“ดื่มเสียสิคะศิลา... ไวน์ตัวนี้ฉันตั้งใจเลือกมาเพื่อฉลองการเซ็นสัญญาวันนี้โดยเฉพาะเลยนะ”
เสียงหวานใสของนลินยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับมีดโกนที่กรีดลงบนแผลฉกรรจ์ในความทรงจำ กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในคอ ลมหายใจที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงจนเกือบดับสิ้น และความรู้สึกเย็นเยียบของเหล็กแหลมที่ปักลงกลางแผ่นหลัง... ภาพเหล่านั้นไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือความเป็นจริงที่เคยเกิดขึ้นเมื่อลมหายใจสุดท้ายสิ้นสุดลง
ทว่า ในวินาทีที่ความตายควรจะโอบกอดเขาไว้ตลอดกาล สัมผัสที่คุ้นเคยกลับกระตุกเร้า ศิลาลืมตาโพลงขึ้นมากลางความมืดมิด กลิ่นอายของเครื่องหอมราคาแพงที่เป็นเอกลักษณ์ในห้องทำงานส่วนตัวของเขาเองแตะจมูก
เขายังไม่ตาย... แต่ไม่ใช่การรอดชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น
ศิลาขยับมือที่สั่นเทาขึ้นมาดู ผิวพรรณที่เคยมีรอยแผลเป็นจากการต่อสู้เอาชีวิตรอดในห้วงนาทีสุดท้ายบัดนี้กลับเรียบเนียน ปราศจากร่องรอยของคมดาบและความเจ็บปวดใดๆ เขาหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูที่วางอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊กขึ้นมาดูหน้าจอ ตัวเลขบนนั้นทำเอาลมหายใจของเขาแทบหยุดกะทันหัน
*15 พฤศจิกายน 2566*
เขาย้อนกลับมา... กลับมาหนึ่งปีก่อนวันที่รวิศจะหักหลัง และนลินจะปิดฉากชีวิตเขาอย่างเลือดเย็น
ศิลาไม่ได้โวยวายหรือกรีดร้อง เขาเพียงแค่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวเดิม ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องทำงาน นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองไปที่กระจกเงาบานใหญ่สะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มที่ยังคงมีความหวังและศรัทธาในมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม—นั่นคือศิลาคนเดิม คนที่อ่อนแอและไว้ใจคนผิด
“คุณศิลาคะ? กำลังพักผ่อนอยู่หรือเปล่า”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ตามด้วยเสียงของเมฆที่แว่วเข้ามาจากด้านนอก ความจงรักภักดีที่เขาเคยได้รับจากชายคนนี้คือสิ่งเดียวที่ศิลาจดจำได้แม่นยำที่สุดในบรรดาความทรงจำที่ขมขื่น
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นความแค้นที่เดือดพล่านราวกับลาวาในอก เขาไม่ใช่เหยื่อคนเดิมที่จะยอมให้ใครมาเชือดคออีกต่อไป “เข้ามาได้เมฆ”
เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามา เมฆในร่างที่ยังดูแข็งแกร่งและไร้ซึ่งร่องรอยบาดแผลจากการปกป้องเขาก้มหัวให้อย่างนอบน้อม “คุณรวิศรออยู่ข้างล่างครับ เขาบอกว่ามีเรื่องด่วนเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหม่ที่ท่าเรือ อยากจะให้คุณลงไปคุยด้วยตัวเอง”
ศิลาแค่นยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ทำให้เมฆถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะมันไม่ใช่รอยยิ้มใจดีแบบเดิมที่เขาคุ้นเคย แต่มันเป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก “ท่าเรืออย่างนั้นหรือ?”
“ครับ... ดูเหมือนเขาจะรีบมาก” เมฆรายงานต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“บอกมันไปว่าฉันจะลงไป” ศิลากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังกดดันที่เขาไม่เคยแสดงออกมาแผ่ซ่านไปทั่วห้องจนเมฆรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ “อ้อ... แล้วก็เตรียมปืนให้ฉันด้วยกระบอกหนึ่ง ไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน”
เมฆเบิกตากว้าง “ปืนหรือครับ? แต่วันนี้เราไม่มีกำหนดการเสี่ยงอันตรายอะไรเลย...”
