กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณนับหมื่นแผ่นภายในหออภิบาลราชสำนัก ยามนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอันหนักอึ้งราวกับภูเขาผาที่กดทับลงบนทรวงอก
เซวียนหลิงอวี่มิได้ใส่ใจต่อคราบหมึกสีดำสนิทที่เปรอะเปื้อนปลายนิ้วเรียวสวยของนางแม้แต่น้อย ปลายนิ้วคู่นั้นยังคงสะบัดพู่กันเขียนฎีกาลับลงบนกระดาษสาเนื้อดีด้วยความมั่นคง ทว่าหัวใจภายในอกกลับเต้นรัวรา과กลองศึกที่ถูกตีประชิดค่าย
พระราชโองการด่วนที่สุดที่เพิ่งถูกส่งผ่านขันทีหน้าขาวเมื่อยามอัสดงยังคงวางอยู่บนมุมโต๊ะ กระดาษสีทองประทับตราหยกมังกรแผ่นนั้นเปรียบเสมือนคมดาบที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย *“ปลดขุนนางเซวียนหลิงอวี่ และพระราชทานจอกสุราพิฆาตแก่เยี่ยอ๋อง…”*
นี่คือเกมการเมืองที่หลี่กุ้ยเฟยและกลุ่มอำนาจเก่าในราชสำนักร่วมมือกันเดินหมากอย่างเหี้ยมเกรียม เพื่อตัดมือขวาและสับขาโต๊ะบัลลังก์ของเยี่ยอ๋องให้พังครืนลงในคราเดียว
ทว่า ในยามวิกฤตถึงคอขาดบาดตายเช่นนี้ บุรุษผู้มีชื่ออยู่ในพระราชโองการมรณะ กลับยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังนางอย่างไร้ซุ่มเสียง
“เจ้าเขียนคำแก้ต่างให้เปิ่นหวางช้าเกินไปแล้วกระมัง, ใต้เท้าเซวียน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบข้างใบหู พร้อมกับลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดผ่านเส้นผมปอยสั้นบริเวณต้นคอ ทำให้มือที่กำลังถือพู่กันของหลิงอวี่ชะงักกึก นางมิได้สะดุ้งตกใจจนเสียกิริยา หากแต่ค่อยๆ วางพู่กันลงในแท่นหินฝนหมึกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหมุนกายกลับเผชิญหน้ากับร่างสูงสง่าที่ก้าวล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามของหอจดหมายเหตุ
จ้าวเฟยหรง... เยี่ยอ๋องผู้เย็นชาและเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกในสายตาคนนอก ยามนี้ในยามวิกฤตไร้ผู้คน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่ซ่อนเร้นเอาไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น
เขาสวมชุดคลุมยาวปักลายพยัคฆ์เมฆาสີเข้ม อาภรณ์มีรอยยับเล็กน้อยจากการควบม้าฝ่าสายฝนยามสนธยามายังตำหนักนี้โดยไม่เกรงกลัวราชโองการประหารชีวิตที่เพิ่งประกาศออกไป
“ท่านอ๋องทรงล้อเล่นแล้วกระมังเพคะ” หลิงอวี่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่คมฉายแววตำหนิเจือความห่วงใยที่พยายามเก็บงำ “พระราชโองการเพิ่งประกาศก้องท้องพระโรง ท่านไม่รีบหลบหนีไปยังค่ายทหารนอกด่าน เหตุใดจึงรอนแรมมาหาข้าถึงที่นี่ ทรงเบื่อหน่ายชีวิตบนโลกมนุษย์แล้วหรือไร”
จ้าวเฟยหรงไม่ตอบคำถามนั้นทันที ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับนางเหลือเพียงคืบ กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยาและกลิ่นจางๆ ของโลหิตจากสมรภูมิรอบนอกโชยเข้าแตะนาสิก หลิงอวี่เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ยามที่ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมมาแตะเบาๆ ที่ปอยผมซึ่งหลุดลุ่ยข้างขมับของนางอย่างทะนุถนอม
“หลบหนีหรือ?” มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะหยัน “เปิ่นหวางเหยียบย่างผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน หากต้องตายด้วยน้ำมือของขันทีหน้าโง่กับสนมเอกผู้มักใหญ่ใฝ่สูง สู้ให้เปิ่นหวางตายอยู่ในอ้อมกอดของสตรีผู้กุมความลับครึ่งแผ่นดินเช่นเจ้าเสียยังดีกว่า”
“ท่านอ๋อง!” หลิงอวี่เอ็ดเบาๆ แก้มเนียนนวลปรากฏริ้วสีแดงเรื่อขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่ แม้นางจะเป็นถึงขุนนางหญิงผู้เคร่งครัดในกฎหมายและผ่านศึกในราชสำนักมาโชกโชน แต่ยามที่อยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้นี้ หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งน้ำในบึงลึกกลับสั่นไหวระรัวจนแทบควบคุมไม่อยู่
“เจ้ากลัวหรือ?” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้น จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้ม นัยน์ตาคู่นั้นลุ่มลึกดั่งห้วงมหาสมุทรที่พร้อมจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของนางให้จมดิ่ง “กลัวว่าเปิ่นหวางจะตาย... หรือกลัวว่าหัวใจของเจ้าจะต้านทานความรู้สึกที่มีต่อเปิ่นหวางไม่ไหวกันแน่?”
