กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบอังกฤษที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูก ราวกับจะเตือนให้ศิลาจำรสชาติของความตายที่เคยได้รับเมื่อชาติภพก่อน ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาเข้มยืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูห้องทำงานไม้โอ๊ก บานประตูที่เขาเคยผลักเข้าไปด้วยความไว้ใจอย่างไร้เดียงสา ก่อนจะพบว่าข้างในนั้นคือกับดักที่เขาสร้างขึ้นเพื่อฝังตัวเอง
“ศิลาคะ? ทำไมไม่เคาะประตูล่ะ”
เสียงหวานใสที่เอ่ยทักมาจากด้านหลังทำให้ศิลาชะงักฝีเท้า เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียง ‘นลิน’ ยังคงงดงามหมดจดในชุดเดรสสีครีมดูอ่อนโยน แววตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ดูเหมือนจะล้นปรี่... แต่ในสายตาของศิลาตอนนี้ มันกลับเป็นเพียงหน้ากากที่ฉาบปูนหนาเตอะปิดบังความเน่าเฟะข้างใต้
“พอดีผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ น่ะครับ” ศิลาตอบพลางยกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “คุณมาทำอะไรที่นี่นลิน? เราเพิ่งเจอกันที่งานเลี้ยงเมื่อคืนไม่ใช่หรือไง”
นลินเดินเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นน้ำหอมของเธอรุนแรงขึ้นจนเกือบจะทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ เธอเอื้อมมือหมายจะจัดปกเสื้อสูทให้เขา แต่ศิลาขยับตัวหลบอย่างแนบเนียนด้วยการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คงาน
“นลินเป็นห่วงค่ะ” เธอชักมือกลับอย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นเธอก็ยังยิ้มรับความเย็นชาของเขาได้เป็นอย่างดี “เห็นคุณดูเหม่อลอยตั้งแต่เมื่อคืน ตอนที่รวิศพูดเรื่องโปรเจกต์ใหม่... ศิลาโอเคจริงๆ ใช่ไหมคะ?”
ศิลาหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง สังเกตปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้า นลินไม่ได้กลัวเลยสักนิดที่เขาดูเปลี่ยนไป ตรงกันข้าม เธอกลับกำลังประเมินเขาด้วยสายตาที่เฉียบคมขึ้น ในชั่ววินาทีที่เธอกระพริบตา ศิลาเห็นร่องรอยของความกระหายบางอย่างที่แวบผ่านเข้ามา
“รวิศเหรอ...” เขาเอ่ยชื่อเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้านั่นมันก็ขยันขันแข็งเสมอต้นเสมอปลายนะ โดยเฉพาะเรื่องการหาประโยชน์ใส่ตัว”
“คุณพูดอะไรแปลกๆ นะคะ” นลินหัวเราะเบาๆ เหมือนเป็นเรื่องตลก “รวิศเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณเลยนะ เขาทำทุกอย่างก็เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระคุณไม่ใช่หรือคะ?”
“นั่นสินะครับ” ศิลาโน้มตัวเข้าไปหาเธอจนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมกุหลาบถูกกลบด้วยกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขา “แต่บางครั้ง... เพื่อนที่หวังดีจนเกินไป ก็มักจะทำให้เราสะดุดขาตัวเองได้ง่ายๆ โดยไม่รู้ตัว”
นลินชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทเหมือนผิวน้ำที่สงบนิ่ง ศิลาไม่ได้พลาดสังเกตอาการนั้น เขาเริ่มตระหนักแล้วว่านลินในชาตินี้ไม่ได้ 'ใสซื่อ' เหมือนที่เขาเคยเข้าใจ เธอคือตัวหมากที่ถูกฝึกมาอย่างดี หรือไม่... เธอก็อาจจะเป็นคนถือกระดานหมากนี้อยู่เอง
“ถ้าคุณคิดแบบนั้น...” นลินเอ่ยเสียงต่ำลง ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “งั้นก็ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะคะศิลา เพราะในงานเลี้ยงเมื่อคืน... มีคนอีกหลายคนเลยที่อยากเห็นคุณ ‘หยุด’ พักผ่อนไปตลอดกาล”
คำพูดนั้นไม่ได้มาในเชิงขู่ แต่มันมาในเชิงเตือน... หรือเป็นการเปิดเผยความลับที่นลินจงใจจะโยนใส่หน้าเขา
