โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว•ตอนที่ 14

ปกป้องด้วยวิถีอธรรม

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
ปลายกะบี่สีนิลกาฬวาววับบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ความเย็นเยียบของคมเหล็กมิสู้ความหนเหน็บในแววตาของราชองครักษ์เสื้อแพรที่กดปลายมีดลงบนลำคอระหงของเซวียนหลิงอวี่ หอจดหมายเหตุหลวงในยามวิกาลนี้มิได้เงียบสงบดังเช่นทุกค่ำคืน หากแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและควันธูปจากเอกสารราชการที่ถูกเผาทำลายเพื่ออำพรางคดีทุจริตยักยอกเสบียง "เซวียนกู้นniang (คุณหนูเซวียน) ท่านดื้อดึงที่จะรักษาความสัตย์ไปไย ในเมื่อเบื้องบนมีรับสั่งให้ปิดปาก" เสียงแหบพร่าของขันทีเฒ่าผู้เป็นมือขวาของหลี่กุ้ยเฟยดังลอดไรหนวด รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าที่เหี่ยวย่นราวกับหนังคางคก "ส่งบัญชีลับฉบับนั้นมาเสียดีๆ โทษทัณฑ์ประหารเก้าชั่วโคตรจะได้กลายเป็นเพียงความตายของสตรีโง่เขลารายหนึ่ง" เซวียนหลิงอวี่ยังคงยืนหยัดหลังตรงไม่ไหวติ่ง แม้เส้นผมสีดำสนิทจะหลุดลุ่ยเคลียพวงแก้มซีดขาว ภายในมือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกว้าง นางกำบัญชีหนังแกะเล่มสำคัญไว้แน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อ ปลายกระบี่จ้วงลึกจนหยดเลือดสีแดงสดรินไหลซึมผ่านอาภรณ์สีครามเข้ม ทว่าแววตาของนางกลับเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยวเย้ยหยัน มิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย "กฎหมายแห่งต้าเหลียงเขียนไว้ชัดเจน ขุนนางผู้ทุจริตย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์ ต่อให้หลี่กุ้ยเฟยจะใช้อำนาจล้นฟ้าครอบครองวังหลังเพียงใด แต่ประวัติศาสตร์แผ่นดินย่อมมิอาจถูกลบเลือนด้วยคมดาบของพวกท่าน!" นางกล่าววาจาพังพานด้วยน้ำเสียงกังวานใสราวกับหยกกระทบกัน ทว่ามั่นคงจนผู้ฟังต้องสะท้าน "ปากกล้านัก!" ขันทีเฒ่าแค่นเสียงตวาด "ลงมือ! ตัดหัวนางเสีย!" คมดาบเงื้อขึ้นสูง สะท้อนแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างกระดาษสา เซวียนหลิงอวี่หลับตาลงช้าๆ ยอมรับชะตากรรมที่ตนเองเป็นผู้เลือกเดิน ทว่า... วินาทีที่ความตายคืบคลานเข้ามาประชิด ลมพายุหมุนลูกใหญ่ก็พัดกระหน่ำเข้ามาในห้องโถงจนหน้าต่างและประตูไม้แกะสลักกระแทกเปิดผางพร้อมกัน เสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม *ฉับพลัน!* ประกายแสงสีเงินยวดยวงพาดผ่านความมืดดั่งสายฟ้าฟาดในฤดูหนาว ร่างของราชองครักษ์ผู้ถือกำลังจะลงทัณฑ์นางพลันแข็งค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่ลำคอของเขาจะปรากฏรอยแดงบางเฉียบ และศีรษะก็หลุดร่วงออกจากบ่าอย่างไร้ซุ่มเสียง เลือดสีดำพวยพุ่งฉีดกระเซ็นย้อมผนังห้องเป็นทางยาว ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ขันทีเฒ่าและเหล่าทหารองครักษ์ต่างถอยหลังกรูดด้วยความหวาดผวา สั่นสะท้านไปถึงไขสันหลังเมื่อร่างสูงสง่าในชุดคลุมปักลายกิเลนสีดำสนิทปรากฏขึ้นตรงธรณีประตู จ้าวเฟยหรง หรือ เยี่ยอ๋องผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงราวกับมัจจุราชที่เดินดิน กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านกดทับบรรยากาศรอบตัวจนแทบหายใจไม่ออก ในมือแกร่งของเขาถือกระบี่โบราณที่ยังมีหยดเลือดหยดติ๋งลงสู่พื้นหินทีละหยด "บัง1อาจนัก..." สุรเสียงต่ำทุบทำลายความเงียบ เยี่ยอ๋องกวาดสายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้า "สตรีของเปิ่นหวัง (เรา) กล้าแตะต้องเพียงเส้นผมเดียว พวกเจ้าคงเบื่อหน่ายชีวิตบนโลกนี้เสียแล้วกระมัง" คำว่า 'สตรีของเปิ่นหวัง' กระแทกเข้ากลางใจของเซวียนหลิงอวี่อย่างจัง นางลืมตาขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่เคยด้านชาและแข็งกระด้างเพราะความอยุติธรรม กลับไหววูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกอุ่นซ่านแล่นพล่านขึ้นมากลบเกลื่อนความหนาวเหน็บในค่ำคืนนี้ ขันทีเฒ่าหน้าซีดเผือด เข่าทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "เยี่ย... เยี่ยอ๋อง! พระองค์ทรงฝ่าฝืนราชโองการ... ที่นี่คือหอจดหมายเหตุหลวง พระองค์ทรงนำกำลังพลบุกรุกยามวิกาล มีความผิดฐาน..." "ฐานอะไรนะ?" จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มของเขาไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความเหี้ยมเกรียมราวกับปีศาจจากขุมนรก "ข้าเพียงแต่มากวาดล้างหนอนแมลงที่บังอาจแอบอ้างราชโองการปลอมมาเผาทำลายหลักฐานแผ่นดิน เจ้าต่างหากที่มีความผิดฐานกบฏต่อราชสำนัก!" สิ้นคำพูด ร่างของเยี่ยอ๋องก็หายวับไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี พริบตาเดียวคมกระบี่สีนิลก็พาดผ่านลำคอของขันทีเฒ่าและเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหมดล้มลงจมกองเลือดพร้อมกันในชั่วพริบตาเดียว ไม่มีแม้แต่โอกาสให้ส่งเสียงร้องขอชีวิต ความเงียบสงัดกลับคืนมาอีกครั้ง ท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เยี่ยอ๋องสะบัดกระบี่เก็บเข้าฝักด้วยท่าทีนิ่งสงบ ราวกับสิ่งที่เพิ่งทำไปเป็นเพียงการปัดฝุ่นละอองบนอาภรณ์ จากนั้นจึงหันพระพักตร์กลับมามองสตรีที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ดวงตาคมปลาบที่มักจะเย็นชาเสมอในยามนี้กลับอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง เมื่อทอดพระเนตรเห็นรอยบาดแผลและคราบเลือดบนลำคอระหงของนาง จ้าวเฟยหรงสาวพระบาทเข้ามาใกล้ด้วยความร้อนรนที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น มือหนายื่นออกไปสัมผัสแก้มเนียนนุ่มอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปในอากาศ "เจ้าโง่เง่าถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เซวียนหลิงอวี่" สุรเสียงทุบต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก แฝงไปด้วยความตัดพ้อและห่วงหาอย่างล้ำลึก "หากข้ามาเร็วกว่านี้สักนิด หรือมาช้ากว่านี้อีกก้าวเดียว เจ้าคิดจะเอาชีวิตของตนเองไปทิ้งไว้ที่นี่เพื่อความยุติธรรมไร้ค่าพวกนั้นจริงหรือ" เซวียนหลิงอวี่เงยหน้าสบตากับบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นผู้นี้ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่นางยังคงเม้มริมฝีปากแน่น ฝืนความอ่อนแอไว้ "หม่อมฉันเป็นขุนนาง มีหน้าที่รักษาความสัตย์... หากความตายคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อปกป้องความจริง หม่อมฉันก็มิเคยเสียใจ" "แต่ข้าเสียใจ..." จ้าวเฟยหรงเอ่ยแทรกขึ้นทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังจนหัวใจของนางกระตุกวูบ มือแกร่งรวบร่างบางเข้ามาแนบอกกอดไว้แน่น ราวกับต้องการหลอมรวมนางให้เป็นเนื้อเดียวกับลมหายใจ "จำไว้ เซวียนหลิงอวี่... โลกใบนี้จะเน่าเฟะหรือล่มสลายอย่างไร หาใช่ธุระอะไรของเจ้าไม่ ชีวิตของเจ้า เป็นของข้า... และมีค่ามากกว่าแผ่นดินต้าเหลียงทั้งแผ่นดินรวมกันเสียอีก" ท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นเลือดที่โชยมาตามลม เยี่ยอ๋องก้มลงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของนางอย่างแผ่วเบา เป็นคำมั่นสัญญาที่ลึกล้ำยิ่งกว่าคำหวานใดๆ ในใต้หล้า ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองกำลังประสานเป็นดวงเดียวกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากด้านนอกกำแพงหอจดหมายเหตุ พร้อมกับเสียงตะโกนก้องกังวานของมหาดเล็กหลวงที่อ่านราชโองการฉบับใหม่ด้วยน้ำเสียงแหลมสูงเสียดฟ้า *“ราชโองการจากฮ่องเต้! เยี่ยอ๋องและเซวียนหลิงอวี่ สมคบคิดกันขโมยตราประทับและทำลายเอกสารลับหลวง มีความผิดฐานกบฏร่วมกัน... ให้จับกุมตัวทันที ผู้ใดขัดขืนมีโทษประหารสถานเดียว!”* ดอกโบตั๋นพันปีขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเคียงข้างตัวละครมาจนถึงตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โฉมงามผู้คุมกฎกับกบฏตาชั่งเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%