บรรยากาศภายในห้องเก็บตำราเก่าครึ้มพลلอบอบอวลด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย เสียงหัวใจของคนทั้งสองเต้นประสานกันจนแทบเป็นจังหวะเดียว หลิงอวี่เม้มริมฝีปากแน่น นางพยายามดึงสติอันน้อยนิดกลับคืนมาด้วยการอ้างเรื่องงาน
“เวลานี้ไม่ใช่เวลามาพูดจาเหลวไหลเพคะ! หลี่กุ้ยเฟยกำลังใช้ข้อหาทุจริตเสบียงมาบีบให้ฝ่าบาทออกพระราชโองการ หากท่านยังทรงนิ่งเฉยและไม่ยอมนำบัญชีลับออกแสดงต่อหน้าพระพักตร์ ฎีกาถอดถอนและจอกสุราพิฆาตจะมาถึงมือท่านเร็วกว่าที่คิด”
จ้าวเฟยหรงมองท่าทีร้อนรนแต่น่ารักของนาง ดวงตาคมกริบฉายแววเอ็นดูระคนขบขัน เขามิได้ถอยห่าง กลับยิ่งใช้มืออีกข้างหนึ่งโอบกระชับเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ แรงสัมผัสผ่านเนื้อผ้าแพรเนื้อดีทำให้หลิงอวี่สะดุ้งเฮือก มือเรียวเล็กยันแผงอกกว้างของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ
“ท่าน... ปล่อยนะเพคะ มีคนมาเห็นเข้าจะ”
“ให้ใครเห็นเล่า?” เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู “ในรัศมีร้อยก้าวรอบหอจดหมายเหตุแห่งนี้ องครักษ์เงาของเปิ่นหวางกวาดล้างจนสะอาดหมดจดแล้ว ไม่มีใครกล้าอาจหาญเข้ามาขัดจังหวะเวลาความเป็นความตายของเราหดอก”
“ใครเป็น ‘ของเรา’ กับท่านกันเพคะ ข้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ราชการ...”
“หน้าที่ราชการอันใดที่ต้องให้ขุนนางหญิงมานั่งหน้าดำคร่ำเครียดเคียงข้างกบฏผู้ถูกประหาร?” จ้าวเฟยหรงหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นในเสี้ยววินาที “หลิงอวี่... เจ้าก็รู้ว่าบัญชีลับนั้นอยู่ที่ใด และเจ้าก็รู้ว่าหากเปิ่นหวางล้มลง หลี่กุ้ยเฟยจะไม่ปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดเพื่อเก็บงำความลับเรื่องการยักยอกคลังหลวงแน่ เหตุใดจึงยังดึงดันจะปกป้องราชบัลลังก์ที่เน่าเฟะนี้อยู่เล่า?”
