรได้อย่างรวดเร็วกว่าที่คาดคิด!
ทว่า ก่อนที่ความตื่นตระหนกจะทันได้กัดกินหัวใจ จ้าวเฟยหรงกลับผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ออร่าความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งละลายหายไป กลายเป็นความดุดันดั่งพญายมที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า มือแกร่งเอื้อมไปควับข้อมเภานางไว้แน่น ดึงร่างบางให้ลุกขึ้นมาประชิดกาย
“กล้าดียังไง...” เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันด้วยความเกรี้ยวกราดที่ถูกกดขี่ไว้ “ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมนี้กับข้า นัก... ข้าจะพาเจ้าบุกท้องพระโรงด้วยตนเอง!”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังล้อมรอบศาลาแปดเหลี่ยม พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบขึ้นทำลายความมืดมิดของรัตติกาล ทหารองครักษ์หลวงนับสิบนายพุ่งเข้ามาขวางทางออกทุกด้าน พร้อมกับร่างระหงในชุดคลุมสีทองปักลายหงส์ของหลี่กุ้ยเฟยที่ก้าวออกมาจากเงาไม้ด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม นางถือราชโองการสีเหลืองทองอร่ามในมือ สายตากวาดมองคนทั้งสองด้วยความสะใจ
“เซวียนหลิงอวี่... เจ้าคิดจะใช้ข่าวลือปลอมๆ โค่นล้มข้าอย่างนั้นหรือ? น่าเสียดายนักที่หมากตานี้... ข้าเป็นคนเดินเองตั้งแต่แรก!” หลี่กุ้ยเฟยแย้มยิ้มเยาะเย้ย “จับตัวนางไป!”
--------------------
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลอุบายอันล้ำลึกไปกับ "ดอกโบตั๋นพันปี" นะคะ*
โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 11
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!