ศิลาไม่ได้ถอยหนี เขากลับเลือกที่จะหัวเราะในลำคอ “ขอบคุณที่เตือนนะครับนลิน แต่อย่าลืมสิว่าคนตายที่แท้จริง ไม่ได้มีแค่นายคนเดียวนะ... คุณเองก็ควรระวังหลังให้ดี เผื่อว่าวันหนึ่ง ‘หน้ากาก’ ที่คุณใส่อยู่นั่น มันจะร่วงหล่นลงมาเองโดยไม่ต้องมีใครไปกระชาก”
นลินชะงักกึก สีหน้าเรียบเฉยของเธอแตกร้าว รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าเลือนหายไปเหลือเพียงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมา เธอเดินเบียดไหล่เขาเข้าไปในห้องทำงาน ทิ้งกลิ่นน้ำหอมที่จางหายไปพร้อมกับความเงียบงันที่แสนอึดอัด
ศิลายืนนิ่งอยู่นอกห้อง หัวใจเต้นเป็นจังหวะที่มั่นคง เขาไม่ได้โกรธแค้นจนเสียสติเหมือนชาติก่อน แต่มันคือความรู้สึกสะใจที่ได้เห็นว่า ‘เหยื่อ’ เริ่มตื่นตระหนกที่เห็นนักล่ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“นายครับ” เสียงกระซิบจากความมืดที่มุมตึกทำให้ศิลาไม่ต้องหันไปก็รู้ว่าเป็นใคร ‘เมฆ’ ก้าวออกมาจากเงามืดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ผมเจอข้อมูลบางอย่างในเอกสารที่รวิศเพิ่งส่งให้เมื่อเช้า มันไม่ได้เกี่ยวกับบริษัทเลย แต่มันคือรายงานประวัติการเดินทางของคุณ... ที่ถูกแก้ไขเมื่อสามวันก่อน”
ศิลาขมวดคิ้ว “แก้ไขข้อมูลการเดินทาง? เพื่ออะไร?”
“ไม่ใช่แค่ข้อมูลการเดินทางครับ” เมฆยื่นแท็บเล็ตให้เขาดู บนหน้าจอคือภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องใต้ดินที่บ้านของศิลาในชาตินี้ ซึ่งเขาไม่เคยลงไป “มีคนลอบเข้าไปติดตั้งเครื่องดักฟัง และคนที่ดูภาพจากกล้องนั้นแบบ Real-time... ไม่ใช่รวิศครับ”
ศิลาจ้องมองหน้าจอ ในภาพนั้นเห็นเพียงเงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นตา เธอมีกิริยาที่คล่องแคล่วและเด็ดขาด ไม่ใช่นลินที่อ่อนหวานคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก แต่เป็นนลินที่พร้อมจะควักหัวใจใครสักคนออกมาได้ง่ายๆ
เขากดซูมภาพนั้นจนเห็นใบหน้าด้านข้างของเธอชัดเจนขึ้น
หัวใจของศิลาหยุดเต้นไปชั่วขณะ... เพราะบนข้อมือขวาของหญิงสาวคนนั้น มีรอยสักรูปงูเลื้อยพันดาบ ซึ่งเป็นตราประทับขององค์กรลับที่เขาสาบานว่าจะทำลายให้สิ้นซากในชาตินี้ แต่มันไม่ใช่ตราของรวิศ... มันคือตราสัญลักษณ์ของคนที่ ‘สั่งฆ่า’ เขาในชาติที่แล้ว
นลินไม่ใช่แค่คนรักเก่า... แต่เธอคือหัวหน้าขององค์กรที่เขากำลังตามล่า
“เมฆ” ศิลาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “เปลี่ยนแผนทั้งหมด เราจะไม่กำจัดรวิศก่อน... เราจะเริ่มด้วยการทำให้หน้ากากของนลินพังทลายต่อหน้าทุกคนในงานเลี้ยงวันพรุ่งนี้... เตรียมหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีลับที่เธอกำลังทำอยู่ให้พร้อมที่สุด”
ในขณะที่ศิลากำลังหันหลังจะเดินจากไป ประตูห้องทำงานที่นลินเพิ่งเข้าไปก็เปิดออกอีกครั้ง เธอยืนพิงกรอบประตู จ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความห่วงใย หรือความรัก แต่มันคือแววตาของนักล่าที่กำลังรอจังหวะตะปบเหยื่อ
“ศิลาคะ...” นลินเอ่ยเรียบๆ “คุณลืมของสำคัญไว้... ของชิ้นนั้นที่ทำให้คุณตายในวันนั้นไงคะ”
เธอยื่นบางอย่างออกมาจากหลังประตู มันคือสร้อยคอที่ควรจะถูกฝังอยู่พร้อมกับศพของเขาในชาติก่อน... สร้อยที่ควรจะหายไปจากโลกนี้แล้วตั้งแต่วินาทีที่เขาถูกยิงทิ้งกลางกองเพลิง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมลุ้นไปกับแผนการล้างแค้นของศิลาในตอนนี้นะคะ และเตรียมพบกับจุดพลิกผันที่เหนือความคาดหมายได้ในตอนถัดไปค่ะ!
เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล•ตอนที่ 2
หน้ากากที่ร่วงหล่น
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!