คำถามของเขาเฉียบคมดั่งคมดาบที่แทงทะลุหัวใจ หลิงอวี่นิ่งงัน แววตาที่เคยแข็งกร้าวและมั่นคงสั่นไหววูบ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ความรู้สึกอัดอั้นตันใจนับร้อยแปดประการตีรวนขึ้นมาจุกที่ลำคอ
“เพราะข้าคือกฎหมาย... และเพราะข้าไม่อาจเห็นแผ่นดินต้องลุกเป็นไฟเพียงเพราะความโลภของคนกลุ่มเดียว” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ทว่าแววตายังคงแน่วแน่ “แต่... หากความยุติธรรมที่ข้าเพียรักษามันไร้ค่า ข้าก็ไม่รู้ว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใดอีก”
ปลายนิ้วอุ่นร้อนของจ้าวเฟยหรงเอื้อมขึ้นเกลี่ยหยดน้ำตาที่ปริ่มอยู่ตรงหางตาของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนจนน่าใจหาย บุรุษผู้เย็นชาต่อคนทั้งหล้า ยามนี้กลับมอบความอ่อนโยนทั้งหมดที่มีให้กับสตรีผู้ถือตาชั่งเที่ยงธรรมในมือ
“ถ้าเช่นนั้น... มาร่วมมือกับเปิ่นหวางสิ” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำจริงจัง ดวงตาคมกริบจดจ้องลึกลงไปในดวงตาของนาง “เรามาพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินนี้ด้วยกัน เจ้าถือตาชั่งตัดสินความผิด ส่วนเปิ่นหวางจะถือดาบกวาดล้างคนชั่วให้สิ้นซาก... สิ้นศึกครั้งนี้แล้ว เปิ่นหวางจะพาเจ้าออกจากเมืองหลวง ไปใช้ชีวิตอิสระตามใจปรารถนา เจ้าว่าดีหรือไม่?”
คำกล่าวอ้างนั้นราวกับมนต์สะกดที่ดึงดูดใจ หลิงอวี่แทบจะหลงใหลไปกับภาพฝันที่เขาแต่งแต้มขึ้น ทว่า ในวินาทีที่หัวใจของนางกำลังจะเอ่ยคำว่าตกลง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงเคาะเกราะไม้ไผ่ของทหารยามหน้าตำหนักก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงัน
*ตึง! ตึง! ตึง!*
“ทูลท่านอ๋อง! ใต้เท้าเซวียน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ!” เสียงขันทีคนสนิทของหลี่กุ้ยเฟยตะโกนก้องมาจากลานด้านนอก พร้อมกับเสียงฝีเท้าของทหารราชองครักษ์นับสิบคนที่กำลังกรูเข้ามาล้อมรอบหอจดหมายเหตุเอาไว้แน่นหนา
“ใต้เท้าเซวียนหลิงอวี่! พระราชโองการด่วนที่สุดจากตำหนักใน... สั่งให้จับกุมตัวท่านในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏเยี่ยอ๋อง!”
เสียงประกาศก้องกังวานทะลุกำแพงไม้เข้ามา พร้อมกับเงาร่างของทหารที่เงื้อมดาบพุ่งเข้าประชิดประตูทางเข้า หลิงอวี่สะดุ้งสุดตัว สติสัมปชัญญะกลับคืนมาในฉับพลัน นางผลักร่างสูงของจ้าวเฟยหรงให้ออกห่างเล็กน้อย แม้หัวใจจะยังเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกจากสัมผัสเมื่อครู่
ทว่า จ้าวเฟยหรงกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย มุมปากของเขายดยิ้มร้ายกาจขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคมกริบหันไปมองบานประตูที่กำลังถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง เผยให้เห็นขบวนทหารหลวงที่ถือคบเพลิงสว่างไสว พร้อมกับร่างระหงของหลี่กุ้ยเฟยที่ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันและถือถ้วยสุราพิฆาตในมือ
“ดูท่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คิดนะ” จ้าวเฟยหรงกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความเกรงกลัว ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวของหลิงอวี่เอาไว้แน่น “เตรียมตัวให้พร้อม หลิงอวี่... เกมกระดานตาหน้านี้ สนุกกว่าที่เจ้าคิดเสียอีก”
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและกุมมือฝ่าฟันอุปสรรคไปกับตัวละครทุกท่านนะคะ
โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 10
คำสารภาพที่ไม่ได้เอ่ย
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!