“ทำตามที่ฉันสั่งเถอะเมฆ” ศิลาหันมาสบตาบอดี้การ์ดคนสนิทด้วยแววตาที่หนักแน่นและอำมหิต “และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เลิกเชื่อใจใครหน้าไหนทั้งนั้น แม้แต่คนที่ดูเหมือนจะหวังดีที่สุดก็ตาม”
เมฆก้มหน้าลงรับคำสั่ง แม้จะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่นายเหนือหัวเปลี่ยนไป แต่ความภักดีทำให้เขาไม่อาจโต้แย้ง ศิลาเดินผ่านร่างของเมฆออกไป มุ่งหน้าสู่ห้องโถงด้านล่าง ที่ซึ่ง 'มิตร' ผู้ทรยศกำลังรออยู่พร้อมกับแผนการสังหารที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล
เมื่อก้าวพ้นประตูห้องทำงาน เสียงหัวเราะแผ่วเบาของใครบางคนดังแว่วมาตามทางเดิน นลินกำลังเดินเข้ามาพร้อมกับถาดไวน์ในมือ ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์และแสนดีเหมือนวันวานไม่มีผิดเพี้ยน หากแต่ในสายตาของศิลาวันนี้ รอยยิ้มนั้นกลับดูน่าสะอิดสะเอียนที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา
“ศิลาคะ จะไปไหนเหรอคะ?” นลินเอ่ยถามพลางเดินเข้ามาใกล้ มือที่ถือแก้วไวน์สั่นเล็กน้อยอย่างมีเลศนัย
ศิลาหยุดฝีเท้าลงช้าๆ เขาหันไปจ้องมองนลินด้วยสายตาที่ว่างเปล่าจนหญิงสาวถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “ผมกำลังจะไปหา 'เพื่อนรัก' ของเรายังไงล่ะนลิน... ดูเหมือนว่าเขาจะมี 'ของขวัญ' ชิ้นใหญ่เตรียมไว้ให้ผมที่ท่าเรือ”
นลินทำหน้าสงสัยแต่ยังคงยิ้ม “ของขวัญอะไรหรือคะ? ทำไมต้องทำหน้าจริงจังขนาดนั้นด้วย”
ศิลาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของหญิงสาวไว้แน่น บีบจนอีกฝ่ายสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจนคนฟังต้องสั่นสะท้าน “ของขวัญที่ถ้าคุณได้รู้... คุณอาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่ถึงตอนเปิดมันหรอกนะคะ”
เขาปล่อยข้อมือเธอทิ้งอย่างไม่ไยดี ก่อนจะเดินผ่านเธอไปอย่างเย็นชา ทิ้งให้นลินยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกไม่สบายใจที่อธิบายไม่ได้
ศิลาเดินมาถึงรถลีมูซีนคันยาวที่จอดรออยู่ รวิศยืนพิงรถรออยู่ด้วยท่าทางผ่อนคลาย เมื่อเห็นศิลาเดินออกมา เขาก็รีบโบกมือทักทายพร้อมรอยยิ้มที่เสแสร้ง “มาสายไปนิดนะเพื่อนรัก เรื่องท่าเรือนั่นน่ะ... ถ้าเราไม่รีบปิดดีลวันนี้ พรุ่งนี้เราอาจจะต้องเสียส่วนแบ่งมหาศาลเลยนะ”
ศิลามองไปยังใบหน้าของรวิศ เพื่อนที่เขาเคยนับถือเสมือนพี่น้อง คนที่พร้อมจะถีบเขาลงเหวเพียงเพื่อเศษเงินที่เขาสร้างมากับมือ
เขาไม่ได้เดินเข้าไปหาเพื่อสวมกอดตามความเคยชิน แต่ศิลาหยุดยืนห่างออกไปสามก้าวพร้อมล้วงมือเข้าในกระเป๋าเสื้อสูทที่เตรียมปืนมาด้วย ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาของชายชุดดำสามคนที่แอบซุ่มอยู่ในมุมมืดของโรงรถ... มือปืนที่รวิศจ้างมาเพื่อ 'ปิดงาน' ตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ปีหน้าอย่างที่เขาเคยจำได้
แผนการเปลี่ยนไปแล้ว... รวิศไม่ได้รอให้ผ่านไปหนึ่งปี แต่มันเร่งวันตายของเขาให้เร็วขึ้น
ศิลายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย มือที่อยู่ในกระเป๋าจับด้ามปืนแน่น “รวิศ... ดีลที่ว่าน่ะ คงไม่ได้หมายถึงเงินหรอกใช่ไหม?”
รวิศชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เขาวางแผนไว้ดูเหมือนจะถูกจับได้ก่อนที่จะเริ่ม “แกพูดเรื่องอะไรของแกวะ?”
“เปล่าหรอก” ศิลาตอบพลางก้าวเข้าไปหารวิศหนึ่งก้าว “แค่จะบอกว่า... ดีลวันนี้ ผมจะเป็นคนคุมเกมเองทั้งหมด”
ขณะที่ศิลาเตรียมจะลงมือจัดการกับจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขาก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ที่ไม่ระบุชื่อที่เขาจำได้ดีว่าเป็นเบอร์ของใคร—เบอร์ของคนที่เขาคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่เริ่มย้อนเวลากลับมา
เขาตัดสินใจรับสาย และเสียงที่ตอบกลับมาทำเอาเขาสะกดนิ่งจนขยับตัวไม่ได้
"นายคิดว่าย้อนกลับมาแล้วจะรอดงั้นหรือศิลา? ...อย่าลืมสิว่าคนตายที่แท้จริง ไม่ได้มีแค่นายคนเดียวนะ"
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าตอนต่อไปจะทำให้หัวใจของทุกคนเต้นระทึกไม่แพ้กันค่ะ
เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล•ตอนที่ 1
วันคืนที่ลมหายใจย้อนกลับ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลิงแค้นข้ามภพ: แผนพิฆาตคนทรยศล้างตระกูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!